Mazda 2 XDL 2022 อีโค่คาร์จอมประหยัด …

แบ่งปันเรื่องนี้

ในตำนาน สารบบบ รถยนต์อีโค่คาร์ในประเทศไทย แผนของรัฐบาลในการส่งเสริม สนับสนุนการใช้รถยนต์นั่งขนาดเล็ก ก็บรรจุให้ผู้ผลิต สามารถทำเก๋งเครื่องยนต์ดีเซลมาขายได้ แต่ด้วยเรื่องราว ต่างๆ นานา ทำให้ในที่รถยนต์ในโครการนี้ มีเพียงรุ่นเดียวที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล แม้หลายคน อาจจะลืมมันไป หาก Mazda 2 XDL ก็เป็นรถที่พรั้งพร้อมครบครันความสปอร์ต ถ้าคุณพร้อมจ่าย

Mazda 2 XDL รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเกิดจากความตั้งใจของมาสด้า ในการวางหมากชูโรงที่สุดความประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะในการขับขี่อย่างครบเครื่อง ในรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ตามแนวคิดของค่าย ที่นำเสนอ รูปแบบการขัขขี่ใหม่ๆ อาทิ เครื่องยนต์กำลังอัดสูง และพวกเขามองแบบเดียวกับค่ายรถยนต์ยุโรปว่า รถเก๋งเครื่องดีเซล คือหนึ่งในหนทางความประหยัดนำ้มัน ในโลกความจริง

มาสด้า เริ่มแนะนำ มาสด้า 2 เครื่องยนต์ดีเซล มาตั้งแต่ปี 2015 และได้รับความสนใจจากลูกค้า จำนวนมาก แต่เมื่อราคาน้ำมันไม่ได้แพงเฉกเช่นแต่ก่อน ประกอบกับราคาขายตัวรถถือว่า แพงเอาการ กับราคา 7 แสนกว่า ในช่วงเวลาที่อีโค่คาร์ะรรมดาสัก สามารถหาซื้อได้ในราคา 5-6 แสนบาท ทำให้ มันกลายเป็นรถยนต์ที่ หลายคนพูดไปในเสียงเดียวกันว่า จะซื้อได้ก็ต้องรักกันจริง จนเป็นรถที่หาตัวจับได้ยาก

เป็นหมาป่าใน คราบลูกแกะ ที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า วันไหน คุณจะเผลอไปซิ่ง กับเจ้าเครื่องยนต์ดีเซล เพราะใต้ร่างรถเล็กคันนี้ มาพร้อม สุดยอดเครื่องยนต์ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

เวอร์ชั่น 2021

ในหลายปีที่ผ่านมา มาสด้า มีการปรับปรุงรถยนต์ Mazda 2 ไปหลายครั้ง และครั้งล่าสุด ที่เพิ่งเผยไปเมื่องานปลายปี ก็ไม่พ้น การแนะนำสีใหม่ Platinum Quartz เข้ามาวางจำหน่าย เฉกเช่น กับรถรุ่นอื่น ที่มีสีนี้ให้เลือกคบหากัน

ด้านหน้าตา และสัดส่วน ยังคงเหมือน เดิมหลังจากการเปลี่ยนแปลง ครั้งล่าสุด ก่อนช่วง โควิด ระบาด รุ่น XDL ขยับ ขนาดล้อ จาก 15 นิ้ว มาเป็น 16 นิ้ว ปรับชุดยางมาเป็น 185/60/R16 ไม่ได้ให้ยางหวือหวา อะไรนัก เป็นเพียงยาง Dunlop Enasave EC300+ เท่านั้น เจ้าของฉายา ยางปลูกมะนาว จาก เว็บ Headlightmag

แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงสีใหม่ ทางมาสด้า จึงจัดการปรับชุดล้อให้มันเป็นสีดำเสีย จะได้ตัดกับ สีโทนอ่อน เพิ่มความสปอร์ตให้กับลุคตัวรถมากขึ้น

ภายใน ที่ดูดีขึ้น

ทางด้านในห้องโดยสาร ตั้งแต่รุ่นแรกที่เคย สัมผัส มาในรุ่นนี้ ต้องยอมรับว่า มาสด้า 2 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้า งนิดๆ หน่อย ๆ

ส่วนที่คงงานออกแบบ ไว้อย่างเหนียวแน่น คือ ช่วยคอนโซลหน้า ที่มาพร้อมกับ ระบบ Head Up Display ตรงหน้าคนขับ นั่นก่อน ที่ภายหลัง มาสด้า จะทำแบบ สะท้อนขึ้นกระจก หน้าจอเรือนไมล์ ยังคงเหมือนเดิม เช่นเดียวกับ ระบบความบันเทิง ทำงานผ่านชุดจอภาพ 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ apple Car Play และ Android Auto ครบเครื่อง ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อกันในแบบไร้สายได้ด้วย อำนวยความสะดวกมากขึ้น

แต่จากที่ลองใช้ พบว่า หลายครั้ง ต้องมากระตุ้นการทำงาน บางทีขึ้น บ้างไม่ขึ้นบ้าง เวลาลงรถ แล้วกลับขึ้นมาใหม่ เอาเป็นว่า ชัวร์สุดเสียบสาย ใช้งานได้ทันที ตามต้องการ

ทางด้าน เบาะนั่ง แนะนำเบาะนั่ง หนังผสมผ้า ให้ความพรีเมี่ยม ดูดี ตั้งแต่แรกเห็น ยิ่งกว่านั้น ด้วยความเป็นรถที่สุดของที่สุด ทางมาสด้า ยังเติม เบาะนั่งปรับไฟฟ้ามาให้ แถมยังสามารถบันทึกท่านั่งได้ 2 ตำแหน่งด้วย

ความจริง เบาะแบบนี้ก็ให้มาตั้งแต่รุ่น S Leather รุ่นเครื่องยนต์เบนซินตัวกลาง ก็ไม่ใช่หวือหวา อะไร แต่ถ้า นับกับ ตัวท๊อป ด้วยกัน รถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นเดียวที่ให้เบาะไฟฟ้ามาด้วย ในกลุ่มอีโค่คาร์

ฝั่งคนนั่ง เป็นเบาะ ปรับมือธรรมดา และ ในส่วนที่นั่งตอนหลัง ก็มีพื้นที่โดยสารพอจะเอาผม ที่สูง 180 ซ.ม. นั่งโดยสารไปในรถได้ โดยไม่ได้ รู้สึกว่าแคบอะไรมาก จะขัดใจ ก็เพียงไม่มีลูกเล่นอะไรมากให้นัก ทั้ง ช่องแอร์ตอนหลัง หรือจะเป็นที่เท้าแขน ตรงกลาง

ถ้ามองว่า รถคันนี้ คือ ซิตี้คาร์ สักคัน ใช้งานเดินทางไม่ไกล นานๆ เพื่อนติดรถ ไปลง แถวบ้านด้วย คือ ถูกต้อง แต่ถ้ามองในมุมกลับว่า นี่คือรถเดินทาง คุณ อาจจะต้องการอะไรมากกว่านี้

นอกจากนี้ Mazda 2 ซีดาน ยังสามารถปรับพับเบาะหลังได้ ใน อัตรา 60/40 ด้วย เอาไว้ใช้ ยามจำเป็น เมื่อพับแล้ว ความยาว ของพื้นที่ตอนหลัง ที่ท้ายเบาะหน้า มีความยาวใกล้เคียงกับ Mazda CX-3 อเนกประสงค์เล็กของค่าย

การวิศวกรรม

ใต้เรือนร่าง Mazda 2 XDL Sedan คันนี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 1.5 ลิตร ให้เทอร์โบแปรผันมาตอบสนองการขับขี่ มีอัตรากำลังอัด ต่ำกว่าเครื่องยนต์ดีเซล ทั่วไป เพียง 14.8:1

Mazda 2 XDL

มันทำกำลังขับสูงสุดเพียง 105 แรงม้า สูงสุด ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร สูงสุด ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ปล่อยไอเสีย ในระดับ ยูโร 5

ยังคงพ่วงกับชุดเกียร์ออโต้ 6 สปีดที่คุ้นเคย รายละเอียด อัตราทดเกียร์ แตกต่าง จากเครื่องยนต์เบนซิน ทั้ง อัตราทดเฟืองท้าย และอัตราทดในแต่ละเกียร์ โดยเครื่องยนต์ดีเซลจะทดสูงกว่าในแต่ละเกียร์ แต่จะทดเฟืองท้ายต่ำกว่า เพื่อ ให้การตอบสนอง เป็นไปตามธรรมชาติ ของเครื่องยนต์ดีเซล นั่นเอง

การทดลองขับขี่

ยุคน้ำมันแพงแบบนี้ เชื่อว่าหลายคน คงมองหารถยนต์ที่มีความประหยัด นอกจากรถยนต์ไฮบริด ที่เราต่างหนาวๆ ร้อนๆ ว่า ท้ายที่สุด ค่าแบตเตอร์รี่และการดูแลรักษา 2 ระบบ ในระยะยาวอาจจะไม่ใช่ทางออกที่จีรัง

พอมองไป ยังรถยนต์ไฟฟ้าที่วันนี้ก็ยังต้องแก่งแย่งชิงดี จุดชาร์จฟรี รวมถึง ค่าดูแลรักษา ชิ้นส่วนสำคัญในระยะยาวอย่างแบตเตอร์รี่ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เมื่อสิ้นอายุไข จะต้องเตรียมเงินไว้เปลี่ยนแบตเตอร์รี่ ในงบประมาณเท่าไร หลังจากบางยี่ห้อ ออกมาราคา แทบจะเท่าซื้อรถใหม่อีกคัน

ทำให้ เมื่อคิดถึงหนทางประหยัด หลายคนก็ยังนึกถึง การติดแก๊ส หรือไม่ก็ เลือกใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีค่าน้ำมันถูกกว่า น้ำมันเบนซิน เครื่องดีเซลอาจมีในกระบะเกลื่อนเมือง แต่ก็ยังมีรถเก๋งดีเซล ในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์ยุโรป ที่ค่อนข้างมีราคาสูงเอาเรื่อง

Mazda 2 XDL

แต่เมื่อย้อนมาถึง รถญี่ปุ่น ที่มีราคาจับต้องได้ง่าย ไม่ทำกระเป๋าฉีกเหลียวไปมา ในตลาด คุณจะพบว่า Mazda 2 ดีเซล มัน รอคุณอยู่ตรงนั้น ในงบประมาณราคาไม่เกิน 8 แสนบาท แถมตอนนี้ใกล้ปลายโฉม ก็มีส่วนลดต่างๆมากมาย ให้คุณด้วย

ผมไม่ได้ขับ มาสด้า 2 เครื่องยนต์ดีเซล มายาวนานมาก จนกระทั่ง ตอน Mazda sky Activ Caravan ทางมาสด้า จัดให้ผม หวนรำลึกถึงรถคันนี้ มีโอกาส สัมผัส ขับทางไกล จาก เขาใหญ่ไปยัง สนาม พรีะเซอร์กิต ด้วยความเร็ว ผ่านเส้นทาง ทั้งโค้ง ทั้งทางตรง จนผมยังแอบนึกเลย ว่า นี่คือรถที่คนไทยลืมไปแล้วว่า บ้านเรายังมีขาย

พอราคาน้ำมันแพง แน่นอนว่า กระแสสังคม อาจจะมองรถยนต์ไฟฟ้า แต่ สำหรับคนที่ยังเชื่อมั่นใจเครื่องยนต์สันดาป เก๋งเครื่องยนต์ดีเซล ถือเป็นหนึ่งในรถที่สามารถช่วยคุณประหยัดจริง ตรงไปตรงมา และค่อนข้างทนทานในการใช้งาน นั่นทำให้ ผมอยากพิสูจน์ อีกครั้ง ว่ามาสด้า 2 ดีเซล ยังเป็นรถยนต์ที่ประหยัดสุดหรือ ไม่ ถ้างบประมาณ จำกัด

การพบกันครั้งนี้ พี่อุทัย หนุ่มใหญ่ พีอาร์ อารมณ์ดีของ ค่ายมาสด้า ให้น้องซาร่า ยื่นกุญแจ ให้ผม ลอง มาสด้า 2 ดีเซล ซีดาน ที่จริง ผมทราบมาว่าคนส่วนใหญ่ ซื้อมาสด้า 2 เครื่องดีเซล ตัวซีดาน มากกว่าตัว แฮทช์แบ็ค ด้วยเหตุผล บางประการ

Mazda 2 XDL

ขึ้นมาบนรถ สตาร์ทเครื่องครั้งแรก ด้วยความเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ก็แน่นอนว่า เสียงมันจะดังกล่าว เครื่องยนต์เบนซินอยู่บ้าง เวลาอยู่นอกรถจะได้ยินค่อนข้างชัดเจน พอๆ กับเบนซินสมัยใหม่ที่มีเสียการทำงานดังขึ้น ตามกำลังอัดที่เพิ่มขึ้น

ที่จริงแล้ว มาสด้า ได้ออกแบบให้เครื่องยนต์1.5 ดีเซล นั้น มีเสียดังน้อยลง แต่ความเป็นดีเซล ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องเสียไปได้

พอปิดประตูขึ้นรถ เสียง จะเงียบลงไปสักหน่อย ซึ่งช่วยให้คุณสบายใจในการเดินทางมากขึ้น การบุเก็บเสียงทำได้ดีระดับหนึ่ง หากก้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเสียงรบกวนเล็ดรอดเข้ามา

ในการขับช่วงแรกเป็นการใช้ใช้งานในเมือง ผ่านไปหมด ถนน สุขมวิท พระราม 4 ทางด่วนขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 การตะลุยกรุงด้วยมาสด้า 2 ดีเซล ได้เห้นความดีของเก๋งดีเซล หลายอย่าง โดยเฉพาะแรงบิดสูงในรอบต่ำ ทำให้คุณไหลตามการจราจรง่าย เวลาจะเร่งออกตัวเร็วไม่ชักช้า หรือ ถ้าจะบี้ไฟแดง กด แวบเดียว พุ่งปรู๊ด อย่างง่ายดาย แอบให้อารมณ์สปอร์ต อยู่ไม่น้อย ด้วยแรงบิดเร้าใจ พอๆ กับรถสปอร์ต

ถ้าคุณจะถามว่า ขับในเมือง รถคันนี้ประหยัดสักเท่าไร ใครจะคิดพอ มีรถขับสนุก จนอยากคว้ากุญแจเอามันไปทุกที่ ผมขับในเมืองไปๆ มารวมๆ กว่า 159.8 ก.ม. เติมน้ำมันไปทั้งสิ้น 9.335 ลิตร หารค่าประหยัด ออกมาได้ 17.11 ก.ม./ลิตร กับการขับใช้งานในเมือง

ตัวเลขนี้ผมของบอกก่อนว่า ผมใช้ idling Stop ในการขับขี่ด้วย แม้ว่าบางคนอาจจะบอกว่า ระบบนี้ น่ารำคาญใช้งานไม่ดี เสียจังหวะในการการขับขี่ แต่จากที่ผมขับใน มาสด้า 2 ระบบของมาสด้าทำงานบ่อย และสตาร์ทเร็ว ย่งเครื่องยนต์ดีเซล สตาร์ทปุ๊ป เหยียบปั๊ป รถพุ่งออกตัวทันที

ระบบยังฉลาดพอที่จะไม่เร่งดับเครื่องยนต์ อย่างในจังหวะกลับรถด้วย ทำให้ คุณไม่เสียจังหวะ ประชิดคันหน้า ต่อคิวด้วยนะ

อย่างไรก็ดี ตามธรรมเนียมของ Ridebuster เรายังมี Bonn Test Mode ด้วยนะ โหมดเป็นการขับเฉลี่ยรวมๆ เราขับ ระยะทาง 68.9 ก.ม. แล้วเติมน้ำมันไป 3.128 ลิตร ได้อัตราประยัด 22.02 ก.ม. /ลิตร

ลองสักตั้ง ถังเดียวไปเชียงใหม่

ที่จริง แล้วเจ้า Mazda 2 ดีเซล เป็นรถที่ขึ้นชื่อลือชาในการเป็นยอดรถยนต์สุดประหยัดในยุค หลังทำ Bonn Test Mode เสร็จ ผมเห็นแววแล้วว่า มันสามารถเที่ยวเชียงใหม่ได้ โดยขับเพียงน้ำมันถังเดียว กทม. ไปเชียงใหม่

ผมไม่รอช้าที่จะเอาเจ้านี่เดินทางไกล โดยในการเดอินทางครั้งนี้ มีผู้โดยสารรวมทั้งหมด 3 คน หรือจริงๆ ควรจะเรียกว่า ว่า 4 คน เพราะแต่ละคน ก็ไซส์ไม่ธรรมดา พร้อมสัมภาระ

เราใช้ความเร็วเดินทางตามปกติไม่ขับช้า อืดอาด แบบแข่งประหยัดน้ำมัน ด้วยความกลัวรถติด จึงออกเดินทางตั้งแต่ ตี 4 ผมถึงเชียงใหม่ ทันกินข้าวเที่ยงปลายทางพอดี ใช้เวลาเดินทาง รวมๆ 8 ชั่วโมง มีแวะพัก จอดปั้มกันบ้าง ตามอัธยาสัย

Mazda 2 XDL

ด้วยความเป็นซิตี้คารื เมทื่อเอามาใช้นอกเมือง สิ่งที่ทำให้เราตะขิดตะขวงใจสักนิด คงเป็นพื้นที่ในการโดยสาร โดยเฉพาะตอนหลังที่แคบไปนิดที่วางขา ทำออกมาแบบพอดีเป๊ะๆ ที่เท้าแขนหลังไม่มี ช่องแอร์ไม่มี อย่าว่างั้นนี้ ช่องเก็บของตรงกลางก็ไม่มี นะครับ ที่วางแก้ว คนตอนหลังไม่ให้ อยากใช้ต้องร่วมหัวจมท้าย กับคนด้านหน้า พูดแล้วเหนื่อยใจ

แต่พอคุณย้ายมาโดยสารตอนหน้า ที่นั่งสบาย ยิ่งเป็นคนขับนี่สบายสุด เป็นเบาะนั่งไฟฟ้าปรับท่านั่งง่าน มีบันทึกท่านั่ง หนึ่งเดียวในคลาส หน้าจอขนาดใหญ่ เห้นแบบนี้ Apple Car Play – Android Auto มีให้ด้วยนะ

Mazda 2 XDL

พอมาว่ากันเรื่อง การขับขี่ ช่วงล่าง Mazda 2 ด้วยความเป็นซิตี้คาร์ ช่วงยืดยุบเลยสั้น ทำให้ขับทางไกล ค่อนข้างเฟอร์ม แต่ไม่นุ่มนวลอย่างที่คิด ด้านหน้าอาจไม่รู้สึกเท่าไร แต่ด้านหลังนั่งไกลๆ คนแก่มีบ่นแน่นอน ไม่เหมาะพอพ่อตาแม่ยายเดินทางไกล ยกเว้นท่านะจะชอบรถสปอร์ต หรือ อย่างน้อยที่สุด อาจเคยผ่านการนั่งรถกระบะไกลๆ มาก่อน

แต่ถึงช่วงล่างจะติดแข็งตามสไตล์มาสด้า คุณจะพบว่า มาสด้า 2 กลับเป็นถรที่ขับทางไกล แล้วรู้สึกสบายตัวกว่าที่คิด โดยเฉพาะยามต้องมานั่งหลังพวงมาลัย เป็นรถเล็กที่ขับทางไกลไม่เหนื่อย ส่วนสำคัญต้องขอบคุณระบบ
GVC Plus ที่ใส่เข้ามา ระบบนี้ เวลามาสด้า อธิบาย จะยกว่ามันช่วยในการเข้าโค้งต่างๆ นานา มาพูด เอาเข้าจริง มันทำงานแม้กับในเวลาขับทางตรง ลดการคัดพวงมาลัย ถึงจะเป็นสิ่งที่เราทำกันประจำจนชิน หากนั่นก็ลดความเหนื่อยล้า ผู้ขับขี่ได้พอสมควร

ในแง่ของผู้โดยสาร จะรู้สึกว่ารถนิ่ง ไม่โคลงตัว ยิ่งเห็นผลมาก เวลาเราเข้าโค้งด้วยความเร็ว ช่วยเพิ่มความสบายในการโดยสารมาอีกนิด แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องความนุ่มนวลจากระบบช่วงล่างก็ตามที

ถึงพื้นที่และ ช่วงล่างจะเป็นอะไรที่ต้องพิจารณา ทว่าเรื่องพละกำลังจากเครื่องยนต์กลับเป็นส่วนที่หวือหวา คุณไม่ต้องกังวลใจไปว่า ขับทางไกล จะเร่งแซงยาก ต้องผ่านสิบล้อแล้วลำบาก เพราะแรงบิด ของ มาสด้า 2 ดีเซล เหลือเฟือ เร่งแรงแรงแซงทันใจ ตามต้องการไปได้ทุกเมื่อ

ถ้าคิดว่า เกียร์ฉลาดไม่พอ หลังพวงมาลัย มี Paddle Shift ให้บริหารนิ้ว ใช้ได้ทันทีตามต้องการ น่าเสียดาย รถคันนี้ไม่มีโหมดการขับขี่มาให้เล่นแบบในเบนซิน ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ว่าจะเลือกโหมดอะไร เร้าใจหรือประหยัด

สำหรับการเดินทางวันนี้ผมเลือกโหมด ประหยัด และคุณจะแปลกใจที่พบว่า มาสด้า 2 ดีเซล สามารถ เดินทางกรุงเทพ-เชียงใหม่ได้ ด้วยน้ำมันถังเดียว เรามาถึงเชียงใหม่ โดยยังมีน้ำมันเหลือ 1 ใน 4 ของถึง เราเติมน้ำมันไปทั้งสิ้น 31.088 ลิตร เราเดินทางมาทั้งสิ้น 694 กิโลเมตร

อัตราประหยัดรถคันนี้ทำได้ 22.32 ก.ม./ลิตร ถ้า เรามาคำนวนค่าเดินทาง ณ วันนั้น ผมจ่ายค่าน้ำมันไป 1,047.40 บาท เอาระยะเดินทางหาร เท่ากับ มาสด้า 2 ดีเซล มีค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร ราวๆ 1.5 บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่าถูกมาก

Mazda 2 ดีเซล เสียดายคนมองข้าม … ทั้งที่รถขับดี

การเดินทางมาไกล ถึงเชียงใหม่ครั้งนี้ เป็นการพิสูจน์สำคัญว่า มาสด้า 2 ดีเซล เป็นรถที่มีความประหยัดน้ำมันมากกว่าที่เราคิด ที่จริงยุคนี้ คนลืมรถเก๋งดีเซลไปเสียสนิท และปัจุจบันรุกลุ่มนี้ ถ้าไม่ใช่แบรนด์ยุโรป ราคานับล้านบาท กHมีเพียง มาสด้า 2 ที่ยังยืนหยัด

ในแง่อัตราเร่ง รถคันนี้ มาพร้อมตัวเลข สมรรถนะในการขับขี่ไม่ธรรมดา 0-100 ก.ม./ช.ม. โดยเฉลี่ย ที่ 11.42 วินาที และ 80-120 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 7.95 วินาที เท่านั้น

Mazda 2 XDL

ที่จริงแล้ว เราเชื่อว่าหลายคนกังวล เกี่ยวกับเครื่องยนต์ดีเซล ของมาสด้า โดยเฉพาะเรื่องกรองไอเสีย หรือ Diesel Paticle Filter หรือ DPF เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรืองใหม่สำหรับคนไทย เนื่องจากกรองไอเสียแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ความร้อนในการทำความสะอาดกรอง ทำให้ระบบการทำงานอาจจะแปลกๆ ไม่คุ้นชิน

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น ในต่าปงระเทศ ทางยุโรปก็มีการพูดคุยเรื่องนี้เช่นกัน สำคัญ คือ คุณต้องขับรถด้วยความเร็วบ้าง โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองเป็นประจำ และต้องเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สะอาด สำคัญสุด หลัง 1 แสน ก.ม. ขึ้นไป ในต่างประเทศ มีคำแนะนำให้เปลี่ยน DPF เพื่อ ประสิทธิภาพในการกรองดีที่สุด

ส่วนที่ดีของ รถคันนี่ นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซล ต้องเรียกว่า ทั้งแรง และประหยัดในคันเดียว จะเรียกว่า เป็นรถสันดาปที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานน้ำมันเยี่ยมที่สุด ก็ดูจะโฆษณา เกินจริงไป

แต่หลังจากลองขับ ตลอด 6-7 วันที่อยู่ด้วยกัน รถคันนี้ไม่ทำให้ผิดหวังเรื่องความประหยัด ยิ่งกับยุคราคาน้ำมันแพงแบบนี้ และไม่ต้องหวั่นใจในการดูแล ในระยะยาว ว่าจะต้องเจอการดูแลระบบส่วนควบ เพิ่มเติม

ราคารถ ก็ไม่ได้รุนแรง จนเกินจะรับไหว สนนค่าตัว 799,000 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ ราคาแพง เกินเอื้อม เพียงแต่คุณต้องเปิดใจลองดูครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments