วิจัยชี้ 1 ใน 3 คนอาเซียน พร้อมซื้อ “รถยนต์ไฟฟ้า”

แบ่งปันเรื่องนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนท่ามกลางกระแสโลก เมื่อนิสสัน ประกาศชักธงรับเตรียมส่งรถยนต์   Nissan  LEAF   ออกทำตลาด ตั้งแต่วานนี้ การตัดสินใจดังกล่าวหลายคนอาจจะสงสัยถึงความมั่นใจของนิสสันที่จะมาขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศใหม่ๆ ในอาเซียน และส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการวิจัยของ   Frost & Sullivan   ชิ้นนี้ 

Frost & sullivan  เผยผลการวิจัยที่ร่วมมือกับนิสสันในการสำรวจความเป็นไปได้ของการเติบโตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ภายใต้หัว “The Future of Electric Vehicle in Southeast Asia”  ซึ่งทำการสำรวจในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร,ไทย,ฟิลลิปินส์  เวียดนาม และมาเลเซีย พบว่า 

กว่าร้อยละ 37 ของผู้ตอบแบบสอบถามในการวิจัยชิ้นนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเลือกรถยนต์ไฟฟ้า เป็นรถยนต์คันต่อไปเมื่อพวกเขาจะต้องตัดสินใจซื้อรถใหม่  โดยลูกค้าในจีน,อินโดนีเซีย และฟิลลิปปินส์ เป็นประเทศที่ดูเหมือนจะตื่นตัวในเรื่องนี้มากที่สุด 

และจากการสำรวจพบปัจจัยที่จะส่งเสริมให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในตลาดเกิดขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 75 กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลสนับสนุนผู้ซื้อทางด้านภาษี  ,ร้อยละ 70 เผยว่าพวกเขาคิดว่าจุดชาร์จไฟฟ้าเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่พักอาศัย และท้ายสุดเห็นว่าการมีเลนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็อาจจะเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้คนสนใจมากขึ้น 

รถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อถามถึงความเข้าใจเกี่ยวกับตัวรถและการประหยัดพลังงานรวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ผู้ตอบแบบการวิจัยกว่าร้อยละ 80 ยอมรับว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะรักษาสิ่งแวดล้อมดีแค่ไหนมาจากแหล่งที่มาของไฟฟ้าเป็นสำคัญ 

ส่วนความต้องการในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฮบริดประเภทต่างๆ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่สนใจรถยนต์ไฟ้ามากกว่ารถยนต์ไฮบริดทุกประเภทคิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด  

โดย 5 แรงจูงใจที่สำคัญ ที่ทำให้คนพิจารณาซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด ได้แก่ 1.ความปลอดภัยที่เหนือกว่าการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน , 2.ความเป็นไปได้และสิทธิในการชาร์จไฟฟ้าจากที่ทำงาน 3.จุดชาร์จที่บ้าน 4. จุดชาร์จเร็วในที่พื้นที่สาธารณะ และ 5.เงินสนับสนุนจากภาครัฐบาล 

รถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดีในการสำรวจชิ้นนี้ ยังชี้เรื่องที่น่าสนใจว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน มีความต้องการถึงร้อยละ 44 มากกว่ามาตรฐานเฉลี่ยในกลุ่มที่คิดเพียงร้อยละ 37 เท่านั้น 

ทั้งนี้การสำรวจของ   Frost &Sullivan   มีขึ้นเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ โดยทำการสำรวจผ่านระบบออนไลน์ มีผู้ตอบถึง 1,800 คน รวมถึงยังทำการสำรวจในรูปแบบการสัมภาษณ์กลึ่มใน 6 ประเทศอาเซียน 

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments