Mercedes-Benz GLC F-Cell เอสยูวีสองระบบสายรักษ์โลก

แบ่งปันเรื่องนี้

กระแสรถพลังงานสะอาดยังคงเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุด Mercedes-Benz GLC F-Cell เอสยูวีพลังเซลล์เชื้อเพลิงกับแบตเตอรี เตรียมตัวผลิตส่งมอบให้แก่ลูกค้าในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากซุ่มพัฒนาอยู่พักใหญ่

เมื่อปลายปีที่แล้วเบนซ์เคยเปิดเผยข้อมูลของรถเอสยูวีขุมพลังเซลล์เชื้อเพลิง จนถึงวันนี้พวกเขาได้เปิดตัว Mercedes-Benz GLC F-Cell เอสยูวีลูกผสมสายสะอาด ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง กับแบตเตอรี ส่งผลให้เจ้านี่สามารถวิ่งได้ด้วยพลังงานสองระบบในคันเดียว

Mercedes-Benz GLC F-Cell
Mercedes-Benz GLC F-Cell

ความโดดเด่นของ GLC F-Cell คือการมีโหมดขับเคลื่อนแบบ Hybrid ที่เพียงเติมไฮโดรเจนลงถังจำนวน 4.4 กิโลกรัม ภายในเวลา 3 นาที รถเอสยูวีคันนี้ก็สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง 478 กม. หรือหากใช้พลังจากแบตเตอรีอย่างเดียว จะวิ่งได้ 51 กิโลเมตร อารมณ์คล้ายกับรถเบนซินไฮบริด ต่างกันแค่ใช้ไฮโดรเจนมาสร้างกระแสไฟฟ้าผ่านเซลล์เชื้อเพลิงเท่านั้นเอง

Mercedes-Benz GLC F-Cell
Mercedes-Benz GLC F-Cell

สำหรับแบตเตอรีบน GLC F-Cell ใช้แบบ Lithium-ion ขนาด 13.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง 
ส่งกำลังไปยังมอเตอร์ไฟฟ้กำลัง 211 แรงม้า ส่วนการชาร์จไฟเข้าระบบทำผ่านสายติดมากับรถขนาด 7.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่นำไปเสียบปลั๊กไฟบ้าน กับตู้ชาร์จทั่วไป กรณีที่ชาร์จด่วนจะใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นแบตฯ ก็จะเต็ม 

แง่ของการจัดวางชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อนนั้น เจ้าตัวเซลล์เชื้อเพลิงที่ไว้สร้างพลังไฟฟ้าจะติดตั้งอยู่บริเวณห้องเครื่อง เช่นเดียวกับรถเครื่องสันดาปปกติ นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรีจะถูกนำไว้ที่ด้านท้ายรถ

Mercedes-Benz GLC F-Cell
Mercedes-Benz GLC F-Cell

GLC F-Cell มาพร้อมโหมดขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Hybrid, F-Cell, Battery, และ Charge โดยโหมดไฮบริดระบบจะจัดสรรพลังงานจากทั้งสองระบบให้สมดุล ส่วนโหมด F-Cell ตัวรถจะใช้พลังจากไฮโดรเจนเป็นหลัก แล้วกักเก็บไฟฟ้าไว้ในแบตฯ ให้พร้อมใช้อยู่ตลอด ส่วนโหมด Battery เป็นการนำพลังไฟฟ้าจาแบตฯ มาปั่นล้อเพียงอย่างเดียว และสุดท้ายโหมดชาร์จ คือทำให้ระบบปั่นไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตฯ 

ด้านการผลิตไปจนถึงการส่งมอง ทางค่ายรถตราดาวสามแฉกระบุไว้ว่าจะเริ่มผลิตรถและส่งมอบ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยเล็งกลุ่มลูกค้าตามเมืองใหญ่ในเยอรมัน อาทิ เบอร์ลิน ฮัมบูร์ก แฟรงเฟิร์ต มิวนิค และเมืองอื่นๆ ซึ่งที่กล่าวมามีสถานีเติมไฮโดรเจนรองรับอยู่แล้ว

ติดตามข่าวสารและบทความดีๆ จากพวกเรา Ridebuster.com

[ngg src=”galleries” ids=”753″ display=”basic_thumbnail”]

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments