4 สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Toyota Corolla 2019 เจเนอเรชันที่ 12

ให้คะแนนเรื่องนี้

ในช่วงกลางปีนี้คนไทยจะได้สัมผัส Toyota Corolla 2019 (Altis) รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คที่ขายดีทั่วโลก ซึ่งเราจะพาไปรู้จักกับ 4 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับรถรุ่นนี้

นับถอยหลังเข้ามาทุกที่สำหรับการเปิดตัว รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็ครุ่นขายดีที่สุดในโลกคันหนึ่ง อย่าง Toyota Corolla ที่ในหลายประเทศมีการออกจำหน่ายพร้อมด้วยรูปแบบตัวถังอันหลายหลาก รวมถึงชนิดขุมพลังที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบถ้วน ซึ่งเราเองจะพาทุกคนไปทบทวนถึง 4 สิ่ง ที่คุณผู้อ่านอาจไม่ทราบมาก่อนเกี่ยวกับโคโรล่ารุ่นใหม่

1.Toyota Corolla รถยนต์นั่งขวัญใจชาวโลก

Toyota Corolla มีอายุยาวนานถึง 53 ปี นับจากการเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2509 จวบจนถึงปัจจุบัน มีโฉมรถอกมาให้ประชาชนทั่วโลกได้ใช้ถึง 12 เจเนอเรชัน โดยเมื่อคิดรวมรถเจนฯ แรกจนถึงปี พ.ศ. 2550 โตโยต้าขายโคโรล่าได้มากราว 30 ล้านคัน เรียกว่าเฉลี่ยทุกๆ 40 วินาที จะมีโคโรล่า 1 คัน ถูกขายออกไปอยู่ตลอดเวลา

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนไม่รู้และสงสัยเกี่ยวกับชื่อของ Corolla แท้จริงแล้วชื่อนี้แปลว่า “กลีบดอกไม้”

Toyota Corolla 2019
Toyota Corolla 2019
Toyota Corolla 2019

2.Corolla โฉมใหม่มีการตกแต่ง 3 รูปแบบ USA-Europe-Asia

แม้ว่าโตโยต้าจะระบุว่าโคโรล่าใหม่ถูกสร้างบนพื้นฐานเดียวกันทั่วโลกหรือ Global Model แต่รูปแบบการตกแต่งที่ทำตลาดในแต่ละทวีปทั้ง สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย จะต่างกันแบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีดีไซน์เอาอกเอาใจกลุ่มลูกค้าเฉพาะแต่ละทวีปชัดเจน

ทั้งนี้ โคโรล่า โฉมสหรัฐฯ จะมีการตกแต่งที่แตกต่างจากโฉมอื่นๆ ทั่วโลก เพราะมีเพียงแค่แบบเดียวเท่านั้น และมาพร้อมกับตัวถังซีดาน 4 ประตู กับแฮทช์แบ็ค 5 ประตู

Toyota Corolla 2019

ส่วนโฉมยุโรปจะพิเศษกว่าชาวบ้านเขาหน่อย ตรงที่มีตัวถังเอสเตทเพิ่มมาเป็น 3 ตัวถัง เน้นดีไซน์แบบ Sporty ที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น และล่าสุดมีรุ่นตัวถังเอสเตทยกสูง หรือเรียกว่า Corolla TREK เพิ่มเข้ามา

มาถึงโคโรล่าเวอร์ชั่นขายตลาดเอเชียกันบ้าง โดยในจีนจะมีตัวถังซีดานที่ตกแต่งแบบ Prestige กับตกแต่งแบบสปอร์ตในชื่อ Levin ส่วนโฉมไทยนั้นคาดว่าจะได้ใช้แนวหรูหราเช่นเดียวกัน

Toyota Corolla Hybrid

3.มีขุมพลัง 6 แบบ เบนซิน 4 ไฮบริด 2 ไร้เงาเครื่องดีเซล

โตโยต้าคืออีกหนึ่งค่ายรถยักษ์ใหญ่ที่ตัดสินใจทิ้งขุมพลังดีเซลออกจากตลาดยุโรป นั่นทำให้ โคโรล่า โฉมใหม่ที่ขายในยุโรปมีเครื่องเบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.2 ลิตร 122 แรงม้า กับเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 148 แรงม้า รวมถึงขุมพลังเบนซินไฮบริดขนาด 1.8-2.0 ลิตร ที่ให้กำลังตั้งแต่ 122-180 แรงม้า

ส่วนโคโรล่าในตลาดสหรัฐฯ มาพร้อมเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร กับเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร Dynamic Force ที่มีแรงม้า 169 ตัว จับคู่เกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่เลียนแบบการเปลี่ยนเกียร์ได้เหมือนเกียร์ออโต้ 10 สปีด และตัวเลือกเครื่องไฮบริด 1.8 ลิตรก็มีให้เลือกเช่นกัน

สำหรับตลาดจีนคาดว่ายังคงมีเครื่องเบนซิน 1.6 ลิตร ที่ปรับปรุงใหม่ให้ประหยัดแถมแรงขึ้นเป็น 132 แรงม้า จนถึงเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร และขุมพลังเบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร เช่นเดียวกับโฉมอื่นๆ ทั่วโลก

ทั้งนี้ ใครที่ถามว่ารถเวอร์ชั่นไทยจะได้ขุมพลังอะไรบ้างนั้น เราคาดว่ายังคงมีเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงสมรรถนะใหม่ กับเครื่องเบนซินไฮบริด 1.8 ลิตร ที่อยู่บน Toyota C-HR มาวางไว้บนโคโรล่า

4.Corolla มาครั้งนี้น่ากลัวด้วยโครงสร้าง TNGA

คงไม่โอเวอร์เกินไปหากเรากล้าพูดว่า TNGA คือพระเอกที่ช่วยกอบกู้ภาพลักษณ์ของรถโตโยต้า ที่ออกแนวขับเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวามั่นใจ หรือสนุกสนาน ทุกสิ่งที่โละทิ้งไปหมดจนสร้างความประทับใจให้บรรดาสื่อเมืองนอกที่ได้ทดลองขับ

อย่างไรก็ตาม จากการขับ C-HR กับ Camry ที่ใช้โครงสร้างแบบใหม่นี้ ก็พอให้เราคาดการณ์อากัปกิริยาที่ Corolla ใหม่จะมอบให้แก่ผู้ขับขี่ได้อยู่บ้าง ซึ่งใครก็ตามที่เคยบ่นว่าโตโยต้ามีดีแค่ทนทาน ขายต่อดี พวกคุณคงต้องหาเรื่องบ่นตำหนิใหม่แล้วล่ะ

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆ จากพวกเรา Ridebuster.com

ติดตามและกดเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้ที่

Comments

comments