รีวิว Haval H6 Hybrid Ultra แรงเร้าใจ ของเล่นล้นคัน

ตั้งแต่  Great Wall Motor   ออกตัวมาในประเทศไทย หลายคนก็ติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมมาของ Haval H6 Hybrid ทำเอาหลายคนสนใจ ตั้งแต่มอเตอร์โชว์มาถึงวันนี้

ตลอดหลายเดือนผ่านมา เราเห็นรถไปเยอะพอสมควร รวมถึง ตัวรถที่ค่อนข้าง จะออกมาในทางพรีเมี่ยม ค่อนไปในทางใช้วัสดุที่ดีจนน่าประทับใจ เชื่อว่ามาถึงวันนี้ หลายคนจะมีคำถามเดียว ที่อยากจะทราบ แล้วสมรรถนะการขับขี่มันเป็นอย่างไรบ้าง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาส สัมผัส Haval H6 Hybrid  รถยนต์ อเนกประสงค์รุ่นใหม่  ก่อนที่รถรุ่นนี้จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เปิดราคาขายปลายเดือนนี้ ในระหว่างนี้ ทาง Great Wall  (GWM) ได้เปิดให้ลูกค้าที่สนใจ สามารถสั่งจองรถได้ ผ่านแอพพลิเคชั่น พร้อมโปรโมชั่นพิเศษที่เรียกว่า   Ultra Deal   หรือ ข้อเสนอ ที่สุดแล้ว จากบริษัทเขย่าวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยไม่น้อย

ก่อนไปขับ ทาง GWM  เล่าให้ฟังถึงกลุ่มเป้าหมาย รถรุ่นนี้ ว่า พวกเขามองไปยังกลุ่มคนที่มีอายุ 30 -40ปี กลาง เป็นกลุ่มคนครอบครัว มองหา 3 เรื่องหลักๆ คือ   

  • ความชาญฉลาดในการใช้งาน
  • ความสะดวกสบาย
  • ความปลอดภัย

ย้อนไปเมื่อเดือนที่แล้วกลางเดือน ผมได้รับเชิญ ให้ไปดูรถตัวจริง เวอร์ชั่นผลิตไทย ตามที่ได้นำเสนอไปแล้ว ที่จริง หน้าตา Haval H6 Hybrid  ที่เห็นก็เหมือนๆ กับที่เจอในงานมอเตอร์โชว์นั่นแหละ ตอนเห็นครั้งแรก รู้สึกแปลกใจ แนวทางรถคันนี้ไม่มีอะไรที่ดูแล้วเป็นรถยนต์จากจีนเลยแม้แต่น้อย

รีวิว  Haval H6 Hybrid

มันดูเหมือนรถยนต์จากประเทศยุโรปมากกว่า ไม่ว่า จะด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยมใหญ่ แบบสไตล์รถอังกฤษ ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ นั่นไม่น่าแปลกใจครับ เพราะ คนที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบนี้ คือ ฟิล ซิมมอนส์

สำหรับ ใครที่ยังไม่รู้จัก ฟิล , เขาเคยทำงานให้กับ ทาง   Land Rover   ในฐานะหัวหน้านักออกแบบมาก่อน อะไรที่เราเห็น ใน Land Rover   ที่ผ่านมาไม่นานนี้ เช่น  Land Rover Velar, Evoque ,Discovery Sport   ทั้งหมดมาจากเขานี่แหละ

ฟิล ย้ายมาอยู่กับ  Great Wall   ในช่วงก่อนที่  covid 19 จะระบาดในจีนแปปเดียว และใครจะคาดคิดว่า เขาจะแสดงผลงาน ใน   Haval H6   เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ออกมา

รถรุ่นที่เราสัมผัสในวันนี้ เป็นรุ่นท๊อปสุดของ  Haval H6 Hybrid  ที่เรียกว่า รุ่น   Ultra  ,ฟิล ได้จับเอาสไตล์จากยุโรป มาไว้ในรถคันนี้อย่างน่าสนใจ

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra

H6 Hybrid   เริ่มต้น นำเสนอ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ มองไกลๆ อาจจะนึกว่ารถหรูราคาแพง ขับตามหลัง รุ่นนี้ ให้ล้อ อัลลอยขนาด 19  นิ้ว มาพร้อมยาง Good Year  Efficiency Grip SUV  

เส้นสายทางด้านหน้า ไฟหน้ามีขนาดเรียวเล็ก ทำให้ ผมแอบนึกถึงเจ้า   Chevrolet Captiva   ตัวก่อนอยู่บ้าง เมื่อมันผสานเข้ากับกระจังหน้าใหม่ รถดูมีความหล่อในแบบหรูหรา

ทางด้านบน ก็จะมีราวหลังคามาให้ ในรุ่นนี้ จะมี  หลังคาพาโนรามิค ซันรูฟมาให้ใช้ด้วย ด้านข้างให้เส้นสายเรียบๆ ไม่ได้เน้นรายละเอียดมาก เป็นแนวทางที่รถหรู ระดับ พรีเมี่ยม หลายรุ่น ชอบทำกัน

ตบเท้ามาที่ด้านหลัง  H6 ไฮบริด นำเสนอ งานออกแบบด้วยไฟท้าย สไตล์ Cross Taillight   หรือ ไฟท้ายที่เชื่อมต่อกัน ระหว่างทางด้านซ้าย และ ด้านขวาของตัวรถ  มันมาพร้อมฝาท้ายไฟฟ้า

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra

อักษรตราสินค้า ถูกวางห่างๆ และมีแถบโครเมียม ทั้งหมด ดูแล้วเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่กลับดูลงตัวไม่น้อย

สิ่งที่ทำให้  Haval H6 Hybrid   ดูโดดเด่น ขึ้นมาจริงๆ คือ ตัวรถที่มีขนาดใหญ่กว่า  SUV   ในระดับคอมแพ็ค  ด้วยกันมากเป็นพิเศษ ตัวรถมีความยาว 4,653 มม. กว้าง 1,886 มม. สูง 1,724 มม. ระยะฐานล้อ มีความยาว 2,738 มม.  ถือว่า เป็นขนาดที่ค่อนข้าง จะใหญ่กว่า  C- SUV   ทั่วๆไป ไม่น้อย

เปิดประตู มาภายใน เจ้าอเนกประสงค์ผู้ดีจีน นำเสนองานออกแบบที่ดูทันสมัย หรูหรา และมีความพรีเมียม ตั้งแต่แรกสัมผัส เริ่มจากงาน ออกแบบภายใน แบบ ทูโทน และ การให้ทริมตบแต่ง สี  Rose Gold   บางคนอาจจะชอบ แต่จริตคนไทย กลัวทำเลอะเทอะ และ ดูแลยาก อาจอยากได้สีดำมากกว่า ซึ่งมีในรุ่น Pro   แต่ไม่มีรุ่น   Ultra   

ตรงหน้าคนขับ ผมไม่ถูกใจ ชุดพวงมาลัย สักเท่าไร รู้สึกว่า มันดูโบราณไปหน่อย น่าจะทำให้ดูทันสมัยมากกว่านี้ กริปพวงมาลัย ก็ค่อนข้างเล็ก ราวกับขับรถเก๋ง ไม่หนาเท่าที่ควรเป็น ขนาดวงพวงมาลัยที่ให้มา ถือว่ากำลังดี  ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป

ตรงหน้าคนขับ เรือนไมล์ที่ดูคุ้นเคยเปลี่ยนเป็นชุดจอ  Multi Information Display   ขนาดใหญ่ มีความกว้าง 10 นิ้ว ลูกเล่นก็มีเพียงการบอก การหมุนเวียนพลังงาน และ ความเร็วที่เราใช้ ลูกเล่นแพรวพราวในระดับหนึ่ง อาทิ เราใช้ความเร็วสูง จะเปลี่ยน ตัวเลข เป็นสีแดงบอกค่าความเร็ว เมื่อเราขับเร็ว และ ในยามขับปกติ ระบบความปลอดภัย จะโชว์ สิ่งที่ตรวจจับได้ ที่หน้าจอกลาง  เป็นรูป และ เลนถนน ที่เรากำลังขับขี่ เช่น ถนน 3 เลน มีรถ บรรทุก ทางซ้าย และ รถเก๋งทางขวา ในรูปแบบ 3 มิติ เป็นไฮไลท์ เด็ด ที่ทำให้ รถคันนี้ ดูน่าใช้ขึ้น ในความรู้สึก

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra
เบาะนั่งตอนหลัง ถือว่มีพื้นที่ในการโดยสารที่กว้างขวางในการใช้งานพอสมควร

จอข้อมูล ขนาดเล็ก ทำงานกับระบบ   HUD (Head Up Display)  บอกข้อมูลบนกระจก และมีความชัดเจนในการให้ข้อมูล ค่อนข้างมากพอสมควร  

เหลียวไปตรงกลาง เป็นหน้าจอเครื่องเสียง ทาง  Haval   เรียกว่า   Intelligent Multi Media  Touch Screen    ในรุ่น  Ultra   ที่เราขับวันนี้เป็นขนาด 12 นิ้ว รุ่น  Pro   จะลดขนาดเหลือ 10   นิ้ว (แต่ก็ยังถือว่าใหญ่พอสมควร)  เมื่อเทียบกับรถรุ่นอื่นที่ให้มา ในสไตล์เดียวกัน

ชุดจอนี้ใช้ทำงานหลายอย่าง ทั้งควบคุมระบบปรับอากาศ , เครื่องเสียง และการเชื่อมต่อ รวมถึงข้อมูลต่างๆ ในการขับขี่ แม้แต่ กระทั่งการปรับโหมดการขับขี่ และเซทค่าความปลอดภัยต่างๆ ก็อยู่ในหน้าจอนี้ ทั้งหมด ก็เพื่อลดการจัดวางชุดปุ่มไว้ให้เกะกะสายตา นั่นเอง

ฟังดูแล้ว ก็เหมือนว่า จะใช้งานได้อย่างสะดวก พอสมควร แถมชุดเมนู ก็เป็นภาษาไทยแล้วด้วย แต่เมื่อเราเริ่มออกเดินทางขับรถคนเดียว เอาตามความจริง มันยังไม่สะดวก เท่าที่ควรสักเท่าไรนัก

ลองจินตนาการว่า คุณขับรถไป แล้วคิดว่าจะปรับรถไปเป็นโหมดสปอร์ต เพื่อซิ่งทำเวลา ในขณะที่คุณจิตใจกำลังว้าวุ่น ต้องมานั่งกดที่จอ เฮ้ย!! ไปโหมด  สปอร์ต  อยู่ตรงไหน แล้วต้องควานหาอีกหน่อย มันคงไม่ใช่เรื่องสะดวกสักเท่าไร กลายเป็นว่าจะอันตรายอีกต่างหาก

แต่ทาง  Haval   ก็บอกว่า แม้ว่า เมนูจะซับซ้อน แต่ ทั้งหมด เพื่อต้องการให้ลูกค้าใช้การสั่งงานด้วยเสียง ให้มากขึ้น ข่าวดีคือ ระบบสั่งการด้วยเสียงของ   Haval   ค่อนข้างเจ๋ง ในระดับหนึ่ง คุณสามารถพูดภาษาไทย สไตล์บ้านๆ กับมัน ก็สามารถตรวจจับและเข้าใจได้สบายๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่มากับรถ

ชุดคำสั่ง  Trigger  หากคุณเป็นเจ้าของรถ Haval H6 Hybrid   แล้ว สามารถใช้การเรียกขื่อรถได้เลย เช่น สมมติ รถชื่อแมวเซา เราก็ขานเลย “แมวเซา ปรับ อุณหภูมิ 25 องศา” แบบนี้รถก็จัดการให้ได้ทันที

เรื่องนี้เป็นไปได้ เพราะ Haval   ใส่ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ   Ai  เข้ามาในรถ เพื่อตรวจจับและคาดการณ์สิ่งที่เราจะสื่อสาร 98% และยังมีชุดคำสั่งต่างๆ มากมาย ที่เล่นกันไม่หวาดไหว ตั้งแต่เปิดกระจก ปรับโหมดแอร์ เปลี่ยนฟังชั่นระบบความบันเทิง ไปจนถึงในอนาคต สามารถสั่งการ ให้เปิดข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านได้ด้วย ถ้าต้องการ

แต่ คุณ น่าจะพอสังเกตได้ว่า   Haval   ตกไปเรื่องหนึ่ง คือ เขาไม่ทำให้มันปรับโหมดการขับขี่ได้ด้วยเสียง ทำให้ ยังต้องกดอยู่ดี จนผมอยากแนะนำ ให้  Haval  ลองเอาไปพิจารณา อยากซิ่ง สามารถสั่งด้วยเสียง อาจจะเป็นคำที่คนไทยชอบใช้ ที่แสดงถึงการเร่งรีบ เช่น ฮาวาล ต้องรีบ , ต้องซิ่ง ,เมียโกรธ ,ช้าแล้ว พูดแล้ว พี่เข้าโหมด สปอร์ตปรับค่าพวงมาลัยให้เลย  แบบนี้น่าสนใจ

เพียงแค่ยังไม่ใช่กับในวันนี้

พูดถึงความชาญฉลาดไปพอตัว  Haval   เขาก็ไม่ลืมที่จะใส่ปุ่มต่างๆ มาให้บ้าง ปุ่มต่างๆที่มีในรถ เรียกว่า เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะต้องใช้จริงๆ เช่น ปุ่มควบคุมแอร์ และ กล้อง 360 องศา เพื่อใช้งานในระหว่างการขับี่เป้นต้น

ตัวคอนโซลกลางออกแบบมาเป็น 2 ชั้น สามารถวางของได้เยอะพอสมควร มันมาพร้อมกับ คันเกียร์ไฟฟ้า ใช้การเลือกเกียร์ด้วยการหมุน

ในภาพรวม ผมรู้สึกว่า ห้องโดยสารรถคันนี้ ดูค่อนข้างสะอาดตา พรีเมี่ยม แทบจะเรียกว่า สะอาดที่สุด ตั้งแต่เคยเห็นมา ทั้งหมดนั้นก็แลก มาพร้อมความซับซ้อนในการใช้งานบ้าง

ทางด้านความสะดวกสบาย Haval H6 Hybrid Ultra นำเสนอเบาะนั่งที่ออกแบบมาตามหลักสรีระศาสตร์  ตัวเบาะต้องยอมรับว่า มีขนาดค่อนข้างจะใหญ่ พอสมควร โดยเฉพาะส่วนของพนักพิงหลัง สัมผัสให้ค่อนข้างสบาย

จากที่นั่งขับขี่ยาวๆ ผมกลับรู้สึกว่า ตัวเบาะกลับให้ที่รองนั่งมาค่อนข้างสั่นไปหน่อย ทำให้คนตัวใหญ่ จะรู้สึกทันทีว่า ทำไมให้ที่รองนั่งมาค่อนข้างสั้นจัง  ทั้งๆ ที่ ตัวรถค่อนข้าง จะ มีขนาดใหญ่

ตัวเบาะให้การปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ติดปลายนวดด้วยที่ดังหลังมาด้วย แถมตัวเบาะ ยังออกแบบมาให้ระบายอากาศจากชุดเบาะได้ดี ทำให้นั่งแล้วไม่หลังเปียก ยามขับรถนานๆ เป็นส่วนที่ค่อนข้างจะดีพอสมควร

ขณะที่การโดยสารตอนหลัง ก็ยังคงพบปัญหาเดียวกัน กับเบาะนั่งหน้า คือ ที่รองนั่งดูจะค่อนข้างสั้นไปสักหน่อย  ทำให้นั่งแล้วรู้สึกว่า มันน่าจะสบายได้มากกว่านี้อีก เรื่องพื้นที่วางขา ก็ต้องยอมรับว่า มีเหลือเฟือ  พนักพิง มีระดับเดียว

การอำนวยความสบายในการโดยสารไม่หวือหวา มีช่องแอร์ตรงกลาง รวมถึงที่ชาร์จ  USB   มาให้แล้ว และ ที่มีพักแขนมาให้ พร้อมที่วางแก้วน้ำในตัว

เบาะหลังก็เฉกเช่น  SUV   ทั่วไป สามารถปรับพับได้ในอัตรา 60/40  ช่วยในการเปลี่ยนการโดยสาร เป็นอำนาจบรรทุก เมื่อต้องการจะใช้งาน

จะว่าไป จุดขายหลักของรถรุ่นนี้อีกข้อก็คือว่า มันมาพร้อมกับพื้นที่สัมภาระขนาดใหญ่ ทาง GWM  เผยว่า สามารถ ใส่ถุงกอล์ฟได้หลายใบพอสมควร เมื่อมองพื้นที่อันกว้างขวาง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมไม่ทำ 7 ที่นั่งมาขาย

ประเด็นมันอยู่ที่แบตเตอร์รี่ไฮบริด มาวางไว้ทางด้านหลังตรงนี้ ทำให้ ไม่สามารถติดตั้งเบาะแถวที่ 3 ให้กลายเป็น 7 ที่นั่งได้

การวิศวกรรม

พูดถึงเรื่องการออกแบบ ความสะดวกสบายไปแล้ว เราต้องมาดูการวิศวกรรม ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของรถคันนี้กันสักหน่อย

ฮาวาล ได้พัฒนา ให้  Haval H6 Hybrid  เป็นรถที่พรั่งพร้อมในการขับขี่ เริ่มจากโครงสร้างหลัก หรือ  Platform  เป็น แพลทฟอร์มล่าสุด ที่เรียกว่า   GWM Lemon  พัฒนาออกมาเป็นลักษณะของ   Modular Platform  สามารถ ยืดขยายได้ตามต้องการ ตั้งแต่รถขนาดเล็ก ไปจนถึงรถระดับ A- D Sgment   

จุดเด่น ของโครงสร้างนี้คือการพัมนาตัวถังรถ ด้วยเหล็กที่มีความแข็งแรงสูง ในระดับ  Ultra High tensile โครงสร้างใช้เหล็ก 1500 Mpa   มากกว่า 70%  ของตัวถัง เป็นเหล็กแบบที่ใช้ทำผิวเรือดำน้ำ

ผมแอบแซวว่า “แสดงว่ารถคันนี้ดำน้ำได้สิ” ทีมงานถึงกับหันขวับ พร้อมยิ้มๆ ว่าเป็นนัยๆ ว่า “ไม่ใช่ เฟ้ย”

และมีใช้เหล็ก ที่มีความแข็งแรงที่สุด 2000  MPa   เพื่อให้ ทั้งความแข็งแรง ลดการบิดตัวขณะขับขี่

รวมถึง ประเด็นสำคัญอีกประการ คือความเบาเชิงโครงสร้าง ทำให้ รถมีความสามารถในการขับขี่เพิ่มขึ้น ลดภาระ การทำงานของระบบขับเคลื่อน มันทำให้รถประหยัดน้ำมันมากขึ้น ปล่อยไอเสียน้อยลงด้วย

ประเทศไทย เป็นประเทศแรกที่ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริด ส่วนหนึ่ง ก็มาจากความเข้มงวด ของมาตรฐานไอเสียในบ้านเรา  ที่มีประเด็นอีกด้านทางด้านการจัดเก็บภาษี สรรพสามิต ของภาครัฐบาล

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra
ด้วยรูปลักษณ์ของ Haval ถ้าไม่บอกว่ารถจีน คงคิดว่า รถอเมริกา หรือ รถยุโรปมากกว่า

GWM  ตัดสินใจ ส่งเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จที่ประจำการเดิม เข้ามาประกบ กับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้พลังขับขี่ ที่เหมาะสมมากขึ้น

ตัวเครื่องยนต์เอง มีกำลังขับ150 แรงม้า สูงสุด ที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,000 รอบต่อนาที

คู่หูใหม่ มอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลังขับค่อนข้างสูงพอตัว ถึง 177 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร 

ทั้งคู่ติดตั้งเข้ากับชุดเกียร์ใหม่ ที่เรียกว่า   Dedicated Hybrid Transmission หรือ DHT ชุดเกียร์นี้เรียกว่า เพิ่งพัฒนาเสร็จ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา และเพิ่งเปิดตัวในจีนไปหมาดๆ

รายละเอียดทางเทคนิคของเกียร์   DHT   นี้ เบื้องต้นเท่าที่ข้อมูลชุดเกียร์นี้ 0ะมีการส่งผ่านกำลัง  2  ฝั่ง ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าไปขับเคลื่อนล้อ

ทางฝั่งเครื่องยนต์ จะเป็นเกียร์ 2  สปีด แบ่งเป็น   Low Speed กับ High Speed   ส่วนทางฝั่งมอเตอร์ไฟฟ้า ดูเหมือนจะมีเพียง  Speed  เดียว และส่งผ่านลงเฟืองท้าย

ความพิเศษของระบบนี้ ทำให้ระบบไฮบริด สามารถปรับได้หลายแบบตามความเหมาะสมในการทำงาน

จากการเปิดเผยข้อมูลของทาง   GWM   ระบุว่า ระบบไฮบริดของ ฮาวาล สามารถทำงานได้  2 รูปแบบ คือ ระบบไฮบริดแบบคู่ขนาน และทำงานแบบอนุกรม  ระหว่างกัน

เผื่อใครที่ยังใหม่มากับ รถยนต์ไฮบริด อธิบายให้ฟังง่ายๆ แบบนี้

ระบบไฮบริด อนุกรม ทำงานโดย นำระบบแบบหนึ่งเชื่อมต่อกับอีกระบบที่ความแตกต่างกัน ในการนี้ การขับเคลื่อนที่ทาง ฮาวาล นำมาใช้ เป็นวิธีการนำเครื่องยนต์ปั่นไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี และ ใช้ไฟจากแบตเตอร์รี่ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้ากำลังคิดว่า มันคล้าย นิสสัน อีพาวเวอร์ ก็ไม่แปลกอะไรครับ

ส่วนระบบไฮบริดแบบคู่ขนาน จะทำงาน โดยให้เครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน ใน H6 Hybrid   ใช้เมื่อ ขับด้วยความเร็วสูงเท่านั้น และคุณต้องการอัตราเร่ง เพิ่มขึ้นไปอีก ระบบจะทำงานแบบนี้

การทดลองขับ

ตั้งแต่ฟังสเป็คมา เห็นรถ ผมก็คิดเดาไว้ 30-40 % ก่อนลองขับว่ารถคันนี้ต้องไม่ธรรมดา ยิ่งทาง ฮาวาลลั่นว่า ไม่สนใจในเรื่องการตอบรับจากลูกค้า เพราะ อยากขายของมีคุณภาพ ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่เปิดตัว จนมีคนแช่งชักหักกระดูก

แนวทางผมว่าก็ชัดเจนว่า ฮาวาล ตั้งใจพลิกความเชื่อคน ที่มีต่อรถยนต์จีน ยิ่งตอนมาสัมผัสรถจริงๆ รู้สึกว่า การประกอบทำได้ดีมาก และดูอารมณ์ ทำให้ผมนึกถึงวันวาน ของ  Chevrolet   ที่ทำรถออกเน้นคุณภาพ ในราคา ที่ใครก็จับต้องได้

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra สีน้ำเงิน

วินาทีตื่นเต้นเกิดขึ้น ผมนั่งหลังพวงมาลัยพร้อมทำ รีวิว Haval H6 Hybrid รถคันนี้กำลังจะพาผมพบประสบการณ์ใหม่ สัญญาณธงปล่อยขบวน โบกสะบัด รถทุกคนออกเดินทางบ่ายหน้า สู่ ศรีราชา สนามทดสอบ ปลายทางของเรา

ตอนออกจากโรงแรมย่านสุขุมวิท ผมเห้นคันหน้าที่ขับโดย น้องพล จาก  Pantip   คงเผลอ จะกดคันเร่งไปหน่อย รถออกตัวสะบัดเล็กๆ พร้อมเสียงเอี้ยดอ้าดของยาง พากรีดร้อง วิ่งหน้าตั้งออกไปบนถนนสุขุมวิท

ความรู้สึกนั้นที่เห็น เฮ้ย รถมันมีกำลังมากขนาดนั้นเลยหรอ จนผม ลองเหยียบคันเร่งเท่านั้น แหละ แค่ครึ่งคันเร่งยังออกตัวหน้ายก วิ่งหน้าตั้งเบาๆ จนรู้สึกประทับใจ

ช่วงระยะทางสั้นๆ  6-7   กิโลเมตรแรก เราวิ่งยาวไปแยกบางนา ช่วงนี้การจราจรติดขัด เล็กน้อย การไหลๆไปตามการจราจร รถหนาแน่น

ผมรู้สึกทันที ว่ารถฮาวาลค่อนข้างคันใหญ่กว่าที่คิด จนเลนบนถนนสุขุมวิท ดูเล็กไปในทันตา ยิ่งเราจอดข้างพี่น้องกันเองที่มาร่วมก๊วน รถมอเตอร์ไซค์ ผ่านไปได้ลำบากสักหน่อย

ด้านทัศนวิสัยในการขับขี่ จัดว่าค่อนข้างดีมาก กระจกบานค่อนข้างใหญ่ ทั้งบานหน้าและบานข้าง เสา  A  มีขนาดไม่ใหญ่มาก และก็ไม่เล็กจนเกินงาม ดูไม่แข็งแรง กระจกมองข้าง มีขนาดใหญ่พอสมควร ให้ทัศนวิสัยชัดเจนดี แม้ว่าท่านั่ง อาจจะเอนช่วงก้นลงด้านหลัง เล็กน้อย

การขับเคลื่อนความเร็วต่ำ ทั้งหมดใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถออกตัวเร็ว และบางจังหวะ ถ้าคุณเผลอ ตะบันคันเร่ง ล้อ 19 ก็สามารถเอี้ยดอ้าด จนคนเดินถนนอาจมองเป็นสายตาเดียวกัน ว่า จะซิ่งไปไหน

การเป็นระบบไฮบริด บางคนอาจจะสงสัยว่า มีโหมดขับด้วยไฟฟ้าล้วนไหม ก็ต้องขอแสดงความเสียใจว่า รถคันนี้ไม่มีโหมดขับไฟฟ้าล้วนมาให้ใช้งาน ระบบจะจัดการเองทุกอย่างให้ไม่ต้องมาวุ่นวายใจ

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra สีน้ำเงิน

พอใช้ความเร็วขึ้นมาสักหน่อยตอนออกถนนบางนาตราดช่วงแรก ก่อนขึ้นบูรพาวิธี ความเร็ว   70-80   ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์ติดขึ้นมาช่วยในการทำงาน แต่อาการคันเร่ง ยังต่อเนื่องดีอยู่

GWM   อธิบายว่า ในช่วง ดังกล่าว จะเป็นการทำงานในรูปแบบ  Series Hybrid  เครื่องยนต์ทำงานเพื่อปั่นไฟฟ้า เข้าแบตเตอร์รี่ไปขับมอเตอร์ ไม่ได้ขับลงล้อโดยตรง ทำเช่นนี้เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้า มีไฟฟ้าพอในการใช้งานในความเร็วสูง และตอบสนองในการขับขี่ได้ดีขึ้น และจะทำงานแบบนี้ไปจนกว่าผู้ขับขี่ จะใช้ความเร็วมากขึ้น เครื่องยนต์จึงขับตรงลงล้อ หรือไฟฟ้า อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อใช้ความเร็วต่ำลง ในโหมด EV  

หลังผ่านด่านจ่ายบัตร เราก็เข้าสู่ช่วงความเร็วเดินทาง ตลอดเส้นทาง ใช้ความเร็วไปเรื่อย 110-130   ก.ม./ช.ม. การตอบสนอง ในแง่อัตราเร่งของเครื่องยนต์ 1.5  ลิตรในการเดินทางค่อนข้างดี คุณเดินไม่เดินคันเร่งเยอะก็สามารถขับแซงรถคันอื่นได้อย่างสบายๆ

ถ้ากดมากกว่านั้น จะเข้าเป็น โหมด ไฮบริดคู่ขนาน ระบบ จะให้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วย เสริมกำลังขับเพิ่มเติม ที่จริงแล้ว ที่เครื่องยนต์ยังสามารถให้กำลังขับได้ดี ส่วนสำคัญ อยู่ที่  การให้เกียร์  2 สปีด   แบ่งเป็นจังหวะ   Low  กับ   High   ทำให้ ไม่ต้องทดเปลี่ยนเกียร์อย่างต่อเนื่อง

รีวิว  Haval H6 Hybrid Ultra สีน้ำเงิน

แต่ที่สังเกต จากการขับกลับในครึ่งหลังของการเดินทาง จังหวะ Low  จะใช้ยาวมา จนไปถึงความเร็ว   140-150   ก่อนที่ เครื่องยนต์จะทำงานในจังหวะ   High ช่วงเปลี่ยนเกียร์ จะมีอาการวูบเล็กๆ เหมือนเราโยกเปลี่ยนเกียร์ช้าอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร

ที่น่าชื่นชมจากใจ คือการต่อเนื่องของชุดเกียร์นี้ ค่อนข้างจะนุ่มนวล อาการกระด้าง สะดุ้งสะท้านแทบไม่มีเลย  เรียกว่า การเปลี่ยนเกียร์ และการตัดต่อระบบทั้งหมด ค่อนข้างจะเป็นไปในแนวทางนุ่มนวล ไร้รอยต่อ เนื่องจากมอเตอร์ และเครื่องยนต์ ขับบนชุดเกียร์เดียวกัน

ขับมาสักพัก มาดูเรื่องการควบคุมและช่วงล่าง ทาง  GWM   วางแนวทางให้มันเป็นรถขับสบาย มั่นใจ อาการของช่วงล่าง ค่อนข้างจะกระเดียดไปในทางเฟิร์มนุ่ม ผิดกับบุคลิกระบบขับเคลื่อนที่ห้าวหาญ กด เป็นพุ่งเหยียบเป็นมา  

อาการช่วงล่างคนละเรื่อง มั่นขับสบาย นั่งดีจนน่าแปลกใจ โช๊คตอบสนองเร็ว ช่วงยุบไม่มาก คืนตัวเร็ว และแข็งในระดับหนึ่ง เพียงแค่มันไม่ได้ แข็งมาก จนนั่งไม่สบายสะดุ้งสะเทือน นับเป็นส่วนผสมที่อาจจะเรียกว่าแปลก เมื่อคิดว่า ใต้ฝากระโปรงรถคันนี้มีกำลังขับมากถึง 243 แรงม้า และแรงบิด 530 นิวตันเมตร ก็เป็นส่วนผสมที่แปลกๆ เหมือนกันในความรู้สึก จนบางคนที่ชอบขับเรถเร็ว จะพูดไปในทำนองเดียวกันว่า รถควรมีช่วงล่างที่เฟิร์มกว่านี้

กลับกันในมุมมองผม กลับรู้สึกว่า แม้ว่า นี่จะเป็นส่วนผสมที่แปลกก็รู้สึกดี

คล้ายคุณไปอีเกีย แล้วมาเจอ มีทบอล สวีเดน ที่ต้องทานคู่กับซอสราสเบอร์รี่  ช่วงแรก คุณอาจจะเกาหัวนิดหน่อย แล้วมึนๆ กับความคิดของคนไวกิ้ง จนกระทั่งได้ลิ้มลอง เสียบมีทบอลเข้าปาก รสชาติมันหิมนุ่มชุ่มฉ่ำมีความหวานอมเปรี้ยวปลายลิ้น แล้วก็สบถว่า เออเข้าท่า

เรื่องนี้ก็เช่นกันกับ  Haval H6 Hybrid  รถที่แรงมาพร้อมช่วงล่างเฟิร์มนุ่ม ไม่น่าจะเข้ากัน ความจริงคือ คนทั่วไป คงไม่ขับรถคันนี้ซิ่งมันทุกวัน เพียงแค่จะขับรถคันนี้เร็วบ้างในจังหวะสำคัญ โดยเฉพาะมีธุระด่วน ปกติทั่วไป ขับแบบปถุชนคนธรรมดา

อาการที่หลายคนติงและผมเองก็เจอ เวลาขับเจ้านี่ ด้วยความเร็ว ตัวรถจะออกอาการโยนๆสักหน่อย ส่วนหนึ่งมาจากความสูงของรถในสไตล์  SUV  ทำให้มันมีจุดศูนย์ถ่วงสูง มีความโคลงตัวค่อนข้างมาก จังหวะอย่างเวลาโยกเปลี่ยนเลน ที่ความเร็ว 140-150 ก.ม./ช.ม. ท้ายรถ จะมีอาการสะบัดเล็กๆ หรือถ้าคิด จะขับปาดไปมา ถ้าใช้ความพวงมาลัยมากก็จะทำให้รถโยน ก็เท่านั้นเอง

ทางด้านการควบคุม พวงมาลัยของ รถคันนี้ มี 3 โหมดให้เลือก คือ เบา,สบาย และ สปอร์ต

  • โหมดเบา จะเป็นโหมดที่พวงมาลัยมีน้ำหนักเบามือ ไม่มีระยะฟรี การตอบสนองเร็ว ทำให้ควบคุมง่ายดาย โดยเฉพาะในเมือง  ที่อาจจะต้องการความคล่องตัวในการขับขี่
  • โหมดสบาย ออกแบบมาให้ น้ำหนักเบามือ คล้ายๆ กับ โหมดเบาเพียงแต่เพิ่มระยะฟรีพวงมาลัยมากขึ้น เหมาะกับเวลาขับอยากชิล เผลอคัดพวงมาลัยรถจะไม่เปลี่ยนทิศทาง
  • โหมดสปอร์ต ในความรู้สึกส่วนตัว มันคล้ายโหมดเบา ที่มีน้ำหนักมากขึ้น แต่ยังไม่มากพอให้รู้สึกว่ามันสปอร์ต

นั่นทำให้เวลาขับขี่ในค่าปกติที่รถให้มา จะเป็นโหมดเบา จะรู้สึกว่ารถมีความคล่องตัวสูงมาก หักพวงมาลัย วิบวับ โยกซ้ายโยกขวาสนุกสนาน ในการขับขี่ในเมือง น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อขับทางไกล อย่างที่เราอยู่บนทางด่วน บูรพาวิถีในวันนี้ การควบคุมรถที่ว่องไว ไป ให้ความไม่สบายใจบางจังหวะ เอาดีที่สุดขับชิลด้วยความเร็ว โหมดสบาย คือสวรรค์ ของการขับขี่มากกว่า

แต่ปัญหาคือว่า การจะปรับโหมด พวงมาลัย หรือ โหมดการขับขี่ ต้องเข้าไปในเมนูหน้าจอ ซับซ้อนพอสมควร  และไม่แนะนำให้ทำในระหว่างการขับขี่ เพราะต้องละสายตา มาเล่นชุดจอ ใช้เวลาหลายวินาทีอยู่

เรื่องนี้ผมได้แจ้ง ทางฮาวาลไปแล้วว่า โหมดการขับขี่ และโหมดพวงมาลัย น่าจะทำให้ปรับได้เร็วกว่านี้ เพราะลูกค้า อาจจะต้องการปรับในระหว่างการขับขี่ สมควรจะปรับให้อยู่ในจุดที่หา หรือเข้าถึงง่าย ดีที่สุดทำเป็นปุ่มแยกมาต่างหาก

ผมเองได้รับแจ้งกลับมาว่า มันจะมีส่วนที่เรียกว่า เมนูโปรใช้งานบ่อย สามารถเข้าถึงได้ใน 3 ขั้นตอน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องมาดูกันในคราวหน้าว่า มันจะใช้งานได้ดีไหม

ส่วนความประหยัดวันนี้เอาตามหน้าจอ ที่ขึ้นไปก่อน ขับจากโรงแรมย่านสุขุมวิท ไปยังสนามทดสอบ ความเร็วที่ใช้อยู่ที่ 100-130 ก.ม./ช.ม. เลือกเอาช่วงนี้มาบอก เพราะว่า เป็นการขับในรูปแบบขบวน รถทุกคัน น่าจะใช้ความเร็วไม่ต่างกันมาก  อัตราประหยัด บนหน้าปัด อยู่ที่ 6.6 ลิตร /100 กิโลเมตร หรือ ราวๆ 15.15 กิโลเมตรต่อ ลิตร เรียกว่า ประหยัดมากๆ ในระดับที่น่าพอใจ

เรากำลังพูดถึงรถคันโต น้ำหนักราวๆ 1.7 ตัน ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 243 แรงม้า และขับด้วยความเร็วเดินทาง ปกติแบบปถุชน โดยเทคโนโลยีไฮบริดปกติ ไม่ต้องมาเสียบปลั้กชาร์จ ส่วนตัวผมค่อนข้างประทับใจในเรื่องนี้

เทคโนโลยีล้นคัน ฉลาดล้ำเกินใคร

มาถึงสนามทดสอบ ทาง  GWM   ได้จัดรูปแบบการทดสอบไว้ทั้งสิ้น 4 รูปแบบด้วยกัน โดย ชูจุดเด่นของรถ หลักๆ จับจุดที่เรื่องความล้ำสมัยมากกว่า ซึ่งรถในระดับเดียวกันไม่มี  และให้มาตรฐานในรุ่น  Pro  มาเลย

อย่างแรก ระบบ Auto Reversing Assistance   หรือ ARA   ระบบนี้ จะทำการบันทึกเส้นทางขับขี่เดินหน้า เมื่อขับรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แล้วนำเส้นทางดังกล่าวมาใช้ เมื่อคุณเกิดต้องการถอยหลัง

ระบบจะนำเสน้ทางดังกล่างมาใช้ควบคุมทิศทางหักพวงมาลัย ระบบนี้เคยพบมาแล้วใน   BMW X5  ไม่เคยคิดว่ามัน จะมาอยู่ในรถอเนกประสงค์ ราคาที่จับต้องได้

สถานีต่อมา เป็นด่านทดสอบ ระบบจอดอัตโนมัติ ระบบนี้ก็เคยผ่านมือมาจากค่ายรถอเมริกัน งวดนี้ มันพัมนาขึ้น จากเดิมที่เราต้องเปลี่ยนเกียร์ และเบรกให้ รถแค่ จัดการเรื่องพวงมาลัย มาหนนี้ระบบสามารถจัดการ ได้ทั้งหมด เหมือนมีคนเอารถเข้าจอดให้

ความวิเศษ ไม่มีแค่นี้  ท่าจอดยังเพิ่มขึ้น ไม่เพียงจอดขนาน, จอดแนวลึก งวดนี้ ยังสามารถจอดในแนวทแยงก้างปลาได้ด้ว ยพียงแค่ เลือกในแนวลึก  ถ้ารถตรวจพบการจอดแนวเฉียงจะทำให้เอง

ท้ายสุด ระบบ Adaptive Cruise Control  สามารถใช้เพิ่มหรือลดความเร็วได้เอง ของ  GWM   ดูจะเหนือกว่าเล็กน้อย ในเรื่องของความนุม่นวลในการเบรก การกะระยะห่าง ของรถกับวัตถุ รวมถึง รถยังสามารถทำความเร็วได้จนถึงหยุดสนิท โดยที่ระบบไม่ตัดการทำงานไปเอง แค่ต้องกดคันเร่งออกตัวตาม ซึ่งก็ไม่ได้หวือหวาอะไรนัก ในความรู้สึกผม

อย่างไรก็ดีในขากลับก้มีโอกาส ลองระบบอื่นๆ อีกมากมาย ทั้ง ในส่วนของระบบเตือนการหลุดเลน เตือนการชนทางด้านหน้า ระบบอ่านป้ายจราจร เอาเป็นว่าอะไรที่คิดออก พวกมีมาให้หมดทุกอย่าง การเตือน จะใช้เสียงที่แตกต่างกันในแต่ละโหมด เพื่อ ให้ลูกค้ารู้ว่ากำลัง เจอกับปัญหาอะไร คล้ายอารมณ์ วอลโว่  อยุ่บ้าง

สรุป รีวิว Haval H6 Hybrid  ถูกจริตคนไทย เหลือแค่ราคา

ช่วงเดินทางกลับ ผมลองเหยียบรถคันนี้เต็มที่ เอาแบบติดปีกบินได้บินไปแล้ว การหวดเร็วๆ ทำให้รู้สมรรถนะรถคันนี้ว่าไม่เป็นสองรองใครจริงๆ มันดีกว่าที่คิดเยอะมาก

ถ้าจะให้เปรียบกับรถที่คุณๆ รู้จักในอดีต ผมว่า มันเหมือน รถ SUV   จากอเมริกัน ที่เลิกขายในไทยไปแล้ว ตัวเก่าก่อน ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กัน ขับสนุก มั่นใจ ช่วงล่างนั่งสบาย และหนนี้พกความประหยัดน้ำมันมาด้วย รวมถึงความชาญฉลาดในการใช้งานที่หลากหลาย 

ผมสบถกับตัวเองในช่วงท้ายการขับขี่ว่า นี่มันตรงกับสิ่งที่คนไทยคิด รถในอุดมคติทุกอย่าง ขาดเพียงแค่ ราคาต้องอยู่ในช่วงที่จับต้องได้ ราคาไม่แพง เท่านั้น ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า ฮาวาล จะเปิด ราคารถรุ่นนี้ มาเท่าไร ส่วนตัวจากประสบการณ์ ผมอนุมาณว่าจะมีราคาขายอยู่ที่ 1.2-1.3 ล้านบาท เป็นค่าตัว แย่สุดคือต้องไม่เกิน 1.4 ล้านบาท

นั่นเพราะคุณภาพรถคันนี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก เทคโนโลยีก็ครบ สมรรถนะการขับขี่ก็จัดว่าดี สไตล์การออกแบบก็ดูพรีเมี่ยม บอกได้เลยว่า ราคา ไม่ถูก อย่างที่คิดแน่นอน

แล้วข้อตีจากผมในรถรุ่นนี้มีอะไร บ้างหรือ

  1. ที่รองนั่งสั้น คนตัวใหญ่ โดยเฉพาะใครที่บั้นท้ายดินระเบิด อาจจรู้สึกว่านั่งไม่สบาย ที่จริง ควรจะมีที่รองนั่งยางกว่านี้อีกหน่อย
  2. เมนูการสั่งการบางอย่างที่จำเป็นยังลึกไป และ เข้าใช้งานไม่สะดวก เนื่องจากใช้การควบคุมจากชุดจอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
  3. น้ำหนักพวงมาลัย รวมๆ ยังติดเบาไปนิด โดยเฉพาะโหมดสปอร์ต น่าจะมีน้ำหนักมากกว่านี้หน่อย
  4. ไม่เคยคิดเลยว่า ต้องพูดคำนี้ ผมว่า เครื่องยนต์แรงไป กับกลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่อาจจะไม่ได้ต้องการรถที่มีสมรรถนะสุดโต่ง ขนาดนี้

จากที่ได้ลองขับ ผมอยากจะ รีวิว Haval H6 Hybrid Ultra ว่าดีเกินคาดกว่าที่คิด ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำให้หลายคนตะขิดตะขวงใจ คือราคาค่าตัว และศูนย์บริการ ที่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมสักที่ ยกเว้นที่ไปเปิดในห้าง ให้ลูกค้าได้เห็นรถกันตามที่ต่างๆ

ทั้งสองอย่างที่พูดนี้ จะวัดใจว่า หมู่หรือ จ่า เพราะ ตอนนี้หลังจากลองขับแล้ว ผมพูดตามตรงว่า รถคันนี้สอบผ่าน จริตคนไทย แน่นอนครับ

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง



Comments

comments