สีเมทัลลิก สีไมก้า และสีมุก สีรถเหล่านี้มีราคาต่างกันเพราะ?

เคยสงสัยหรือไม่ว่า… ทำไมสีรถยนต์บางสีทางผู้ผลิตถึงต้องคิดเงินเพิ่ม เพราะต้องการโยนภาระมาให้ผู้บริโภค หรือมีเหตุผลอะไรที่พวกเขาต้องทำเช่นนั้น?

เวลาที่จะซื้อรถใหม่ซักคันคุณคงเหลือบเห็นที่ท้ายโบรชัวร์ว่ามีหมายเหตุ ระบุเอาไว้ว่าหากเลือกสี… จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม x,xxx-xx,xxx บาท ซึ่งลูกค้าหลายคนต้องจ่ายเพิ่มมากกว่าสีปกติ หากคุณสงสัยว่าเหตุใดบริษัทรถยนต์ถึงคิดเงินแพงกว่าในบางสี วันนี้เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบนี้ด้วยกัน

 

สีเมทัลลิก สีมุก สีไมก้า แต่ละสีเหล่านี้ต่างกันอย่างไร?

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของสีเมทัลลิก สีไมก้า และสีมุก ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โดยสิ่งที่ทำให้สีตัวถังรถมีชื่อเรียกต่างกันไปนั้นมาจาก ประเภทของวัสดุสร้างความแวววาวที่นำมาผสมลงในสี เรียกว่า Glitter ซึ่งยิ่งใช้วัสดุที่มีความระยิบระยับสะท้อนแสงได้สวยงามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแพงขึ้นเท่านั้น และเมื่อผสมเข้ากับผงสี เม็ดสี สารให้สี หรือ Pigments ทั้งสองสิ่งรวมกันกลายเป็นชั้นสีรถยนต์ที่มีประกายสะท้อนออกมาดูดีน่ามอง

ทีนี้ประเภทของ Glitter ที่นำมาใส่ในขั้นตอนการผสมสีรถยนต์นั้นมีหลักๆ อยู่สามชนิด ได้แก่ 3 ชนิด เริ่มต้นด้วย สีเมทัลลิก (Metallic) สีที่เกิดจากการใส่ผงอลูมิเนียมเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวสะท้อนแสง ต่อมาเป็นสีไมก้า (Mica) ที่เกิดจากการนำวัสดุที่ทำจากสินแร่อันมีคุณสมบัติผลึกบางที่สุดเท่าที่หาได้ในธรรมชาติมาผสมในสีรถ

ต่อกันที่ลำดับสุดท้ายอย่างสีมุก (Pearl) ซึ่งเป็นสีที่คนไทยต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นสีแรกๆ โดยพื้นฐานแล้วสีมุกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับสีไมก้า เนื่องจากวัสดุที่นำมาผสมนั้นเป็นชนิดเดียวกัน แต่ว่าต่างกันตรงที่ประกายแสงสะท้อนนั้นเกิดจากวัสดุที่มีความโปร่งแสง รวมถึงสามารถหักเหแสง และสร้างความมันวาวได้ราวกับสีของไข่มุก

เหตุใดราคาสีรถบางแบบถึงถูกหรือแพงไม่เท่ากัน?

หลังจากเข้าใจต้นกำเนิดของสีรถแต่ละประเภทไปแล้ว เราเข้าสู่หัวข้อที่หลายคนตั้งข้อสงสัยกันมาตลอด ว่าทำไมสีบางสีถึงต้องให้ผู้บริโภครับภาระจ่ายเงินเพิ่มต่างหาก? คำตอบก็คือขึ้นอยู่กับกระบวนการพ่นสีตัวถัง โดยปกติแล้วสีตัวถังรถยนต์ตามปกติจะมีชั้นสีอยู่ 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นตัวถัง Body Panel, ชั้นรองพื้น Primer, ชั้นสีเคลือบ Base Coat และชั้นเคลือบใส Clear Coat

แต่กรณีที่คุณเลือกสีมุกให้กับรถคันใหม่ของตนเอง นั่นหมายความว่าที่โรงงานพ่นสีจะต้องพ่นชั้นสีเคลือบ 2 ครั้ง คือครั้งแรกเป็นการพ่นชั้นสี Base Coat อีกครั้งเป็นการพ่นวัสดุที่เรียกว่ามุก Glitter ทับลงไปเพื่อให้เกิดเอฟเฟคสีมุกประกายแสงออกมาตามสเป็ค และในรถบางยี่ห้อมีการพ่นชั้นสีทั้งหมดกันได้มากที่สุดถึง 5 ชั้น

ข้อด้อยของสีรถที่ต้องจ่ายแพงกว่า?

แน่นอนว่าถ้าคุณเลือกสีรถที่มีมิติ มีความสวยงาม หรือสะท้อนประกายแสงสวยงามยากที่รถจอดอยู่กลางแดด อย่างแรกคือคุณจ่ายเงินมากกว่ารถสีปกติพื้นฐานอยู่แล้ว แต่อีกสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงไม่แพ้ตอนซื้อ ก็คือเวลาที่รถของคุณเกิดอุบัติเหตุแล้วจะต้องซ่อมทำสีรถให้กลับมาเป็นดังเดิม นี่แหละคือช่วงที่คุณอาจกังวลและปวดหัวมากที่สุด

สาเหตุเนื่องมาจากสีรถที่มีการพ่นชั้นสีมากกว่าปกติ แน่นอนว่าช่างผู้ทำงานจะต้องมีความละเอียดรอบคอบ รอให้ชั้นสีแต่ละชั้นเซ็ตตัวอย่างสมบูรณ์จึงจะสามารถพ่นชั้นสีต่อไปได้ อีกทั้งคุณภาพของวัสดุที่ใช้ผสมลงในสี และฝีมือในการพ่นก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงคุณภาพงานโดยตรง

เราแนะนำว่าหากคุณรู้ตัวเองว่าเป็นคนขับรถที่มีโอกาสเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นบ่อย หากเป็นไปได้ควรเลือกสีรถปกติที่สามารถเข้าอู่สีที่ไหนแล้วช่างทำได้สะดวกจะดีกว่า เพราะคุณต้องมาลุ้นว่าสีจะเหมือนเดิมราวกับออกจากโรงงานหรือไม่ ข้อนี้แหละทำเอาคนหัวเสียกันมานักต่อนักแล้ว

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆ จากพวกเราทีมงาน Ridebuster.com

Comments

comments