ผลการศึกษาวิจัยจาก เจ.ดี. พาวเวอร์ ชี้คุณภาพรถใหม่ดีขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย ประจำปี 2560 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์        (J.D. Power 2017 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) เปิดเผยในวันนี้ว่า จำนวนปัญหาที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์ 100 คัน (PP100) ที่เจ้าของรถยนต์ใหม่รายงานเข้ามา ทำสถิติต่ำสุดในปีนี้ โดยปัญหาลดลงในทุกหมวดหมู่ ยกเว้นปัญหาจากภายในรถยนต์

ค่าเฉลี่ยคุณภาพรถใหม่โดยรวมอยู่ที่ 83 PP100 ในปี 2560—ลดลง 4 ปัญหา จาก 87 PP100 ในปี 2559—และถือเป็นการทำผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่เริ่มมีการศึกษาในปี 2543

ปัญหาทั้งหมดได้ถูกนำมาสรุปผลเป็นจำนวนปัญหาที่พบต่อรถยนต์ใหม่ 100  คัน (ในที่นี้ เรียกว่า PP100)  โดยรถยนต์รุ่นใดที่ได้คะแนน PP100 ต่ำกว่า แสดงว่ารถยนต์รุ่นนั้นเกิดปัญหาน้อยกว่าหรือ  รถรุ่นนั้นมีคุณภาพที่สูงกว่า

จากการศึกษาในปีนี้ ระบุว่า คุณภาพรถยนต์ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นหรืออย่างน้อยก็สามารถรักษาคุณภาพไว้ในระดับเดิมในทุกหมวดหมู่ ยกเว้นปัญหาจากภายในรถยนต์ เนื่องจากยังมีการรายงานปัญหาที่เกี่ยวกับคุณภาพของวัสดุภายในห้องโดยสาร รวมทั้งเสียงรบกวนหรือเสียงกอกแกกจากแผงหน้าปัดและแผงข้างประตู อย่างไรก็ตาม ปัญหาภายนอกรถยนต์ยังคงเป็นปัญหาที่มีการรายงานเข้ามาบ่อยที่สุด เมื่อเทียบกับปัญหาในหมวดหมู่อื่นๆ ของรถยนต์

ศิรส สาตราภัย ผู้จัดการ เจ.ดี. พาวเวอร์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “จากการที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ทวีความดุเดือดในการแข่งขันเพื่อรักษา และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสถานการณ์ที่ตลาดในประเทศยังอยู่ในภาวะทรงตัว การพัฒนาคุณภาพสินค้าจึงเป็นส่วนที่ต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญ”

 “นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ที่ได้รับรถยนต์ที่มีการออกแบบและการผลิตที่ดีขึ้นในราคาที่ใกล้เคียงกันกับปีก่อน เป็นที่น่าสังเกตว่าสาเหตุของความไม่พอใจที่มาจากความยากในการใช้งานเริ่มมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะปัญหาภายในรถยนต์ ซึ่งกลายมาเป็นหมวดหมู่ที่มีอิทธิพลลำดับสองที่ส่งผลต่อความพีงพอใจโดยรวมในคุณภาพรถยนต์ปีนี้ รองจากปัญหาที่เกิดจากประสบการณ์การขับขี่”

 

ลูกค้าที่รถยนต์มีปัญหาคุณภาพที่น้อยกว่า มีความตั้งใจที่จะเก็บรถของพวกเขาไว้ใช้งานเป็นระยะเวลาที่นานกว่า — การศึกษานี้พบว่า เจ้าของรถยนต์ที่คาดว่าจะเก็บรถยนต์ของตนไว้ใช้งานมากกว่า 5 ปี ประสบปัญหาเพียง 79 PP100 โดยเฉลี่ย เทียบกับ 103 PP100 ในกลุ่มเจ้าของรถยนต์ที่คาดว่าจะเก็บรถยนต์ไว้ใช้งานเพียง 5 ปี หรือน้อยกว่า ยิ่งกว่านั้น กลุ่มแรกมีความเป็นไปได้มากกว่าที่พวกเขาจะแนะนำรุ่นรถและแนะนำแบรนด์รถยนต์ที่ใช้อยู่ให้ผู้อื่นอย่างแน่นอน เมื่อเทียบกับกลุ่มหลังที่มีความเป็นไปได้น้อยกว่า

 

นอกจากนี้ในการสำรวจของ   JD Power   ยังพบ 3 ปัญหาสำคัญที่ส่งผลถึงความพึงพอใจต่อคุณภาพรถ ได้แก่

 1.การอธิบายการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ: เจ้าของรถยนต์ที่ได้รับการอธิบายถึงการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์อย่างละเอียดในวันส่งมอบรถรายงานปัญหาน้อยกว่าเจ้าของรถยนต์ที่ไม่ได้รับการอธิบาย (83 PP100 ต่อ 91 PP100 ตามลำดับ)

 

2.สมรรถนะเครื่องยนต์: ปัญหาที่มีรายงานเข้ามาบ่อยที่สุดในปี 2560 เทียบกับปี 2559 ได้แก่ ปัญหาเครื่องยนต์ไม่มีกำลัง/ อืด เมื่อสตาร์ทรถครั้งแรกของวัน, หลังจอดรถ หรือที่ความเร็วต่ำ (รายงานอยู่ที่ 2.6 PP100 ในปี 2560 จาก 1.4 PP100 ในปี 2559) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของปัญหาที่มีการรายงานเข้ามาบ่อยที่สุดในการศึกษาปี 2560

 

3.คุณภาพส่งผลต่อความภักดี: ความภักดีและความตั้งใจในการกลับมาซื้อแปรผันตรงกับความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพโดยรวมของรถยนต์ โดย 77% ของเจ้าของรถยนต์ที่พอใจเป็นอย่างมากกล่าวว่า พวกเขาจะแนะนำรุ่นรถที่ใช้อยู่ “อย่างแน่นอน” และ 67% กล่าวว่าพวกเขาจะกลับมาซื้อรถยนต์แบรนด์เดิมอีก “อย่างแน่นอน” ส่วนเจ้าของรถยนต์ที่ผิดหวังหรือรู้สึกเฉยๆ กับคุณภาพรถยนต์ของตัวเอง มีเพียง 42% ที่กล่าวว่าจะแนะนำรุ่นรถยนต์ที่ใช้อยู่แก่ผู้อื่น และมีเพียง 30% ที่จะกลับมาซื้อรถยนต์แบรนด์เดิมอีก

 

ทั้งนี้การศึกษาวิจัยครั้งนี้ พบว่า  ฟอร์ด ครองคุณภาพรถยนต์ใหม่ทั้งในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ และกระบะ ได้แก่ เอเวอเรสต์ (56 PP100) ในประเภทรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่; เรนเจอร์ ไฮไรเดอร์ เอ็กซ์แค๊ป (80 PP100) ในประเภทรถกระบะตอนขยาย; และเรนเจอร์ ดีแค๊ป (60 PP100) ในประเภทรถกระบะ 4 ประตู

โตโยต้า ครองคุณภาพทางด้านรถนั่ง ได้แก่ ยาริส (76 PP100) ในประเภทรถยนต์ขนาดเล็ก; วีออส (54 PP100) ในประเภทรถยนต์ขนาดกลางระดับต้น; และโคโรล่า อัลติส (46 PP100) ในประเภทรถยนต์ขนาดกลาง

ส่วนฮอนด้า เอชอาร์วี (62 PP100) ครองอันดับหนึ่งในประเภทรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก

 

Honda HR-V
Honda HR-V

ทั้งนี้ ผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทย (IQS) ประจำปี 2560 ได้จากการประเมินคำตอบของเจ้าของรถยนต์คันใหม่ 4,866 รายที่ซื้อรถยนต์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะ และรถยนต์อเนก-ประสงค์ จำนวน 76 รุ่น จากทั้งหมด 12 ยี่ห้อ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน 2560

การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ที่เจ้าของรถยนต์ใหม่ประสบในช่วง 2-6 เดือนแรกของการเป็นเจ้าของ  โดยการศึกษานี้ได้สอบถามถึงปัญหามากกว่า 200 รายการ  จากทั้งหมด 8 หมวดหมู่ (โดยเรียงลำดับตามจำนวนของปัญหาที่มีการรายงานเข้ามา); ได้แก่ ปัญหาภายนอกรถยนต์; ปัญหาเครื่องยนต์/ ระบบเกียร์; ปัญหาจากประสบการณ์การขับขี่; ปัญหาภายในรถยนต์;  ปัญหาจากระบบฮีท-เตอร์, ระบบระบายอากาศ และระบบแอร์ (HVAC);  ปัญหาเครื่องเสียง, ความบันเทิงและระบบนำทาง (ACEN); ปัญหาจากอุปกรณ์, ปุ่มควบคุม และแผงหน้าปัด; และปัญหาจากที่นั่ง

 



Comments

comments