สตาร์ทเครื่องเพื่อชาร์ทแบตฯ เป็นวิธีที่ถูกต้องจริงหรือ?

ให้คะแนนเรื่องนี้

เจ้าของรถบางท่านที่มีรถยนต์หลายคน บ้างก็ไม่มีเวลานำรถคันโปรดออกไปขับใช้งานปกติ จึงมีวิธีการรักษากระแสไฟฟ้าในแบตเตอรีด้วยการสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ ว่าแต่ทำถูกแล้วหรือ?

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่มีกำลังเงินในการซื้อรถกันมากขึ้น บางบ้านก็มีรถหลายคันแต่สุดท้ายก็ใช้คันเดิมๆ วิ่งเป็นประจำ หรือไม่คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดที่ติดรถไฟฟ้า รถของพวกเขามักต้องจอดแน่นิ่งไม่ได้ใช้งานเท่าไหร่ เหล่านี้ทั้งหมดทำให้แบตเตอรีไม่สามารถกักเก็บไฟได้เต็มที่ เมื่อใดที่จะนำรถออกไปขับหลายคนมักเจออาการสตาร์ทไม่ติด 

เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาแบตเตอรีหมดคารถ เจ้าของรถหลายท่านจึงมีกลวิธีในการรักษาสภาพแบตฯ ด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ให้อยู่ในรอบเดินเบาทิ้งไว้สัปดาห์ละประมาณหนึ่งครั้ง โดยปกติแล้วความดันไฟฟ้าของแบตฯ ในรถยนต์ปกติวควรอยู่ที่ 12.5V มากกว่าหรือน้อยกว่าได้เล็กน้อยขณะยังไม่สตาร์ทเครื่อง

สตาร์ทเครื่องชาร์จแบตเตอรี

การเดินเครื่องที่รอบเดินเบาปั่นพลังงานได้ แต่ไม่สามารถอัดประจุไฟให้เต็มแบตฯ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่ารถยุคใหม่แต่ละคันมีขนาดแบตฯ รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้ามากน้อยต่างกัน นั่นหมายความว่าการสตาร์ทรถเพื่อให้เครื่องยนต์ปั่นไฟเข้าแบตฯ ด้วยรอบเดินเบานั้นมีประสิทธิภาพน้อย เนื่องจากถูกอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถดึงกระแสไฟเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบ แม้เจ้าของจะไม่ได้เปิดแอร์ เปิดวิทยุ ก็ตาม

หากพูดให้ลึกลงไปอีกก็ต้องทำความรู้จักกับที่มาของกระแสไฟฟ้าที่ใช้หล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ของรถ อย่างเจ้าไดชาร์ท (Alternator) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญอยู่ 2 ประการ นั่นคือ อย่างแรกใช้สร้างกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบต่างๆ ภายในรถยนต์ และทำหน้าที่ส่งกระแสไฟส่วนเกินส่งไปกักเก็บยังแบตเตอรี

สตาร์ทเครื่องชาร์จแบตเตอรี 

โดยตัวไดชาร์ทจะมีสายพานที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่องยนต์ ไปยังปั๊มน้ำ และคอมแอร์ กระแสไฟฟ้าที่มากหรือน้อยจึงขึ้นอยู่กับว่ารอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับใด หากรอบติดเครื่องไว้เฉยๆ รอบเครื่องราว 700-900 รอบต่อนาที กระแสไฟที่เกิดขึ้นจะพอแค่เลี้ยงระบบต่างๆ ในรถเท่านั้น แต่หากมีการขับขี่ออกไปรอบเครื่องปรับเปลี่ยนไปมา หรือวิ่งรถทางไกลเป็นเวลาเกินกว่า 1 ชม. กระแสไฟฟ้าส่วนที่เหลือก็จะถูกส่งไปเก็บในแบตฯ จนเต็มประสิทธิภาพ

ไม่ต้องพูดอะไรให้มากคุณลองสังเกตุรถที่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน วิ่งเป็นระยะทางเกินกว่า 15 กม. หรือใช้งานเกิน 1 ชั่วโมง ยิ่งรถที่วิ่งทางไกลบ่อยครั้ง ตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดจะมีอายุการใช้งานของแบตเตอรีที่นานกว่ารถที่จอดบ่อย หรือไม่ค่อยได้ออกมาวิ่ง สาเหตุมาจากรถที่ใช้งานเป็นประจำจะมีการชาร์ทไฟเข้าเก็บในแบตฯ อยู่ตลอดเวลานั่นเอง

สตาร์ทเครื่องชาร์จแบตเตอรี

ถ้าอยากไม่ให้แบตฯ เสื่อม แต่ไม่มีเวลานำรถออกไปขับต้องทำอย่างไร?

วิธีป้องกันมิให้แบตเตอรีของท่านเสื่อมกรณีที่ไม่มีเวลาเอารถออกไปขับ หากมีทุนทรัพย์หน่อยแล้วอยากให้แบตเตอรีอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ก็อาจจะซื้อเครื่องชาร์จแบตเตอรีอัจฉริยะที่มีหลายยี่ห้อหลากราคา โดยประมาณอยู่ราวๆ 3-6 พันบาท แล้วแต่ฟังก์ชั่นกับความสามารถตัวอุปกรณ์ วิธีใช้นั้นไม่ยากแค่ทำตามที่คู่มือบอก ปล่อยให้กระแสไฟฟ้าเข้าแบตฯ จนเต็มแล้วจึงถอดออกแค่นั้นจบ

อย่างไรก็ตาม หากไม่อยากจ่ายเงินหลายพันบาท ก็ลองใช้วิธีดั้งเดิมคือสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้เป็นเวลาเกิน 30 นาที แต่วิธีนี้เป็นการสร้างมลพิษแถมยังเผาผลาญน้ำมันโดยใช่เหตุ ทว่าก็ยังดีกว่าหากปล่อยให้รถแบตฯ หมดไปดื้อๆ โดยไม่ทำอะไร

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆ จากพวกเรา Ridebuster.com

 

 

 

 



ติดตามและกดเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้ที่

Comments

comments