กว่า 2 ปีที่ผ่านมา เราต้องยอมรับว่า ตลาดรถยนต์อีโค่คาร์ มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่ามันได้ผันมาใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ ทำให้การมาของ Toyota Yaris Ativ 2022 ค่อนข้างจะได้รับความสนใจไม่น้อย เมื่อรถรุ่นนี้ยังคงกลับมาด้วยสไตล์ 1.2 เหมือนเดิม

จากยอดขาย กว่า 21,000 คัน หลังเปิดตัวไปเพียงเดือนกว่าๆ และ รอรถกันยาวๆตามสถานการณ์ Chip Shortage ในปัจจุบัน ทำให้ Toyota Yaris Ativ ใหม่ ต้องเรียกว่า เป็นรถที่ได้รับความสนใจจากคนไทยไม่น้อย โดยเฉพาะออพชั่นที่ให้มาล้นคันแบบนี้

ภายนอก ตัวรถ Toyota Yaris Ativ รุ่นใหม่ถูกออกแบบ ให้มีความลงตัวในแบบที่แตกต่าง โตโยต้า ตัดสินใจยึดหัวหาดซีดาน ด้วยการนำเส้นสายทรงท้ายลาดเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้า

เส้นสายรายละเอียดจากด้านหน้า ในความรู้สึกแรกที่เห็น มันเหมือนการเอา Toyota Corolla มาย่อสัดส่วนโดยเฉพาะในส่วนของ ไฟหน้า และ ลักษณะกันชนในหลายๆมุมมอง ที่เรียกว่าถอดแบบกันมาไม่มีผิดเพี้ยน

ในโคมไฟหน้า มาพร้อมดวงไฟ LED และ Day Time Running Light ในทุกรุ่นย่อย

ชุดกันชน อาจจะปรับการตบแต่งไปบ้างในแต่ละรุ่นแล้วแต่การสนองตอบการใช้งานและราคา เช่น อาจจะเป็นสีดำปกติ ในรุ่นเริ่มต้น และในรุ่นท๊อป Premium Luxury ก็มาเป็นสีดำเงา และยังได้กระจกข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว ทำออกมาเป็นสีดำเงา เพิ่มความน่าใช้งานมากขึ้นไปอีก เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม

ทางด้านข้าง จะเห็นว่า ทรงรถของ Yaris Ativ 2022 มีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นสไตล์ ซีดาน 3 กล่องตามรูปแบบนิยม หนนี้ ช่วงตั้งแต่เสา B เป็นต้นไป ถูกออกแบบ ให้เป็นท้ายลาด เพิ่มความน่าใช้งานมากขึ้น ในทุกมุมมอง

การออกแบบ Sedan Fastback ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรม แต่ต้องยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รถรุ่นนี้ นำเสนอมันเข้ามาตอบโจทย์ผู้ใช้ชาวไทย และยังเป็นครั้งแรกในรถกลุ่มซิตี้คาร์ด้วย

โดยทุกเส้นสาย ยังคงลงตัวกับ ล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 16 นิ้ว พร้อมกับ ยาง Yokohama AE30 สเป็คพิเศษ ทำออกมาเพื่อรถคันนี้โดยเฉพาะ เป็นลักษณะของยางกึ่งทั่วริ่ง

ฝากระโปรงท้าย มีการออกแบบให้ลาดเทต่อกัน มีลักษณะตูดสั้น ไม่ยื่นยาวเหมือนรถในสมัยก่อน ทำให้มันได้ภาพลักษณ์สปอร์ตพอสมควร

เมื่อเขยิบ มาดูท้ายรถ จะพบความสวยงามของไฟท้าย ออกแบบมามีเสน่ห์ เต็มความสปอร์ต น่าใช้งานมากขึ้น มีแถบตรงกลาง เสริมความน่าใช้มากกว่ารุ่นเดิม พอสมควร

ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นว่า Toyota Yaris Ativ รุ่นใหม่ นี้ มาพร้อมกับงานออกแบบ มุ่งเน้นให้ตัวรถดูแบนกว่า รุ่นเดิมที่ทำตลาดมายาวนาน และเส้นสายแบบนี้ ก็ค่อนข้างให้ความสปอร์ต ดูมีคมสันและลูกเล่นมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า คงไม่ถูกใจทุกคน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ที่อาจจะชอบเส้นสายกลมกล้มกว่านี้ ไม่ใช่ดูแบนในหลายมุมมองอย่างเช่นตัวปัจจุบัน

แน่นอน เมื่อพูดถึงตัวรถ งวดนี้ มีการปรับขนาดนิดหน่อย เพิ่มความเหมาะสมในการใช้งานมากขึ้น ด้วยตัวเลขในรายละเอียดมิติตัวรถด้านต่างๆคือ

ความยาว 4,425 มม.
ความกว้าง 1,740 มม.​
ความสูง 1,480 มม.
ความฐานล้อยาว 2,620 มม.

ถ้าเทียบกับรุ่นเดิม สั้นลง -15 มม.​ แคบกว่า -40 มม.​ และสูงกว่าเดิม +10 มม. ระยะฐานล้อ + 70 มม. โดยประมาณ

ห้องโดยสารได้หรู

ตัดภาพมาในห้องโดยสาร Toyota Yaris Ativ แนะนำ งานออกแบบด้วยสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละรุ่น ถือเป็นการเดินเกมที่แตกต่าง ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ที่ส่วนใหญ่ใช้สูตรเหมือนกันแล้ว อัพออพชั่นเพิ่มเติม ในรุ่นระดับบน

สูตรของ Toyota Yaris Ativ นำเสนอ เรื่องนี้ในมุมมองที่แตกต่าง นอกจากจะให้ออพชั่นมากขึ้นแล้ว การตบแต่งแต่ละรุ่นย่อยยังมีความต่าง โดยเฉพาะ Prmium Luxury ที่หลายคนถึงกับว้าว ด้วยภายในสีแดง แถมเบาะนั่งยังเดินตะเข็บเบาะแบบ Daimond Cut ให้ภาพความแตกต่าง และ รุ่นนี้เป็นรุ่นเดียวที่ให้ภายในสีนี้ รุ่นอื่นจะเป็นสีดำทั้งหมด แถมโตโยต้ายังใส่ใจ ให้งานหุ้มหนังแท้ในบางจุด ซึ่งต้องยอมรับว่า รถรุ่นอื่น ในคลาสเดียวกัน ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน

ว่ากันที่ตัวเบาะ ออกแบบมาไม่ได้ใหญ่มาก คนตัวใหญ่ ไซส์หมีติดมันส์ นั่งแล้วให้คะแนนแค่พอไปวัดไปวา เดินทางใกล้ๆได้ ไกลๆพอไหว ในฝั่งคนขับแอบแปลกใจ โตโยต้า พยายามทำเบาะให้เหมือนมีที่ดันหลังในตัวนิดๆ ซึ่งข่าวดีคือรุ่นนี้เบาะคนขับสามารถปรับสูงต่ำได้ ช่วยหาท่านั่งได้ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกัน พวงมาลัย ยังสามารถปรับสูงต่ำ และ ยืด-หดได้ บนพวงมาลัย มาพร้อมกับ สวิทช์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ หนึ่งในนั้น คือ โหมดการขับขี่ Eco/ Normal / Sport ช่วยปรับการตอบสนองให้เป็นไปตามต้องการ

ตรงหน้าคนขับ นำเสนอ ชุดเรือนไมล์ จอดิจิตอล ขนาด 7 นิ้ว ดูเหมือนจะยกติดมือ มาจาก Toyota veloz แต่ทางแบรนด์ จัดการปรับปรุงกราฟฟิก ให้ตอบสนองในการใช้งานได้ดีขึ้น ตัวเรือนไมล์มีขนาดใหญ่ และ หน้าจอหลักจะบอก ระดับอัตราประหยัดแบบ Real Time แปรผัน ตามการเหยียบคันเร่งของเรา ซึ่งถือว่าดีพอสมควร

ด้านตรงกลาง มาพร้อมหน้าจอขนาด 9 นิ้ว ให้มาตั้งแต่รุ่นรองบ้วย โดยในรุ่น Premium Luxury จะดีกว่าอีกหน่อยด้วยการให้ลำโพงจาก Pioneer 6 จุด ช่วยเพิ่มคุณภาพงานเสียงให้ดีขึ้น จนเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆไป

เรื่องการเชื่อมต่อ จอนี้รองรับการใช้งาน ทั้ง Bluetooth และ Apple CarPlay รวมถึง Android Auto อย่างครบครัน

ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ที่มีความสะดวกสบายในการใช้งาน ชุดกรองใน Toyota Yaris Ativ สามารถ ดัก PM 2.5 ช่วยคุณรักษาสุขภาพได้ในระดับหนึ่งด้วย

ช่วงคอนโซลกลาง และ คันเกียร์ ดูเรียบ ด้วยการให้ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Brake Hold มาให้ ช่วยตอบโจทย์ การใช้งาน

ผมแอบแปลกใจ ที่ปุ่มเปลี่ยนไฟแอมเบี้ยนไลท์ มาอยู่ตรงนี้ มันสามารถเลือกสีได้มากพอตัว แต่หากมีใครซนมาเปลี่ยนสีที่เราตั้งเอาไว้ การเปลี่ยนกลับอาจทำได้ยากพอสมควร เพราะมันสามารถเปลี่ยนได้หลายสีมาก แต่ปุ่มปรับกลับมีมาให้แค่ 2 ปุ่มเท่านั้น

ทางด้านการโดยสารตอนหลัง ต้องยอมรับว่า เรื่องพื้นที่วางขากว้างขึ้นมาก ต้องขอบคุณฐานล้อ ที่มีความยาวกว่าเดิม ตั้ง 70 มม.​ แต่ส่วนที่น่ากังวล สำหรับคนตัวใหญ่ คือ การโดยสารตอนหลัง ที่เหมือนถูกบันทอนจากงานออกแบบ ท้ายลาด ทำให้เวลานั่งต้องเอนๆ ลงไปหน่อย เพื่อให้ช่วงหัวไม่ติดหลังคา

ลูกเล่นการตัดเย็บเบาะหลัง เหมือนด้านหน้า แต่น่าเสียดายไม่มีมีที่เท้าแขนมาให้ ทว่ายังดีที่รถรุ่นนี้ ย้ายที่วางแก้วน้ำขึ้นมาด้านบน ช่วยทำให้หยิบจับสะดวกมากขึ้นในการใช้งาน

ท้ายสุด ห้องสัมภาระรถคันนี้ ค่อนข้างกว้างเอาการ แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ข่าวร้าย สำหรับสายกิจกรรม เบาะนั่งรถคันนี้ไม่สามารถปรับพับได้ ในทุกกรณี …​

ข้อมูลเชิงวิศวกรรม

ใต้เรือนร่างของ oyota Yaris Ativ 2022 ทั้งหมด ถูกพัฒนาโดยแบรนด์ไดฮัทสุ ดังนั้นรถคันนี้ จึงเริ่มต้นงานสร้างด้วยโครงสร้าง DNGA ซึ่งหลักการของโครงสร้างนี้ในภาพรวม เรียกว่าเหมือนกันกับ TNGA เพียงแต่ปรับรายละเอียดบางอย่างให้เหมาะกับ การพัฒนารถยนต์นั่งขนาดเล็กก็เท่านั้น

ทางด้านเครื่องยนต์ ยังคงเป็นขุมพลังรหัส 3NR-VE ถ้ามองเผินๆจากภายนอก มันก็คือ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 4 สูบ แถวเรียงเหมือนดั่งที่ผ่านๆมา แต่พอมามอง รายละเอียด ไส้ในแล้ว ก็เรียกว่า แฝงความไม่ธรรมดามาอยู่พอสมควร เริ่มจากช่วงชักและกระบอกสูบ มีขนาด 72.5 มม X 72.5 มม. หรือ ในภาษาวิศวกรรม คือ มันเป็นเครื่องสูบสมมาตร

ไม่เพียงแค่นี้ กำลังอัด ก็ยังถือว่าค่อนข้างสูงพอสมควร โดยอาจจะสูงที่สุดในหมู่เครื่องยนต์อีโค่คาร์ด้วยกัน เพราะมีตัวเลขสูงถึง 13.5 : 1 ทั้งยังติดตั้งระบบ Dual VVTi-E ช่วยให้รถสามารถตอบสนองในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

โดยตามข้อมูลจากต่างประเทศ ชี้ว่าเครื่องยนต์ มีการปรับปรุงชุดลูกสูบใหม่ และยังใช้ชุดวาล์วไอดี ที่มีความยาวกว่ารุ่นเดิม ช่วยเพิ่มกำลังแรงบิดในรอบต่ำ

ผลคือ เครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำกำลังสูงสุด 94 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 109 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift มีอัตราทดเกียร์ 2.800- 0.425 ปั่นลงเฟืองท้าย 5.105

ระบบช่วงล่าง ยังคงใช้รูปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ ระบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโครง ทางด้านหน้า และ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ทางด้านหลัง

ขณะที่ระบบเบรก หากเป็นรุ่นท็อป และรองท็อป ก็จะให้ดิสก์เบรกมาครบทั้ง 4 ล้อ ซึ่งไม่มีในรถคลาสเดียวกัน นับว่าน่าสนใจอย่างมาก

การทดลองขับ

รับกุญแจ Toyota Yaris Ativ มาผมไม่แปลกใจนักกับการเปลี่ยนแปลงในแนวทางใหม่ของมัน ที่ออกมาค่อนข้างสปอร์ตกว่าเดิม ฉบับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เลยก็ว่าได้ เพราะ โตโยต้า นำเสนองานออกแบบที่มีความลงตัว มีสไตล์ แต่คำถามว่าขับดีไหม ? กำลังจะพิสูจน์กัน ในวันนี้

การขับขี่ในเมือง

รถอีโค่คาร์ เป็นรถที่เกิดมาเพื่อตอบสนองในการใช้งานในเมืองเป็นหลัก และ โตโยต้า ก็ทำการบ้านเรื่องนี้มาอย่างหนักพอสมควร

ตั้งแต่แรกเห็น กายภาพตัวรถดูมีการปรับ ระยะยื่นจากห้องโดยสารนิดหน่อย เพื่อเสริมความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น ทั้งทางด้านหน้า และด้านหลัง นั่นคือเท่าที่บอกได้

พอขึ้นมาบนที่นั่งคนขับ หมุนพวงมาลัยออกเดินทาง น้ำหนักพวงมาลัย รถรุ่นนี้ อยู่ในระดับที่ค่อนข้างเบากำลังดี ผู้ชายขับได้ ผู้หญิงขับดี เซทติ้งออกแบบ แบบสามารถสลับมือกันขับได้ไม่เคอะเขินในบ้าน

พอออกถนนใหญ่ เริ่มต้องแวกไปตามการจราจรในเมือง จังหวะพวงมาลัย ทำออกมาไปได้ตามใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่เฉียบคมเสียทีเดียว มีความเป็นรถนั่งที่ไม่ว่องไว วอกแวก จนคนนั่งปวดหัว

แม้จะฟังแล้วแปลก ผมมั่นใจว่า คนส่วนใหญ่จะชอบอาการพวงมาลัยแบบนี้ ที่ไม่ต้องรวดเร็ว ระดับรถสปอร์ต และ ไม่ยาน จนทำให้เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแล้วหักเปลี่ยนเลนไม่ทัน

ด่านแรกในเมือง ปัจจุบันระบบกันสะเทือน ค่อนข้างมีความสำคัญ เพราะในส่วนการพัฒนา ท่ามกลางการใช้งานของ กทม. ที่อุดมไปด้วยเขตก่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้า คงไม่มีใครอยากนั่งหัวสั่นหัวคลอนไปตลอดเวลา

คุณลักษณะช่วงล่างแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท ทางด้านหน้า ด้านหลัง เป็นทอร์ชั่นบีม ไม่ได้แตกต่างจากรถรุ่นอื่นๆ ในคลาสเดียวกันนัก

หากแต่ ทางโตโยต้า ได้เซทให้ช่วงล่างออกมาทางนุ่มเฟิร์ม ในการขับขี่มากขึ้น ซึ่งที่จริงผมค่อนข้างมั่นใจมากว่า โช๊คอัพ เอทีฟ มีระยะยืดยุบไม่เยอะมาก หลายครั้งถ้าขับมาด้วยความเร็ว แล้วบังเอิญตกหลุมกระแทก คุณอาจรู้สึกได้เลยว่า รถตกหลุมอย่างแรง จนกลายเป็นปัญหาภายในบ้านได้ (เช่นแฟนด่า จะขับเร็วอะไรนักหนา !! หรือ ทำไมไม่ขับให้มันดีๆ !)

ดังนั้นการซับแรงสะเทือนจากถนน จึงต้องบอกก่อน ว่ามันสามารถได้ดีเพียงในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่าง คุณขับรถมาตามทาง เจอถนนปะ หรือ รอบต่อเส้นคอนกรีต ทางต่างระดับไม่มาก หรือ จะช่วงต่อ ตอม่อ บนทางด่วน เจ้านี่เอาอยู่สบาย ไร้ปัญหา เป็นรถนั่งที่ดีคันหนึ่ง แต่อย่างว่า มันไม่ใช่รถอเนกประสงค์ บางครั้ง เป็นไปได้ ทางก่อสร้างขุรขระ ก็ต้องชะลอความเร็วกันบ้าง เพราะช่วงยุบโช้กมันก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น

ไหนๆ พูดถึง ชะลอความเร็วแล้ว ระบบเบรก Toyota Yaris Ativ Premium Luxury ตอบสนองการขับขี่ ด้วยระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ

ว่าตามจริง ฟีลลิ่งการเบรก เทียบกับ ระบบเบรก หน้าดิสก์ หลังดรัม ต้องบอกว่า การตอบสนอง ค่อนข้างเร็วกว่าปกติ เป็นพิเศษ เวลาเหยียบแป้นเบรก แม้เพียงเล็กน้อย ก็พอสัมผัส ถึงการชะลอความเร็วจากรถได้

การขับในเมืองบางครั้ง คุณอาจจะต้องเบรกหยุดจึกกระทันหัน เช่น คนข้ามถนนตัดหน้า , รถปาดเข้าแทรกมาก ระบบเบรกรถคันนี้ สามารถตอบสนองได้ค่อนข้างดี อยู่ทันใจ ไม่เพียงเท่านี้ การถ่ายน้ำหนัก หน้า-หลัง เวลาเบรก ยังค่อนข้างทำได้ดี ไม่ต้องพะวงในเรื่องของการกะแรงเบรกมากนัก

เรื่องของเบรกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะรถยังติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า มาให้พร้อมระบบ Auto Hold มันจึงช่วยเพิ่มความสบายในการใช้งานในเมืองได้อีกพอสมควร

ระบบ Auto Hold จะทำหน้าที่ค้างเบรกเอาไว้ เมื่อเราจอดรถหยุดนิ่งกลางไฟแดง คล้ายๆกับการดึงเบรกมือ และ จะปล่อยเบรกให้เองเมื่อเราเริ่มแต่คันเร่งออกตัว ช่วยให้คุณไม่เมื่อยเท้าขวา เวลาขับจอดนิ่งๆนานๆ

ไม่เพียงเท่านั้นในส่วนการทำงานของเบรกมือไฟฟ้า มันก็จะขึ้นให้เองเมื่อเข้า เกียร์ P เวลาจอดรถ และระบบจะปลดให้เมื่อเข้าเกียร์ D เหยียบคันเร่งออกตัว โดยมีเงื่อนไขว่า เราผู้ขับขี่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย หรือ คุณ จะดึงสวิทช์เองก็ได้ เผื่อ ขยับเขยื้อนสั้นๆ ในช่วงความเร็วไม่มาก

แล้วเครื่องยนต์??

ทางด้านเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง 1.2 ลิตร รุ่นใหม่ ก็ต้องบอกว่าดูแรงม้า และ แรงบิด แล้ว ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก หลายคนอาจไม่คาดหวังกับมันมาก

พอลองขับใช้งานจริงๆ ผมพบว่า นี่เป็นเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ที่ดีอีกรุ่น นับตั้งแต่เคยขับ เครื่อง L12A ของฮอนด้า เมื่อนานมากแล้ว

จุดเด่น อยู่ที่การตอบสนองค่อนข้างดีพอสมควร เวลาเราเหยียบคันเร่งลง รู้สึกได้ถึงแรงบิดของรถ พาคุณเร่งอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างกระฉับกระเฉงพอสมควร เทียบกับ 1.2 ลิตร ด้วยกัน

แต่ถ้าคุณหันไปมองในตลาดรอบตัว ยาริส เอทีฟ กับ บรรดาคู่แข่งขุมพลังสามสูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ต้องยอมรับว่า เจ้านี่ไม่จี๊ดจ๊าดเท่าอัตราเร่ง ค่อนข้างเนือยกว่าพอสมควร

จากตัวเลข 0-100 กม./ชม.​ ที่เราทำได้ จบอยู่ที่ราวๆ 16.0 วินาที เท่านั้น นั่นไม่ได้มากกว่า อีโค่คาร์ 1.2 ลิตร ดั้งเดิมเท่าไรนัก

ด้วยกำลังที่เพิ่มขึ้น 2 แรงม้า กับแรงบิดเพิ่มขึ้น 1 นิวตันเมตร ดีที่แรงบิดมาเร็วขึ้นกว่าเดิม ช่วยให้คุณรู้สึกว่าตอบสนองดีขึ้นพอตัว

จุดหนึ่งที่ผมต้องบอกเพื่อนๆที่กำลังซื้อ หรือ คิดจะซื้อ เอทีฟ คือ การตอบสนองของคันเร่งช่วง กดออกตัว ค่อนข้างไว้มาก สมมุติคุณออกตัวแบบกดกระแทกคันเร่ง รถจะดูเร่งแรงแซงไว และยิ่งไวกว่าเดิมในโหมด Power สำหรับตอบสนองสายซิ่ง

แต่ส่วนตัว ผมมองว่าในโหมด Normal ไม่จำเป็นต้องไวขนาดนี้ แม้อาจจะเป็นไปได้ว่า วิศวกร ต้องการให้รีดกำลังเครื่องเร็วๆ จะได้ตอบสนองอัตราเร่งได้ดี

ทว่าถ้ามองกลับกันว่ารถคันนี้ ออกแบบมาใช้ในเมือง และ มันไม่ใช่รถสปอร์ต การออกตัวเร็วไป อาจทำให้การใช้งานไม่สะดวกสบาย เพราะคนขับจะมีอาการเครียดกับคันเร่งได้ง่าย ยิ่งถ้าขับในยามรถติด เดี๋ยวออกตัว เดี๋ยวเบรก แบบนี้ขอคันเร่งแบบธรรดมาดีกว่า แล้ว เซทติ้งแบบนี้ไว้ใส่ในโหมด Power น่าจะเหมาะสมกว่า

ซึ่งทุกท่านสามารถอ่านข้อมูลการทดสอบ Toyota Yaris Ativ โดยพวกเราได้ที่นี่

มาถึงตรงนี้ คุณอาจตั้งคำถาม แล้ว มันมีอะไรดี เครื่อง 1.2 แรงม้า น้อยกว่าชาวบ้าน แถมไม่ใช่เทอร์โบด้วย

คำตอบ คือ ความประหยัดน้ำมันครับ

เพราะจากการขับทดสอบ ด้วยน้ำมัน แก๊สโซฮอล 95 ของปั๊มน้ำมันรูปใบไม้ เราพบว่า ถ้าขับในเมืองเป็นระยะทางกว่า 80.7 กิโลเมตร เราเติมน้ำมันเพียง 4.13 ลิตรเท่านั้น คิดเป็น อัตราประหยัด 19.53 ก.ม./ลิตร

ซึ่งถือว่าดีมากๆ ตัวเลขดังกล่าว ใกล้เคียงกับ Nissan Almera รุ่น 1.0 เทอร์โบ ที่ทำได้ 19.66 ก.ม./ลิตร และ ดีกว่า Honda City ที่ทำได้เพัยง 12.76 ก.ม./ลิตร เท่านั้น

ประเด็นสำคัญ คือ การเป็นหนึ่งเดียวเครื่องยนต์ N/A นั่นเอง ไม่ต้องเซทให้ถมน้ำมันเพิ่ม ในยามที่เทอร์โบชาร์จทำงาน อันเป็นปัจจัยที่ทำให้เครื่องซดน้ำมันมากกว่าเดิม

ส่วนระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense ที่เราได้ใช้ในเมือง มีอยู่หลายอย่าง

อย่างแรกระบบเตือนมุมอับสายตา อันนี้ได้ใช้บ่อยมาก โดยเฉพาะยิ่งบ้านเรา ที่ผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์บางกลุ่ม มักนึกจะแทรกตรงไหนก็ไป ซึ่งระบบนี้ช่วยคุณได้มาก

ไม่เพียงเท่านี้ ใครที่เป็นสายโซเชียลเล่นมือถือเพลิน ขณะขับรถบ่อยๆ จนรถคันหน้าออกตัว แล้วพวกคันหลังบีบแตรด่า เป็นประจำ ก็วางใจได้ รถคันนี้มีระบบเตือนรถคันหน้าออกตัวมาให้ (แต่เป็นไปได้ ก็อย่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถดีกว่า ถ้าไม่ใช่การโทรคุย)

รวมถึงยังติดตั้ง กล้องบันทึกหน้ารถมาให้ เช่นเดียวกับ กล้อง 360 องศา รวมถึง ระบบป้องกัน เหยียบคันเร่งผิดวิธี

รวมๆ สำหรับในเมือง Toyota Yaris Ativ เรียกว่า ครบเครื่องครบครัน

ขับขี่นอกเมือง

แม้ว่ารถอีโค่คาร์ จะเกิดมาให้คุณใช้ในเมืองมากกว่า เน้นความสะดวก คล่องตัวในการเดินทาง พร้อมฟังชั่น ความปลอดภัย และรถยังต้องประยัดน้ำมัน ท่ามกลาง การจราจรติดขัด

แต่เราต้องยอมรับว่า สำหรับคนไทยจำนวนมาก รถ 1 คันต้องท่องได้ทั่วทิศไปได้ทั่วไทย … บางคนเป็นคนที่เข้ามาทำงานในเมือง วันหยุดยาวขับรถกลับบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก

วันเดินทาง… เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ในชีวืต รถอีโค่คาร์ 1 คัน แล้ว ยาริส เอทีฟ ตอบโจทย์ไหม

ผมเอง แบ่งภาคการทดลองขับเรื่องนี้ เป็น 2 ภาค คือ การขับทางเรียบ และการขับทางเขา

ในส่วนของการขับทางเรียบนั้น Toyota Yaris Ativ ค่อนข้างจะตอบโจทย์ การขับขี่ได้ดีพอสมควร ด้วยกำลังเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 94 แรงม้า เรียกว่า สามารถขับได้อย่างสบายอกสบายใจ ถ้าคุณใช้ ความเร็ว 120 กม./ชม.​รอบเครื่อง จะป้วนเปี้ยน ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งไม่ได้ต่ำนัก ถ้าเทียบกับ บรรดา แก๊ง 1,000 เทอร์โบ จะรอบสูงกว่านี้

เฉกเช่นเครื่อง 1.2 ลิตรในอดีต ยามจะต้องแซง อาจจะต้องเหยียบคันเร่งสักหน่อย จะมาหหวังแตะๆ มันเร่งเร็วตอบสนองดี คงไม่ใช่ ยังดี ทีมงาน เซท การตบอสนองเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับชุดเกียร์ พอเราเหยียบคันเร้ง เกียร์จะลดอัตราทด ตามพฟติกรรมเยียบคันเร่งของเรา ทำให้ รอบเครื่องและอัตราทด ทำงานสัมพันธ์กัน รถก็ตอบสนองการขับขี่ได้ตรงตามความต้องการในเวลานั้นด้วย

แม้ว่า อัตราเร่ง จะไม่ใช่จุดเด่น ของ เอทีฟ หากจุดขายของมันจริง กลับเป็นเรื่องความประหยัดมากกว่า เท่าที่ขับเดินทางด้วยความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม.​ ผมพบว่า ตัวเลข บนหน้าปัด ค่อนข้าง ประทับใจ และยิ่งเซอร์ไร์สกว่า เมื่อเติมวัดอัตราประหยัด

จากระยะทาง 135.1 กม.​ เราเติมน้ำมันคืนถังไป 6.62 ลิตร คิด เป็นอัตราประหยัด 20.4 กม./ลิตร ….

แม้ว่า นี่จะฟัง ดูเหลือเชื่อ แต่เป็นความจริง เพราะเราลองขับด้วยเส้นทางเดียวกันในรอบที่ 2 ขับไปทั้งสิ้น 107.9 ก.ม.​เติมน้ำมัน 5.91 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด 20.8 กม./ลิตร … นั่น ว้าว มากๆ

เครื่องยนต์ที่ทำออกมา เน้นความประหยัด ไม่มุ่งสมรรถนะในการขับขี่ เป็นสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่น ของรถคันนี้ในยามเดินทางไกล

อีกข้อ คือ การให้ระบบความปลอดภัยขั้นสูง เข้ามาในรถอีโค่คาร์ ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน

ตอนขับในเมือง เราอาจจะได้ใช้ระบบเตือนมุมอับสายตา ​กล้องต่างๆ ช่วยในการจอดรถ หรือเตือนและป้องกันการชนทางด้านหน้า

พอขับทางไกล คุณจะได้ใช้ระบบตัวช่วยเพิ่มเติม อย่างระบบ Adaptive Cruise Control แบบ All Speed ช่วยให้การขับทางไกลสบายมากขึ้น แถมยังมีระบบเตือนการหลุดเลน และช่วยบังคับพวงมาลัย ซึ่งดีมากๆ ในการขับขี่ ยามกลางวัน

ยามกลางคืน รถคันนี้ยังมีระบบไฟสูงอัตโนมัติ มาด้วย ช่วยให้ทัศนวิสัย ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น

ถ้าจะถามว่า ขับทางไกล สบายไหม ก็ตอบตามตรงครับว่า สบายในระดับหนึ่ง แต่ถนนเมืองไทย ตามต่างจังหวัด ที่มีหลุมบ่อดาวอังคาร คอยต้อนรับนักขับ ก็ต้องระวังกันให้ดี โช้กของเอทีฟ ไม่ได้มีระยะยุบมาก บางที ตกกระแทกหลุมตื้นๆ กลายเป็นตึงตัง จนคนหลับยังตื่น สำหรับ สายครอบครัว ต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี

นอกจากประเด็นที่กล่าวมาแล้ว ในยามที่คุณต้องไปขับบนทางโค้ง เช่น อาจจะขับไปเที่ยวเขาเที่ยวดอย แล้วต้องใช้ความเร็ว ต้องระวังกันให้ดี

จุดเด่นรถคันนี้คือการออกแบบให้มันเป็นท้ายลาด ดูสวยงามสปอร์ต หากท้ายลาดก็คือความก้ำกึ่งระหว่าง ซีดาน และ แฮทช์แบ็ค ในตัว

ปกติแล้ว รถซีดาน ท้ายจะไม่ไวเท่ารถ แฮทช์แบ็ค กลับกัน แฮทช์แบ็คก็จะให้ความว่องไว และคล่องตัว

พอทรงกลายมาเป็นท้ายลาด เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วปกติทั่วไป มันไม่ใช่ปัญหา อะไรที่ต้องกังวลนัก แต่เมื่อคุณขับเข้าโค้งด้วยความเร็วมากขึ้น จะพบว่า อาการช่วงแรกเหมือนจะเข้าโค้งดูสบายๆ คล้าย ซีดาน พอเราเริ่มใช้ความเร็วในโค้งมากขึ้น จะเริ่มออกอาการเป็นแฮทช์แบ็คท้าย จะมีอาการรู้สึกแอบท้ายออก ยิ่งถ้าคุณไม่มีผู้โดยสาร อาการนี้จะค่อนข้างชัดมาก จนบางทีแอบแปลกใจเหมือนกัน

ส่วนการขับขึ้นเขา ผมจะให้ น้องจอห์น ผู้ร่วมประสบการณ์ พิชิต ยอดดอยอินทนนท์ มาไล่เรียงให้อ่านกันต่อไป

การขับรถบนทางชัน จากภาคเหนือ สู่ ยอดดอยที่สูงที่สุดอย่าง ดอยอินทนนท์

ในส่วนการทดสอบระยะไกล แบบไกลจริงๆ จนถึงยอดดอยอินทนนท์นั้น ส่วนตัวผม จอห์น Ridebuster คงจะไม่ขอไล่เรียงถึงรายละเอียดทางเทคนิคตัวรถซ้ำมากนัก เว้นเพียงบางจุดที่ต้องกล่าวเสริมจากพี่บอลนิดหน่อย และจะเน้นเจาะไปที่สมรรถนะการขับขี่ต่างๆของตัวรถ เมื่อมันต้องถูกขับเป็นระยะทางไกลๆ แถมยังมีเนินเขาสูงชันเป็นหลักเพิ่มเติม

โดยหากให้ไล่เรียงในขั้นต้น สำหรับมุมมองของผม ต่อเจ้า Yaris Ativ คันนี้ ต้องบอกว่ามันคือรถอีโคคาร์อีกคันที่สามารถพาคุณเดินทางไกลๆได้แบบไม่อึดอัดเท่าไหร่

เพราะแม้ว่ายังไงมันย่อมให้ความสะดวกสบายได้เทียบเท่ากับรถยนต์นั่งคันใหญ่ๆที่มีห้องโดยสารและเบาะกว้างขวาง กับกำลังเครื่องยนต์มากมาย ที่ทำให้การใช้ความเร็ว หรือเรียกความเร็วไม่เหนื่อยมากนัก

แต่ความรู้สึกภายในห้องโดยสารของเจ้า Yaris Ativ เอาจริงๆกลับมีจุดน่าอึดอัดแค่เพียงชิ้นแผ่นหนังเสริมอุโมงค์เกียร์ฝั่งผู้ขับเท่านั้น ที่ทำให้ผู้ชายตัวหนาๆไม่สามารถกางขา แล้วนั่งขับชิลๆได้อย่างที่ควรจะเป็น ส่วนตัวเบาะนั่ง ในมุมของผมค่อนข้างพอใจ เพราะถึงมันไม่ได้กว้าง แต่ในทางกลับกันมันก็ให้ความรู้สึกที่กระชับ และรองรับกับความเร็ว และแรงเหวี่ยงของรถในยามเข้าโค้งได้กำลังดี

นอกจากนี้ ในตอนที่ขับเดินทางไกลๆ หากคุณเป็นผู้โดยสารตอนหน้า คุณสามารถหลับในรถคันนี้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปวดเมื่อยเท่าไหร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของตัวคุณเอง และลักษณะการขับรถของผู้ขับด้วย ว่าน่าไว้ใจพอที่จะให้คุณหลับตาลงตอนรถกำลังวิ่งอยู่หรือไม่ ?

ติดก็ตรงที่ตัวเบาะคู่หน้านั้นไม่สามารถพับให้เอนราบเรียบได้ 100% กล่าวคือ คุณสามารถเอนหลังไปจนหลังเบาะหน้า ชนกับเบาะนั่งตอนหลังได้ แต่ส่วนล่างของเบาะคู่หน้าจะลอยขึ้นมาดันหลังคุณ จนทำให้คุณไม่สามารถนอนได้เลยอยู่ดี ดังนั้นหากจะนอนจริงๆ จึงควรเอนเบาะเพียงแค่ให้ศรีษะเลยแนวเสา B (เสากลางลำตัวรถ) ไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็พอ

ส่วนการนอนบนเบาะผู้โดยสารตอนหลังนั้น พนักของมันถูกออกแบบมาแค่ให้พอนั่งสบาย การนอนบนเบาะหลัง จึงสามารถทำได้แต่การนอนราบไปตามแนวเบาะเท่านั้น (คือจะนอนหลังตรงก็ได้ แต่จะหลับได้ไม่นานเพราะเมื่อยก่อนแน่นอน)

ด้านสมรรถนะของตัวรถเวลาเดินทางไกล พร้อมขึ้นและลงเขาชันๆ ในฝั่งช่วงล่างทางด้านหน้านั้น ให้การทำงานที่ค่อนข้างกระชับ มั่นใจในการเข้าโค้งเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าสามารถหักพวงมาลัยเลี้ยวได้ตามสั่ง โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าหน้าหลวม หรือไวจนเกินไป ให้ความมั่นใจในจังหวะที่ต้องหักรถเข้าโค้งเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นโค้งที่ไม่ได้กว้างมากนักบนเขา

ส่วนการซับแรงเอง แม้จะยังมีการสั่นสะเทือนอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่แค่ในระดับที่ทำให้รู้ว่าตอนนี้รถกำลังวิ่งผ่านผิวถนนลักษณะได้อยู่เท่านั้น ไม่ได้กระเทือนถึงขั้นน่ารำคาญแม้ต้องขับเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโช้กหลังที่เก็บอาการได้ดีกว่าโช้กหน้านิดๆ

อย่างไรก็ดี ด้วยการเซ็ทติ้งโช้กหลังในลักษณะดังกล่าวเอง จึงทำให้เมื่อต้องสาดรถออกจากโค้งด้วยความแรงประมาณหนึ่ง (ราวๆ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป กับโค้งความเร็วปานกลาง) ตัวรถจะเริ่มมีอาการท้ายดึงออกนอกโค้งนิดๆ และมีอาการยวบเป็นจังหวะให้รู้ว่าเริ่มถึงลิมิตของรถแล้วชัดพอสมควร ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และทักษะของตัวคุณแล้วว่าจะประคองอาการนี้ของรถได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ไหว ก็อย่าฝืน

ขณะที่ระบบเบรกนั้นค่อนข้างหายห่วง เพราะอย่างที่พี่บอลได้ระบุไว้ในข้างต้นแล้วว่า ตัวดิสก์เบรก 4 ล้อที่ให้มานั้น มีความสามารถในการหยุดชะลอรถที่เพียงพอต่อน้ำหนัก และความแรงของมันแล้ว ซึ่งในจุดนี้ตัวผมเองก็กล้ายืนยันว่า เราสามารถไว้ใจมันได้จริงๆ

เพราะผมสามารถขับมันลงเขาแสนชันอย่างดอยอินทนนท์ได้สบายๆโดยที่รถไม่ได้มีอาการเบรกไหม้เลยสักนิด ก็คือตอนลงไม่จำเป็นต้องใช้เบรกมากนัก เพื่อชลอรถ แค่กดเป็นจังหวะย้ำๆไป ใช้เกียร์ช่วย ความเร็วรถก็อยู่ในระดับที่เราสามารถควบคุมและลงเขาได้อย่างสบายใจแล้ว

และที่สำคัญคือก็ต้องขอบคุณยางติดรถด้วย เนื่องจากในตอนที่ผมนำไปทดสอบวิ่งทางชันบนดอยอินทนนท์นั้น มีฝนตกหนักตลอดทาง แต่ยางก็ไม่ได้มีอาการลื่นให้รู้สึกแต่อย่างใด แม้ว่าความเร็วที่ผมใช้ ณ ตอนนั้น จะเร็วกว่าการลงเขาของคนทั่วไปนิดๆ เช่นเดียวกับตอนขับรถบนทางราบแล้วเจอแอ่งน้ำ ยางก็สามารถรีดน้ำออกได้ดี ไม่มีการเหิน และมีอาการดึงขึ้นมาถึงพวงมาลัยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับทักษะส่วนตัวด้วยเช่นกัน ถ้าคุณเป็น มันก็สามารถพาคุณลงเขา และเดินทางได้สบายๆหายห่วงครับ

สุดท้ายคือเรื่องของขุมกำลัง ที่แม้ว่ามันจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่มีความจุเพียง 1.2 ลิตร แถมยังไม่มีเทอร์โบ เลยสามารถรีดแรงม้าได้เพียง 94 ตัว แล้วยังใช้เกียร์ CVT ที่จนตอนนี้ใครหลายๆคน ก็ยังไม่มั่นใจในเรื่องความทนทานของมันอีก

แต่ในการทดสอบของเรานั้น ผมได้ตกลงกับเพื่อนร่วมทริปซึ่งคือ คุณหนาว จาก CarSide Team ที่ไปด้วยกันว่า เราจะลองทดสอบรถขาขึ้นด้วยการใช้เกียร์โหมด D และเครื่องยนต์ก็จะยังคงเป็นโหมด Normal และจะพยายามหลีกเลี่ยงการปรับเกียร์ไปเป็นโหมด S ให้มากที่สุด และจะไม่มีการปรับเครื่องยนต์เป็นโหมด Power เพื่อเพิ่มอัตราการตอบสนองของเครื่องยนต์ต่อคันเร่งให้มากกว่าในการใช้งานปกติเป็นอันขาดตั้งแต่ตีนดอย ถึงยอดดอย (น้ำหนักบรรทุก รวมคนขับบนรถราวๆ 200 กิโลกรัม)

และผลจากการทดสอบที่ได้ก็คือ มันสามารถขึ้นไปถึงยอดดอยอย่างไร้ปัญหาใดๆ คือ อาจจะต้องเติมเยอะกว่าปกติพอประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบางช่วงที่เจอกับทางชันเกิน 10 องศา จากแนวระนาบ จนจำเป็นต้องตบลงมาเกียร์ S บ้าง เพื่อเรียกใช้ย่านกำลังแรงบิดสูงสุดของเครื่องยนต์ ที่ราวๆ 4,400 รอบ/นาที แต่นั่นก็จะมีอยู่เพียง 2 จุด บนเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์ กินระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรจากระยะทาง 10 กว่ากิโลเท่านั้น

ส่วนที่เหลือคือ สามารถคลอคันเร่งไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เกียร์ทำงานกับเลี้ยงรอบให้อยู่ในช่วง 3,000 – 3,500 รอบ/นาที ด้วยความเร็วราวๆ 40-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขึ้นเขาแบบชิลๆได้เลยจนถึงยอดดอย แถมยังมีบางจังหวะที่สามารถไหลแซง ตัวตายตัวแทนทั้ง Yaris Ativ รุ่นก่อน, Vios รุ่น 2 กับ รุ่น 3 รวมถึงรถกระบะ Hilux Vigo ที่ขึ้นเขาพร้อมๆกันได้อีกด้วย (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราไม่อยากเสี่ยงกับรถที่ต่อเป็นขบวนนานๆ เพราะหากเกิดมีรถจอดคากลางโค้งขึ้นมา อาจทำให้เราเสียจังหวะในการอาศัยแรงเฉื่อยรถขึ้นโค้งไปด้วย)

แต่ทั้งนี้เราก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า เรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทักษะการขับของคุณด้วย หากคุณรู้จังหวะว่าเวลาไหนควรชาร์จคันเร่งก่อนขึ้นโค้ง การพาเจ้า Yaris Ativ รุ่นใหม่ขึ้นยอดดอยอินทนนท์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ขณะที่ในจังหวะลงดอยนั้น กลับมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะในตอนแรก ตัวผมตั้งใจว่าจะลองเข้าเกียร์ S 1-2 แล้วปล่อยให้เครื่องยนต์ทำหน้าที่สร้างเอนจิ้นเบรกค่อยๆไหลรถลงดอยไป และจะพยายามใช้เบรกให้น้อยที่สุด

แต่ปรากฏว่า เครื่องยนต์กลับไม่สามารถหน่วงความเร็วรถได้มากเท่าไหร่นัก ทำให้ในหลายๆจังหวะต้องใช้เบรกช่วยชะลอตัวรถบ่อยครั้งกว่าปกติ เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นๆที่มีเครื่องยนต์ใหญ่กว่า

หรือหากคุณไม่ยอมแตะเบรกเพื่อเลี้ยงความเร็วเอาไว้ แล้วปล่อยรถให้ความเร็วไหลถึงจังหวะที่รอบเครื่องยนต์เริ่มปั่นสูงจนแตะหลัก 5,000 รอบ/นาทีขึ้นมา จังหวะนั้นกล่องสมองกลของรถ จะทำกันดันเกียร์ขึ้นไปอีกหนึ่งจังหวะทันที เพื่อถนอมรอบเครื่อง และรักษาสภาพเกียร์ ทำให้แทนที่รถจะยังคงมีแรงหน่วง กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งไหลลงเขาเร็วมากขึ้น

ซึ่งทั้งนี้ เราไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเหยียบเบรกค้างไว้ตลอดเวลาตอนลงเขา เพราะนั่นจะทำให้เบรกเกิดอาการ Fade Out หรือเบรกไหม้ จนน้ำมันเบรกเดือด และไม่สามารถควบคุมเบรกเลยได้

ทว่าเราแค่แนะนำให้คุณ อาจจะต้องย้ำเบรกเป็นจังหวะๆบ่อยกว่ารถยนต์คันอื่นๆที่มีเครื่องยนต์ใหญ่กว่าก็เท่านั้น (ย้ำว่า “ย้ำเบรก” ไม่ใช่กดค้าง) เพราะเอนจิ้นเบรกของมันไม่มากพอที่จะดึงความเร็วรถไม่ให้สูงเกินไปเมื่อเจอทางชันมากๆนั่นเอง

สรุป รีวิว Toyota Yaris Ativ Premium Luxury มีครบทุกฟังชั่น จุดเด่น ที่ความประหยัดน้ำมัน เกินใคร

หลังจากใช้เวลากับ เจ้า Toyota Yaris Ativ ใหม่ มาหลายวัน ผมต้องยอมรับว่า นี่อาจไม่ใช่ รถที่โดดเด่นในแง่สมรรถนะการขับขี่แบบที่ คนบ้ารถ หรือ Car Guy หลายคนต้องการและมองหา เพราะกำลังวังชาของมัน ก็ไม่ได้มากมาย แต่ช่วงล่างก็ยังมีจุดต้องปรับปรุงเล็กน้อย เมื่อมันถูกเฆี่ยนด้วยความเร็ว

ทว่าในทางกลับกัน นี่คือรถในแบบที่คนทั่วไปชอบ รถที่มีออพชั่นครบครันตามต้องการ มีความสะดวกสบาย และปลอดภัยในการขับขี่ ในราคาที่ไม่ว่าใคร ก็สามารถเป็นเจ้าของได้

แม้ว่า เทียบกับคู่แข่ง รถรุ่นนี้จะขาดเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ตอบโจทย์ มันอาจแรงไม่เท่า แต่สิ่งที่ได้กลับมาเหนือคนอื่น เป็นอัตราประหยัดน้ำมัน ที่ดีเหนือเครื่องยนต์เทอร์โบ คุณสามารถทำอัตราประหยัดน้ำมัน 20 กม./ลิตรได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องละเมียดละไม และมันอาจจะดีกว่านี้ ถ้าคุณขับด้วยโหมด Eco (ด้วยในการทดลองขับของเรา ทั้งหมด ทำด้วยโหมด Normal เท่านั้น)

อาจต้องยอมรับว่า นี่คือ รถยนต์อีโค่คาร์ที่ประหยัดมากที่สุดใน พ.ศ.นี้ โดยคุณไม่จำเป็นต้องซื้อรถไฮบริด เพียงแต่ต้องยอมรับในสมรรถนะเท่าที่มีของมันให้ได้ ก็เท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้แย่ เพราะรถระดับ 90 แรงม้า ก็จัดว่ามีสมรรนถะในการขับขี่ระดับหนึ่ง และเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในเมือง ที่ไม่ได้มีความเร็วสูงมากนัก

ผมขับรถคันนี้ครั้งสุดท้าย และไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมรถรุ่นนี้ถึงขายดี นั่นเพราะ มันมีทุกอย่างที่คนต้องการในรถ 1 คัน ที่สำคัญ ราคาก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ออพชั่นขนาดนี้ สมรรถนะแบบนี้ ในราคาเท่านี้ เป็นคุณ จะไม่ซื้อกันหรือ ?

ขอขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด สำหรับการเอื้อเฟื้อรถ Toyota Yaris Ativ ให้ทีมงาน Ridebuster ได้นำมาทำการทดสอบในครั้งนี้

ผู้เขียน : ณัฐยศ ชูบรรจง
รูปภาพ : ณัฐยศ ชูบรรจง
ผู้ช่วย บทความ รูปภาพ : รณกฤต ลิมปิชาติ

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่