หลัง Honda Civic Type R 2023 ไปเพียงไม่นาน ดูเหมือนว่าทาง Toyota จะรอช้าไม่ได้ ต้องรีบเรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าสาวกให้หันกลับมาสนใจในรถฮอทแฮชท์สุดแรงของตนเองบ้าง ด้วยการประกาศราคาของ Toyota GR Corolla สำหรับการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการออกมาสักที

Toyota GR Corolla ถือเป็นรถรุ่นที่ 4 จากตระกูล GR ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นเอาใจลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการรถแฮชท์แบคตัวแรงอย่าง GR Yaris เป็นพิเศษ แต่ด้วยเหตุผลในหลายๆด้าน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน จึงทำให้ทาง Toyota USA ตัดสินใจนำเอา Corolla มาดัดแปลงแล้วใส่ความแรงฉบับ GR เข้าไปแทน ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะเป็นแนวคิดที่ถูกต้องใช้ได้เลยทีเดียว

โดยแม้ตัวรถ GR Corolla จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Corolla รุ่นปกติ (ที่วางจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคนละโมเดลกับ Corolla Altis ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยของเรา) แต่มันก็ได้รับการปรับปรุงชิ้นส่วนหลักในแทบทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงกว่าด้วยจุดเชื่อมที่มากกว่า, หลังคาและฝากระโปรงทำจากอลูมิเนียม, ช่วงล่างกับชุดระบบเบรก ถูกออกแบบและปรับเซ็ทใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานในสนามแข่งขันมากขึ้น

ที่พลาดไม่ได้คือเรื่องของขุมกำลัง ที่ถูกเปลี่ยนจากบล็อคเบนซิน 4 สูบเรียง 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 170 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 205 นิวตันเมตร เป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง 1.6 ลิตร พ่วงเทอร์โบ รหัส G16E-GTS ที่ถูกปรับจูนใหม่จากขุมกำลังของ GR Yaris อีกที จนสามารถเบ่งพลังได้สูงถึง 304 แรงม้า PS กับแรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร

และที่เหนือกว่า Corolla ตัวปกติ ก็คือ นอกจากระบบส่งกำลังที่เปลี่ยนไปใช้แบบชุดเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดชิดแล้ว มันยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ที่ถูกออกแบบให้เน้นสเถียรภาพการขับขี่บนทางเรียบเป็นหลัก และผู้ขับสามารถปรับค่าอัตราส่วนการถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์สู่ชุดล้อคู่หน้า-หลังได้อีกว่า จะให้เป็นแบบใด ระหว่าง 60 : 40, 50 : 50, หรือ 30 : 70 ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้มันมีความแตกต่างจาก Honda Civic Type R 2023 คู่แข่งสัญชาติเดียวกันอย่างชัดเจน

ส่วนราคาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Toyota GR Corolla ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน ตามรุ่นย่อย นั่นคือ

  • Toyota GR Corolla – Core : ราคา 35,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,316,000 บาท ยังไม่รวมค่าขนส่ง

เป็นตัวรถรุ่นพื้นฐาน มาพร้อมออพชันเสริม Performance Pack ที่ตัวรถของลูกค้าจะได้รับการติดตั้งชุดเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป ทั้งสำหรับชุดล้อคู่หน้าและคู่หลัง, กับชุดจานเบรกขนาด 14 นิ้ว ทางด้านหน้า, และคาลิปเปอร์เบรกถูกทำสีแดง ในราคายกเซ็ท 1,180 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 43,300 บาท ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเพิ่ม

หากแค่นั้นยังไม่พอ ลูกค้ายังสามารถซื้อออพชัน Technology Pack มูลค่า 770 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 28,300 บาท ที่มาพร้อมกับชุดลำโพงพรีเมียมจาก JBL, แท่นชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือแบบ Wireless Charge, และระบบ GPS นำทางในตัวได้อีก ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย Cold Weather Pack มูลค่า 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 18,300 บาท สำหรับการติดตั้งระบบฮีทเตอร์เข้าไปที่ตัวเบาะนั่งทั้ง 4 และพวงมาลัย สำหรับเพิ่มความอบอุ่นในรถตอนหน้าหนาว

  • Toyota GR Corolla – Circuit Edition : ราคา 42,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,574,000 บาท ยังไม่รวมค่าขนส่ง

ตัวรถรุ่นกลาง ที่ลูกค้าสามารถเลือกออพชันเสริมต่างๆเช่นเดียวกับรุ่น Core ก่อนหน้านี้ได้ทุกออพชัน แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ มันจะมาพร้อมกับหลังคางานคาร์บอนน้ำหนักเบา, ฝากระโปรงอลูมิเนียมที่ถูกเจาะรูและใส่ครีบรีดอากาศสำหรับระบายความร้อนในห้องเครื่อง, เบาะนั่งกับหัวเกียร์หุ้มหนัง, และสปอยเลอร์หลัง ติดตั้งมาให้ตั้งแต่ออกโรงงาน

  • Toyota GR Corolla – Morizo Edition : ราคา 49,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1,831,000 บาท ยังไม่รวมค่าขนส่ง

ตัวรถรุ่นบนสุด ที่เครื่องยนต์ จะได้รับการปรับจูนให้แรงขึ้นอีกนิด จนแรงบิดสูงสุดขยับไปแตะหลัก 399 นิวตันเมตร, ชุดล้อลายเดิม แต่เพิ่มเติมคือได้ยาง Michelin Cup 2 ที่หนึบกว่าเดิมเท่านั้น, ตัวรถเบาลงกว่ารุ่น Circuit Edition 45 กิโลกรัม จากการถอดชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นสำหรับการใช้งานในสนามแข่ง เช่นเบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทิ้งไป และที่น่าสนใจคือ มันจะถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 คันเท่านั้น

แน่นอน อย่างที่เราได้ระบุไว้ในข้างต้นว่า Toyota GR Corolla ถูกผลิตขึ้นมา เพื่อเน้นตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ต่ำมากๆที่ทาง Toyota ประเทศไทย จะตัดสินใจนำมันเข้ามาวางจำหน่ายในบ้านเราด้วย

เพราะฉะนั้นหากใครที่สนใจจริงๆ ก็คงมีแต่จะต้องหาทางสั่งกับบริษัทรับนำเข้ากันเอาเอง ซึ่งอาจจะโดนบวกราคาไปอีกหลายเท่า และอย่าลืมด้วยว่ามันจะมีแต่รถพวงมาลัยซ้ายเท่านั้น (แต่ถ้ารักจริง คงไม่เดือดร้อนกันเท่าไหร่ ใช่มั้ยล่ะครับ ในจุดนี้ ?)

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่