Honda Click 160 รีวิว ดีขึ้นในทุกด้าน แต่อาจไม่ตรงใจคุณทั้งหมด ?

แบ่งปันเรื่องนี้

Honda Click ถือเป็นหนึ่งในรถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติก ที่ได้รับความนิยมสูงมากในประเทศไทยของเรามาโดยตลอด และในเจเนอเรชันล่าสุดของมัน ทางค่ายก็ได้ทำการปรับโฉมตัวรถรุ่นนี้แบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เปลือกนอก ไปจนถึงเครื่องยนต์ ซึ่งสัมผัสที่ได้จะเป็นอย่างไรบ้าง ? เราลองมาว่ากันเลยครับ

โดยสำหรับ รีวิว Honda Click 160 ในครั้งนี้ สิ่งแรกสุดที่เราต้องกล่าวถึงตัวรถรุ่นนี้ ก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของหน้าตาภายนอก ที่หากมองในภาพรวมแล้ว มันก็ยังคงรักษาความเป็น “Click” เอาไว้ได้ค่อนข้างจะครบถ้วน นั่นคือยังคงเน้นเส้นสายที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยวตั้งแต่หัวจรดท้ายเช่นเดิม รวมถึงงานดีไซน์ของระบบไฟส่องสว่างรอบคันที่เป็นแบบ Full-LED ก็ด้วย

แต่หากเราลองสังเกตกันให้ดี ก็จะพบว่าในคราวนี้ ทาง Honda ได้ทำการปรับมิติของเส้นสายใหม่เล็กน้อยเพื่อให้ตัวรถดูมีความหนา และแน่นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุดแฟริ่งบังลมทางด้านข้าง ที่ดูไปดูมาแล้วก็แอบคล้ายแผงข้างของ Forza 350 อยู่ไม่น้อย แม้แต่แฟริ่งใต้แนวเบาะนั่งเองก็ยังดูเหมือนจะถูกตีโป่งออกมามากขึ้นเช่นกัน

ติดแค่เพียงอย่างเดียวก็คือแม้ทั้งหัวและท้ายของตัวรถ จะถูกออกแบบให้ดูมีความหนาขึ้นมากแค่ไหน และชุดเฟรมก็มีการเปลี่ยนไปใช้แบบ eSAF ที่เบาลงกว่าเดิม แต่ก็แข็งกว่าเดิม ทว่ามันก็ยังเป็นชุดเฟรมแบบไม่มีดามกลาง เหมือนกับ Honda PCX จึงทำให้รถดูเหมือนคนช่วงอกไปถึงหัวไหล่ และต้นขาลงไปบึกบึน

แต่ช่วงกลางหน้าท้องกลับยังคงเล็กลีบเสียอย่างนั้น แต่ทั้งนี้ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าทาง Honda ยังต้องการให้มันเป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่คุณผู้หญิงสามารถใช้งานได้ง่ายอยู่ (ไม่ต้องถ่างขาขี่รถ หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็สามารถเอาถุงแกงหรือสิ่งของเล็กๆมาวางไว้ตรงฟลอบอร์ดระหว่างขาได้)

หรือหากคุณมองว่าการแขวนถุงแกงเอาไว้ที่หว่างขาดูไม่ปลอดภัย หรือเสี่ยงเกินไป กลัวถุงข้าวแกง(หรือก๊วยเตี๋ยว)ร้อนๆจะโดนขาเอา ก็นำมันไปเก็บไว้ในช่องเก็บของใต้เบาะความจุ 18 ลิตร ซึ่งกว้างพอจะใส่หมวกกันน็อคเต็มใบใด้หนึ่งใบก็ได้ โดยสิ่งที่ติดๆกันก็คือถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 5.5 ลิตร

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆบนรถสปอร์ตออโตเมติกรุ่นนี้ที่น่าสนใจก็มีทั้ง ชุดหน้าจอมาตรวัดแบบ Full Digital LCD แสดงผลค่าพื้นฐานครบครัน ตั้งแต่ความเร็ว, ระดับน้ำมัน, ระยะทางรวม, ระยะทางทริป, หรือแม้แต่อัตราสิ้นเปลือง กับแรงดันแบตเตอรี่ก็มีมาให้ ขาดแค่เพียงระดับอุณหภูมิเครื่องยนต์ กับรอบเครื่องยนต์ ซึ่งไม่จำเป็น และอันที่จริงมันก็คือจอเดิมกับ Click 150 รุ่นก่อน เช่นเดียวกับพวงกุญแจแบบ Keyless

และที่เพิ่มขึ้นมาจริงๆก็คือ ช่องเก็บของทางคอนโซลด้านซ้ายมือ ซึ่งจะมีพอร์ทชาร์จไฟแบบ USB Type-A มาให้ด้วย ถูกใจเหล่าเดลิเวอรีนักแล

ในส่วนของสัมผัสที่ได้จากการทดสอบ สิ่งที่เราจะเริ่มก่อนก็ต้องเป็นท่านั่ง ซึ่งสิ่งที่เราสัมผัสได้ในตอนแรกสุดก็ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความสูงเบาะ เพราะหากให้เทียบกันระหว่าง Click 160 กับ Click 150 เราก็จะพบว่าตัวรถรุ่นใหม่นั้นสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 9 มิลลิเมตร โดยส่วนใหญ่ก็มาจากการที่แก้มยางหน้า-หลังของมันกว้างกว่า และสูงกว่ารุ่นก่อนนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ ด้วยความสูงเบาะสุทธิ 778 มิลลิเมตร กับรถที่จุดศูนย์ถ่วงค่อนข้างต่ำเช่นนี้ จึงไม่ได้ทำให้มันมีปัญหามากเท่าไหร่นักสำหรับผู้ขี่ที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตร ยังคงสามารถใช้เท้าข้างได้ข้างหนึ่งเหยียบพื้นเต็มฝ่าตอนจอดได้สบายๆ หรืออันที่จริงจะเหยียบพื้นด้วยเท้าทั้งสองข้างแบบเต็มฝ่าก็ยังพอได้ แค่ต้องเหยียดซึ่งก็จะเมื่อยกว่าการยืนด้วยขาข้างเดียวแทน

ส่วนท่านั่งในภาพรวม ส่วนตัวผู้ทดสอบก็พบว่ามันแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่นัก ตำแหน่งแฮนด์บาร์ยังคงสูงน้อยกว่าระดับศอก และกว้างในระดับที่กำลังพอดีสำหรับการลัดเลาะ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ที่เน้นให้ผู้ขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว ติดเพียงนิดเดียวคือระยะแฮนด์ค่อนข้างใกล้ตัวผู้ขี่ไปนิด จึงทำให้หากเป็นผู้ขี่ที่แขน-ขาค่อนข้างยาว หรือสัดส่วนตัวหน้า ก็อาจจะรู้สึกอึดอัดไปบ้าง

แต่ทั้งนี้ ในส่วนฟลอบอร์ดกลับเป็นสิ่งที่ต้องชม เพราะหลังจากที่ลดความกว้างลงตอน Click 150 ในตัว Click 160 รุ่นใหม่ ก็ถูกขยายกลับมาให้ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อยแล้ว จึงทำให้สำหรับผู้ขี่ไซส์หนา ไม่รู้สึกอึดอัดที่ต้องบีบแนวขาเข้าสู่ศูนย์กลางมากเท่าไหร่นัก

ส่วนท่านั่งตำแหน่งผู้ซ้อน น่าเสียดายที่ผู้ทดสอบไม่ได้มีโอกาสลองนั่ง จึงขอยกยอดไว้ก่อนเมื่อมีโอกาสนำรถกลับมาทำฟูลรีวิวอีกครั้ง

ในส่วนการควบคุม ระบบกันสะเทือนของตัวรถที่ให้มา หากมองแค่เพียงตัวเลขหรือรายละเอียดทางเทคนิคแบบผ่านๆตา มันก็ยังคงใช้โช้กหน้าตะเกียบคู่หัวตั้ง และโช้กคู่ทางด้านหลัง ทำงานพร้อมกับกลไกแบบยูนิตสวิงเหมือนเดิม แต่ด้วยการเซ็ทอัพการทำงานใหม่ น้ำหนักเมื่อรวมของเหลวที่มากขึ้นอีก 6 กิโลกรัม จาก 112 กิโลกรัม ใน Click 150 เป็น 118 กิโลกรัม ใน Click 160 และชุดล้อของ Click รุ่นใหม่เอง ก็ยังกว้างขึ้น 1 กับ 2 ไซส์ ตามลำดับหน้า-หลังอีก

จากการปรับปรุงทั้งหมดที่ไล่เรียงมาก บวกกับชุดเฟรมใหม่ที่เปลี่ยนเป็นแบบ eSAF ดังที่เราได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ จึงทำให้แม้ว่า Click 160 อาจจะไม่ได้มีการพลิกเลี้ยวที่ฉับไวเหมือนกับรุ่นพี่ไปบ้างอย่างที่ใครหลายๆคนเคยชอบกัน แต่มันก็ยังเป็นการพลิกเลี้ยวที่หน่วงอย่างคล่องตัว และทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นตอนที่ต้องสาดรถเข้าโค้งเร็วๆ (ทั้งนี้ท้ายรถยังมีอาการย้วยอยู่นิดๆ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะน้ำหนักตัวผู้ทดสอบที่มากถึง 90 กิโลกรัมด้วย)

ส่วนการซับแรงต่างๆจากผิวถนน เนื่องจากสภานที่ทดสอบ เป็นลานปูนซึ่งมีความใกล้เคียงกับถนนจริงพอสมควร ดังนั้นเราจึงสามารถอ้างอิงความใกล้เคียงได้ว่า ทั้งโช้กหน้าและโช้กหลังของคลิกนั้น ถูกออกแบบให้สามารถซับแรงกระแทกต่างๆได้มากขึ้น จากช่วงยุบที่มากกว่าเดิมเล็กน้อย บวกกับแก้มยางที่สูงขึ้น จึงทำให้พบอาการโช้กยันน้อยลง แถมยังดูมั่นคงขึ้นกว่ารุ่นก่อนอีกด้วย ถือได้ว่าปรับปรุงมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว สำหรับการปรับโฉมในครั้งนี้

สำหรับเรื่องของระบบเบรกเอง ก็เป็นอีกสิ่งที่ถือว่าเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ของ Click 160 รุ่นใหม่ล่าสุดด้วยเช่นกัน เพราะในคราวนี้ มันมาพร้อมกับระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แถมยังมีระบบ ABS มาป้องกันการล็อคตายตอนผู้ขี่กำเบรกหนักๆ หรือกำเบรกบนพื้นถนนที่เปียกลื่นด้วย

แน่นอน หากกล่าวถึงระบบเบรกของรถจาก Honda โดยส่วนใหญ่เราคงไม่ต้องกังวลในเรื่องประสิทธิภาพในจุดนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะแม้ว่าเบรกของรถมอเตอร์ไซค์แบรนด์นี้ในระดับล่าง จะไม่ได้เป็นเบรกที่จับไว แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นเบรกที่ผู้ขี่สามารถไล่แรงในการกดเพื่อกะความแรงในการหยุดชะลอรถได้ง่าย และระบบเบรกหน้า-หลังของ Click รุ่นนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

ติดเพียงเรื่องเดียวก็คือ ระบบ ABS ที่ว่า จะทำงานเฉพาะล้อหน้าเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นมันก็สามารถทำงานในตอนที่เผลอเบรกจนล้อล็อคได้ดี โดยมีอาการมือเบรกสั่นดีดนิ้วกลับเพียงเบาๆ แต่ตัวเบรกหลังจะไม่มีระบบดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เราขอแนะนำให้ใช้เบรกหน้าเป็นหลักเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉินจะดีกว่าครับ หากคุณยังไม่ชำนาญเท่าไหร่นักในการไล่แรงเบรก

สุดท้ายคือเรื่องของ เครื่องยนต์ ซึ่งอย่างที่ทุกคนทราบกันว่านี่คืออีกจุดที่เจ้า Click ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ จนต้องเปลี่ยนเลขรหัสท้ายชื่อจาก 150 เป็น 160 เพราะในคราวนี้ มันได้เปลี่ยนไปใช้เครื่อง eSP+ บล็อคสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ SOHC 4 วาล์ว และมาพร้อมขนาดความจุที่ใหญ่ขึ้นเป็น 157cc ให้กำลังสูงสุด 15.4 แรงม้า PS ที่ 8,500 รอบ/นาที กับแรงบิดสูงสุด 13.8 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์แบบ CVT สายพานขับ

แน่นอน ด้วยพละกำลังที่เพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงหลักๆในเรื่องความจุเครื่องยนต์ที่มากกว่า และการเพิ่มจำนวนวาล์วจาก 2 วาล์ว เป็น 4 วาล์ว รวมถึงชิ้นส่วนกลไกภายในอีกหลายรายการตามฉบับ “eSP+” จึงทำให้สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ในทันทีจากเครื่องยนต์ลูกนี้ก็คือความจัดจ้านในการออกตัว ที่ติดมือมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่ามันจะถูกหน่วงด้วยน้ำหนักของชุดยางที่มากขึ้นแล้วก็ตาม

และจากเดิมที่ในตัว 150 หลายคนอาจจะรู้สึกว่ารอบมันตื้อเร็วไปนิด พอมาเทียบกับเจ้ารถตัว 160 นั้น นิสัยเครื่องยนต์จะต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะมันสามารถรีดกำลังจากรอบกลาง-รอบปลายได้อย่างต่อเนื่องและไหลลื่นขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงความเร็วตั้งแต่ 60-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการปรับลักษณะขนาด “กระบอกสูบxช่วงชัก” จากแบบ ลูกเล็กxชักยาว เป็น ลูกโตxชักสั้น นั่นเอง

อย่างไรก็ดี เนื่องจากสถานที่ทดสอบไม่เอื้ออำนวย และระยะเวลาอันจำกัด จึงทำให้เรายังไม่สามารถหาข้อมูลในเรื่องของความเร็วสูงสุด และตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่แท้จริงได้ ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับ Click 150

สรุปสัมผัสแรกที่ได้ จากการทดสอบ All-New Honda Click 160 ในครั้งนี้

ถือได้ว่าเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ที่น่าพอใจ เพราะไม่ใช่แค่หน้าตาของตัวรถที่ดูบึกและหนาขึ้นมาอีกขั้น แต่สมรรถนะในภาพรวมของตัวรถยังทำให้ผู้ขี่มั่นใจในการใช้งานมันได้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเบรก เพราะมีระบบ ABS มาช่วยที่ล้อหน้า, การพลิกเลี้ยวที่มั่นคงขึ้น เพราะหน้ายางใหญ่กว่าเก่า, และที่สำคัญที่สุดคือเครื่องยนต์ลูกใหม่ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่าเรามั่นใจในการเร่งแซงมากขึ้น (แต่อย่าห้าวเกินไป เพราะมันก็หมายถึงโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่มากกว่าเช่นกัน)

โดย Honda Click 160 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย จะมีรุ่นย่อยทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน ดังนี้

  • Honda Click 160 Standard (No-ABS) : ราคาแนะนำ 63,500 บาท
    มีให้เลือก 3 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Magnetic Black, สีขาว-ดำ Crystal White และสีแดง-ดำ Furious Red
  • Honda Click 160 ABS : ราคาแนะนำ 69,900 บาท
    มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ Magnetic Black และสีขาว-ดำ Crystal white

หากเพื่อนๆคนไหนสนใจ สามารถสัมผัสตัวจริงของ All-New Honda Click 160 เพิ่มเติมได้ ณ ศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ Honda ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments