Home » ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจีน ทำเพื่อใคร ?
Blog Buster บทความ

ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจีน ทำเพื่อใคร ?

แชร์สนั่น! ขึ้นภาษี EV นำเข้าจากจีน 32% ข่าวนี้ ทำหลายคนหัวเสีย ไม่น้อยมัน ไม่แฟร์ ผู้บริโภคตาดำๆ เสียประโยชน์

แต่เพื่อนๆ ครับ

ข้อเรียกร้องนี้ มาจากสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ประเทศไทย

มันอาจหมายถึง สัญญาณ Red Flag

ว่า ระบบอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ กำลังสั่นคลอน ถ้ารัฐไม่เทคแอคชั่นใดๆ

หลายคนอาจมอง “ไม่ใช่เรื่องของฉันสักหน่อย”

แต่!

อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจไทย

EV ถูกไม่ใช่ ปัญหา

ปัญหา! ไมใช่เพราะ รถอีวีจีน ราคาถูก

แต่ปัญหาอยู่ที่ รถยนต์ไฟฟ้านำเข้ามาจากจีน ออพชั่นจัดเต็ม ไม่สมควรมีราคาถูก เท่ารถที่ผลิตจากโรงงานในประเทศ

จุดเริ่มต้น EV ทะลักไทย ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน

มันเริ่ม ในปี 2005 รัฐบาลบ้านเรายุคนั้น วางยุทธศาสตร์ไปเซ็นเขตเสรีการค้า กับหลายประเทศ

หนึ่งในนั้นคือ “จีน” ด้วยความประสงค์ดี เป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตร ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทย

เพราะ จีนมีประชากรมหาศาล และชอบผลไม้ไทยหลายรายการ ช่น ทุเรียน เป็นต้น

แต่ใครจะรู้เลยว่า เพียง 10 กว่าปี ข้อตกลงที่เราสร้างสะพานไว้ มันย้อนกลับมาเล่นงานเราเอง

ต้นยุค 2000 ไม่มีใครคิดหรอกครับ อุตสาหกรรมยานยนต์จีน จะเติบโตเร็วขนาดนี้

ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย Cherry QQ วางขาย ราคาโคตรถูก ยังไม่มีใครมอง

อุตสาหกรรมยานยนต์จีนเติบโตเร็ว จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเปิดประเทศ

ใครอยากมาลงทุนในจีน ต้องโอ! จับคู่ กับบริษัทจีนรายใดรายหนึ่ง

รัฐจึงจะไฟเขียว เข้ามาลงทุน มาขายรถในจีนได้

จีนโตเร็ว

แนวทางนี้ของรัฐบาลจีน ผมว่าฉลาด

ได้ทั้ง know-How เข้าใจซัพพลายเชน และ Technology Transfer

ตัวเร่งอีกอย่าง คือ ในช่วงปี 2010 ประเด็นเรื่องหมู่เกาะ เซนกากุ หรือ เตียวหยู

ผลลัพธ์ โลกเริ่มรู้ว่า พึ่งพาแร่ Rare Earth ที่จำเป็นต่อการผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า มอเตอร์ แม่เหล็กถาวร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด จากจีนมากไป

ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็ใช้ช่วงเวลาเดียวกัน เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

สร้างตลาดในประเทศ ให้มีการยอมรับและ สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

อาศัยบ้าน เป็น Sand Box มีโอกาสลองผิดลองถูก มีทุนพัฒนาต่อยอด

เราต้องยอมรับกันอย่างเปิดอกว่า นับจากวันแรก ที่เราไปเซ็น FTA จน วันที่ EV เฟื่องฟู เรามีเวลามากถึง 15 ปี

ก่อนคลื่นลูกแรกจะกระทบฝั่ง… เราไม่เห็น สึนามิลูกนี้ได้อย่างไร

EV เกิดได้เพราะจีน

แอดฯ ยังจำวันที่ นาย อองตวน บาร์เตส แนะนำ Nissan Leaf 2017 บนเวที ขายในราคา 1.8 ล้านบาท ในปี 2018

เราถูกทำให้เข้าใจว่า EV ราคาถูกเป็นไปไม่ได้

จนปีต่อมา MG ZS EV นำเข้าจากจีน เปิดขายราคา 1.2 ล้านบาท ได้หน้าตาเฉย

รถยนต์ไฟฟ้า มาบูมจริง ตอนนโยบาย EV3.0 ช่วงปี 2021

ด้วยปัญหา มลภาวะทางอากาศ รวมถึง ทิศทางนำพาประเทศไทย

สู่หนทางพลังงานสะอาด ความเป็นกลางทางคาร์บอน

รถยนต์เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมองว่า

ควรปรับสัดส่วนรถยนต์ในไทย มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 30% ของจำนวนรถทั้งหมดในประเทศไทย หรือที่เรียกว่า EV 30

ก่อเกิดเป็นมาตรการ EV 3.0

มาตรการดังกล่าวมาพร้อมเงินสนับสนุนการซื้อรถ คล้ายในโครงการรถคันแรก มอบส่วนลด 150,000 บาท

มีเงื่อนไข ให้ค่ายรถยนต์ที่สนใจต้องเข้ามาลงทุน ต้องตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย

ภายใต้เงื่อนไขนี้ ผู้ผลิตสามารถนำรถเข้ามาขายได้ระหว่างเตรียมความพร้อมโรงงานไทย

ในอัตราสัดส่วนนำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 1 คัน และ เป็น 1.5 คัน ถ้าเริ่มผลิตปี พ.ศ. 2568

โรงงานผลิตรถ เรื่องซับซ้อน

ประเด็นมันเริ่มตรงนี้แหละครับ!!

การตั้งโรงงานรถยนต์ มันมีหลายระดับชั้นมาก

ปกติที่ผมและสื่อหลายท่านเข้าไปดูกันบ่อย คือ โรงงานประกอบ (General Asembley-GA )

โรงประกอบ (GA) มีหน้าที่ เอาชิ้นส่วนนับพันมาติดตั้งเข้ากับตัวรถ

เริ่มจากโครงที่พ่นสี มาประกอบสายไฟ ภายใน ช่วงล่าง ระบบขับเคลื่อน ให้เห็นภาพ ก็จะประมาณนี้

ปัจจุบันค่ายจีน ส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับ โรงงานประกอบ

นำเข้าชิ้นส่วนต่างจากจีน แล้วมาประกอบทีไทย

แต่ความจริง สายการผลิตบ้านเรา ทำได้ลึกกว่านั้น

ย้อนไปต้นยุค 2000 ตอน GM หรือ General Motor มาลงทุน จนประเทศไทยได้ชื่อว่า Detroit of Asia จากปากสื่อต่างประเทศ

ตอนนั้นผมป็นเด็กจบใหม่เพิ่งเริ่มทำงานสายนี้

การลงทุน ศูนย์การผลิตระยองของ GM เดิม (ปัจจุบันเป็นโรงงานของ GWM Manufacturing ) ยุคเฟื่องฟู

มันไปไกลกว่านั้น เขามีทั้ง ขึ้นรูปตัวถัง , เชื่อมต่อถัง และท้ายสุด ยังเคยมีโรงงานผลิตเครื่องยนต์ดีเซล Duramax ทั้งตัว ในประเทศ

ยุคนั้น โรงงานแห่งนี้ทำตั้งแต่ต้นน้ำ ยันเป็นรถทั้งคัน พร้อมส่งมอบถึงมือลูกค้า

ผมเชื่อว่าไม่ใช่โรงงานของ GM รายเดียว

ค่ายญี่ปุ่นที่อยู่มานาน บางยี่ห้อ ผมอาจไม่เคยเข้าไปดู ก็น่าจะทำได้เช่นกัน

ชิ้นส่วนในประเทศ เรื่องสำคัญที่คนนอกอาจไม่ทราบ

แล้วมันเกี่ยวกับสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วน ตรงไหน

มันคือเรื่อง ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ หรือ Local Content ครับ

Local Content คือ ข้อกำหนดของภาครัฐ ที่บังคับรถที่ประกอบจากโรงงานในประเทศ ต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

  • บ้านเราผลิตชิ้นส่วนพวกยางต่างๆเก่ง ยางรถยนต์ก็มีหลายเจ้า
  • ผลิตชิ้นส่วนภายในและเบาะนั่งก็งานดี
  • งานล้อไทยบางยี่ห้อก็คุณภาพระดับโลก

อันนี้เท่าที่ผมรู้

การ Sourcing Local Content บางครั้งก็มาในรูปแบบ ยกวงจรมาสร้างงานสร้างได้

ประเทศไทยเรามีโรงงานของ อย่าง Denso – Aisin -Jatco -Enkei มานาน

พวกนี้เขาตามมาสนับสนุน ผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานประกอบรถยนต์ ที่มีสัญญาผูกพัน

ฝั่งจีนก็มีเริ่มทำแบบนี้ ค่ายที่ผมเคยเข้าไปเห็นด้วยตา คือ GWM

เขายกเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ามาทำงานในไทยแล้วหลายราย เช่น

Hycet โรงงานผลิตเครื่องยนต์ และ S Volt โรงงานแบตเตอร์รี่ มาไว้ใกล้ๆ

การใช้ชิ้นส่วนในประเทศไม่เพียง สร้างงานสร้างรายได้ ทั้งกับคนงาน และเจ้าของกิจการผลิตชิ้นส่วน

มันยังทำให้ราคาตัวรถ ถูกลงได้ 2-3 แสนบาทเมื่อเป็นรุ่นประกอบไทย

ผมไปโรงงาน Chery มาล่าสุด นโยบายภาครัฐ ระบุให้ต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย อย่างน้อย 45%

และแม้แต่ท่านฑูตจีน ที่ขึ้นเวทีแสดงความยินดีการเปิดโรงงานยังพูดเหมือนดุแบรนด์ ว่า ควรใช้ชิ้นส่วนในไทย ให้มันมากกว่านี้

ผมฟังยังอึ้ง …. สะกิดเพื่อนนักข่าว ทำไมเขาพูดแบบนี้วะ

นั่นหมายความว่า

ภาครัฐจีนอาจไม่ได้นิ่งนอนใจ เรื่องผู้ผลิตรถยนต์จีนยังใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในไทยน้อยอยู่

แต่มันไปบังคับผู้ผลิตจีน ตรงๆไม่ได้ เขาใช้เรื่อง Industry Scaling มาคุมต้นทุนการผลิต เลยอาจเป็นประเด็นหนึ่ง ที่ต้องให้เวลา

ถึงเวลายอมรับ เราไม่ใช่ตลาดใหญ่

ประเทศไทยเอง ไม่ใช่ตลาดใหญ่ คนไทย มี 70 ล้านคน น่าแปลกที่คนไทย กลับซื้อรถใหม่เพียงปีละ 6 แสนคัน

ยอดขายสูงสุดที่ประเทศไทย เคยทำได้คือราวๆ 1 ล้านคัน ในช่วงรถคันแรก

ภาครัฐประเทศไทย จึงต้องออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน ให้ผู้ผลิตใช้บ้านเราเป็นฐาน ผลิตส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วยเพื่อให้รถที่ขายในไทย มีราคาถูกลง คนไทยเข้าถึงได้ และมีงานทำ และคุ้มต่อการลงทุน

สังเกต ข้อเรียกร้องดังกล่าว พุ่งเป้าที่รถนำเข้าจากจีนปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรถพรีเมี่ยม

ส่วนใหญ่ เป็นบริษัทคนไทยไปขอสิทธิการขาย นำเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย ไม่มีแผนจะตั้งโรงงานประกอบในไทยเลย

การขึ้นภาษี รถยนต์ไฟฟ้าจีนนำเข้า จะสับสวิทช์ ให้โอกาสภาคการผลิตในไทยได้หายใจ

ค่ายไหนที่มาทั้ง ประกอบในประเทศไทย เปิดโรงงานเดินเครื่องเรียบร้อยก็รอด

ค่ายไหนมา ครึ่งๆกลางๆ ก็ถึงเวลาตัดสินใจ จะเอาแต่เทคโนโลยีเก่า มาป้อนโรงงานไทยไม่ได้

ในแง่การขาย ราคาจำหน่ายก็จะเป็นธรรม ยกระดับการแข่งขันให้ทัดเทียมยิ่งขึ้น

(แต่ก็อาจจะต้องให้เงื่อนไขพิเศษกับญี่ปุ่นบางเจ้า ที่ต้องนำเข้าจากจีน)

ผมมั่นใจว่า ข้อเรียกร้องนี้ต้องมีการศึกษา กลั่นกรอง และพูดคุยมาอย่างดีแล้ว

รักษา อุตสาหกรรมยานยนต์ เรื่องนี้ สำคัญกว่าที่คาด

เพื่อนๆคงคิด คนรับกรรม ก็ ผู้บริโภคตาดำๆ แต่ การรักษาอู่ข้าวอู้นำ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

รัฐบาลพยายามลดความเสียหาย จากการใช้ประโยชน์ สิทธิเสรีการค้าไทย-จีน ในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์

การล่อจีนมาตั้งโรงงานคือ ทางออกหนึ่งอาจไม่ชาญฉลาดที่สุด แต่ดีกว่าเลือดไหลไม่หยุด

ขั้นต่อไปต้องทำการปิดแผลเบ็ดเสร็จการขึ้นภาษีนำเข้า เป็นคัทเอาท์หนึ่งซึ่ง ทั่วโลกก็ทำแบบนี้ ในสัดส่วนที่เหมาะสม

ติดเบรก การทะลักของรถนำเข้าจากจีน อาจถึงเวลาที่ไทยต้องพิจารณา และควรทำโดยเร็ว

แต่สำคัญสุด ต้องหมั่น “ตรวจการบ้าน” ทุกค่ายที่เข้ามาตั้งโรงงาน ในประเทศด้วยว่า

ได้ทำตามระเบียบครบถ้วน ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยตามกำหนดแล้วหรือไม่

และในอนาคต ถ้าจะวางแนวนโนบายการลงทุนครั้งใหม่ ควรต้องให้จับคู่กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนไทย

ค่ายที่มาแล้ว อาจต้องหาทางพูดคุย ให้เขานำเสนอ Roadmap การผลิตอย่าให้ผลิตแบบ Semi Knock Down แยกชิ้นส่วนมาจากจีน แล้วประกอบขายไทย ตลอดไป

รวมถึงควรส่งเสริมการตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ของประเทศจีนในไทย ได้แล้ว เพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ และรับถ่ายทอดเทคโนโลยี

ผมเองก็มั่นใจว่า สำหรับวิศวกรจีน บ้านเราก็แดนสนธนา การสร้างรถสำหรับเขา

ย้อนไปตอน เปิดตัว Tank 500 ดีเซล , นิโคล วู Chief Technology Officer บอกว่า ว้าวมาก ตอนมาเมืองไทย ดูการใช้งานใช้รถของคนไทย

ล่าสุด ช่วงงาน Auto China 2026 ระหว่างการแถลงบูธ เผยว่า ทีมวิศวกรจีน ถึงกับต้องเข้ามาสำหรับร้านล้างรถหยอดเหรียญ และเก็บตัวอย่างแชมพู ล้างรถไปวิเคราะห์ เพื่อสร้างส่วนผสมการกันสนิม ให้กับรถใหม่

ยานยนต์จีนวันนี้บางค่ายพัฒนาเติบโตเร็ว ไม่แพ้ทางญี่ปุ่น

แต่บทสรุปที่สำคัญ

เราเองก็ต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน ที่อาจจะทำงานกับค่ายญี่ปุ่นมานาน

ในเวทีโลก ประเทศไทย เป็นมือฉมังในการผลิตรถยนต์มาช้านาน

นาานพอที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจะยอมรับ และกล้าส่งรถจากโรงงานในไทยกลับไปขายในญี่ปุ่น

ประเทศไทย เราไทยแลนด์ แดนสไมล์ มีความโดเด่น เรื่องการเอาความกลมกลืนทั้งหมด มาอยู่รวมกันได้ในที่เดียว

ไม่ว่าจะคน ศาสสนา และสังคม อยู่ร่วมกัน แบบฉันพี่น้อง

การมายืนในใจคนไทย ของค่ายรถยนต์จีน ไม่ใช่ปัญหา แต่สำคัญคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้องก้าวต่อไป

อาจถึงเวลาภาครัฐ ต้องปรับภูมิ สำหรับทุกเจ้าโดยไม่เกี่ยงสัญชาติ หรือ มองไปที่เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

เรื่องโดย ณัฐพิพัฒน์ วรโชติโกศล

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

Comments are closed.