Bust Just Drive : Mercedes Benz  E350e  เสียบปลั้กชายกลาง.. การมาที่หอมหวาน

ตั้งแต่เมื่อปีหลาย ค่ายรยถนต์ดาวสามแฉก  Mercedes Benz   ดูจะตระหนักว่า พวกเขาควรจะหันมาเอาดีทางด้านรถยนต์แบบไฮบริดเสียบปลั้กหลังคู่แข่งเปิดตัวชูโรงผงาดมาแต่ไก่โห่ ในคราวนั้นพวกเขาส่งเก๋ง 2 รุ่นทำตลาดอย่างทันควัน ก่อนตามมาด้วยอเนกประสงค์อันเร่าร้อนระดับ 400 แรงม้า สู้รบปราบมือทั้งเพื่อนร่วมชาติและชาวไวกิ้ง

ปีนี้ขณะที่สถานการณ์หลายอย่างในประเทศไทยทำเอาคนไทยหนาวๆ ร้อนๆ เรื่องทิศทางเศรษฐกิจ แต่ทาง   Mercedes Benz   ก็ไม่หวั่นด้วยการแทนที่รถยนต์  Mercedes Benz  E Class  รุ่น  E220d   ที่ทำตลาดมาได้เพียงปีเดียวด้วยรุ่นเสียบปลั้กและเชื่อเลยว่าหลายคนคงอยากรู้ว่า เจ้าชายกลางน้องใหม่เสียบปลั้กจะดีสมคำล่ำลือหรือไม่ และคุ้มค่าหรือเปล่า

ตั้งแต่งานเปิดตัวแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดเสียบปลั้กที่ทาง  Mercedes Benz   เรียกว่า   “EQ” เมอร์เซเดส เบนซ์ อีคลาสใหม่ รุ่น E350 ก็กลายเป็นรถเนื้อหอมในกลุ่มตลาดหรูทันที

การแนะนำรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่เครื่องดีเซล ก็ไม่น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทางภาครัฐกำลังเดินหน้าเต็มสูบพยายามททำให้คนสนใจ คลอดจนผู้ผลิตรถยนต์หรือผู้ประกอบการก็ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย การหันเข็มไปหาทางด้านไฮบริดเสียบปลั้ก จึงดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งกอปกับเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าคุณภาพน้ำมันดีเซลไทยยังไม่เข้าขั้นสู้ยุโรป ก็ทำให้เป็นเหตุผลที่ดีของการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้

ตอนเจอครั้งแรกที่งานเปิดตัว ต้องยอมรับว่า   Mercedes Benz  E350e   ใหม่แทบไม่มีอะไรต่างจาก   Mercedes Benz   รุ่น   E220d  ที่เคนวางจำหน่าย เนื่องจากกการออกแบบทั้งหมดยังคงความเป็นสไตล์   E class   เดิมไว้อย่างเหนียวแน่นไม่มีอะไรบ่งว่า นี่คือรถยนต์ไฮบริดเสียบปลั้กเป็นจุดสังเกต ไม่ว่าจะด้านหน้าที่ยังคงใช้ไฟหน้าและกระจังหน้าเดิม เช่นเดียวกับรายละเอียดการออกแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเพิ่มเข้ามาตอบโจทย์ว่านี่คือความแตกต่างนะ..

จุดสังเกตว่ารถคันนี้จะเป็นรุ่นไฮบริดเสียบปลั้กหรือไม่ มีเพียง 2 จุด คือ 1.เบรกหน้าจะหันมาใช้ชุดคาลิปเปอร์สีฟ้า และอีกอย่างที่บอกได้ก็ไม่พ้นเจ้าช่องเสียบปลั้กที่อยู่ตรงกันชนท้ายรถ

รับกุญแจมาในวันที่ 2 ของการเดินทาง   Mercedes Benz  EQ Press Trip   เปิดประตูเข้าห้องโดยสารมาทุกอย่างยังแลดูเหมือนเดิม คล้ายกับที่เคยผ่านมือมาแล้วในรุ่น   E220d หน้าปัดที่ใช้การวางชุดจอยาวๆ ตรงหน้าคนขับ แบ่งจอเป็นช่วงละ 12.3 นิ้ว ตรงหน้าคนขับเป็นชุดมาตรวัดต่างๆ โปรแกรมให้สนองความเป็นไฮบริดมากขึ้นด้วยช่องดูสถานการณ์ขับด้วยไฟฟ้าล้วนหรือ  E Drive   จะอยู่ช่วงมาตรวัด ก่อนรอบเครื่องยนต์ และจังหวะการชาร์จของมอเตอร์ไฟฟ้า จะอยู่ในช่วงหลังรอบเครื่องสูงสุด ซึ่งดูเผินๆ ก็ไม่ต่างกันมาก แต่ไฮไลท์อยู่ที่การบอกว่าเครื่องยนต์ดับไปแล้วระยะทางกี่กิโลเมตร มันช่วยให้คุณจินตนาการออกว่า การใช้ไฮบริดประหยัดกว่าแค่ไหนกัน

การเปลี่ยนแปลงตรงหน้าคนขับ ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวทำให้เจ้าเสียบปลั้กต่างออกไป ตัวรถยังมาพร้อม 4 โหมดการขับขี่สามมารถเลือกใช้ได้โดดยกดปุ้มที่วางไว้ตรงคอนโซลกลาง ได้แก่ ค่าเริ่มต้นโหมด Hybrid   จะทำงานทุกครั้งทีเริ่มการขับขี่, E Mode  โหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน โดยไม่ใช้กำลังจากเครื่องยนต์ คล้ายคุณขับรถยนต์ฟ้า,E- Save   โหมดเก็บประจุไฟฟ้าที่อยู่ในแบตเตอร์รี่เอาไว้ใช้ในเวลาต่อไป และโหมด   Charge   ใช้กำลังเครื่องยนต์ในแบตเตอร์รี่ ระหว่างขับขี่ ซึ่งการเลือกใช้โหมดต่างๆ คุณยังจำเป็นต้องจัดการเองเหมือนเคย

ได้เวลาออกเดินทาง แมทช์นี้ ต้องยอมรับว่าเราอาจจะยังไม่ได้อะไรมาก เพราะการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางไกล ลงสู่จังหวัดกระบี่ ก่อนที่เราจะเข้าไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนเยาววิทย์ ที่พังงานในวันรุ่งขึ้น

ในช่วงแรกผมถือโอกาสลองนั่งตอนหน้ายาวๆ โดยมีเพื่อนสื่อขับให้โดยสารอย่างสบายในยามเช้า  การนั่งเขย่งขาใน   Mercedes Benz  E Class   กลายเป็นสิ่งที่เดียวที่ทำให้รถไม่รู้สึกสมราคาตามอย่างที่ควรจะเป็น การนั่งเขย่งขาที่เกิดขึ้น ก็มาจากการ เว้าช่วงพื้นที่วางขาหน้าคนนั่ง ทำให้คุณไม่สามารถเหยียดขาได้ รถบังคันให้คุณนั่งชันขาชันเข่าตลอดเวลา แม้ว่า การเลื่อนเบาะถอยหลัง อาจจะช่วยให้มีระยะมากขึ้น แต่ก็ยังมีอาการนั่งเขย่งขาอยู่ดี  

ไม่นานผมเปลี่ยนลงไปนั่งเบาะตอนหลังดูบ้าง ทาง Mercedes Benz  E Class นั่งสบายมากในตอนหลัง รถออกแบบมาให้ตอบสนองมีพื้นที่วางขา มากพอจนสามารถนั่งไขว่ห้างได้เลย น่าเสียดายการนั่งทางด้านหลังไม่มีลูกเล่นอะไรมาให้มากมายนัก มีเพียงช่องแอร์และที่วางแก้สน้ำมาให้ได้ใช้งานเท่านั้น ยังดีที่ตัวเบาะออกแบบมาหนั่งสบายรองรับแผ่นหลังในยามเดินทางได้ดี ตัวพนักผิงเอนพล้อยไปทางด้านหลังเล็กน้อย เป็นมุมจังหวะกำลังหลับมากพอที่คุณจะพักสายตาจากงานที่เหนื่อยล้า

ผมเฝ้าพระอินทร์ไปครึ่งชั่วโมงได้ ตื่นมาอีกที ก็พบพี่วิทิต จากเว็บไซต์  auto-thaialand.com   กำลังเลี้ยวซ้ายเข้าปั้มน้ำมันระหว่างเพื่อทำภารกิจส่วนตัว พี่วิทิตสั่งให้ผมมาขับแทนเป้นไม้สุดท้ายในระยะทางที่เหลือกว่า 100 กิโลเมตรโดยประมาณ ก่อนที่เราจะเปลี่ยนรถไปสลับขับรุ่นอื่นในบรรดาไฮบริดเสียบปลั้กที่มาแดนใต้ในครั้งนี้

ใต้เรือนร่างซีดานกลางตัวหรู  Mercedes Benz   ยกเอาเครื่องเคราของ   Mercedes Benz  C Class   รุ่น   C350e  มาประจำการใน Mercedes Benz  E Class  เสียบปลั้กคันนี้

เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และทำแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ปั่นมาตั้งแต่  1,200-4,000 รอบต่อนาที  พ่วงเข้ากับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสุงสุดเทียบเท่าเครื่องยนต์ 88 แรงม้า  ทำแรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร 

แต่เมื่อรวมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ จะกำลังเพียง 286 แรงม้า และทำแรงบิดสูงสุดเพียง 550 นิวตันเมตร กำลังขนาดนี้มีดีมากพอสำหรับความเร้าใจด้วยการออกตัว 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 6.2 วินาที ตามที่เมอร์เซเดสเบนซ์เคลม

กวาดพวงมาลัยออกจากปั้มได้เวลาลองของ ผมกดคันเร่งลงไปติดพื้นเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันทำงานโชว์หน่วยก้านที่มีดีไม่แพ้น้องๆ รถสปอร์ตในตลาด ด้วยอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม ที่ทางเมอร์เซเดสเบนซ์ เคลมว่าสามารถเร่งได้ภายในเวลา 6.2 วินาที อัตราเร่งขนาดนี้ดีกว่ารถสปอร์ตในตลาดบางรุ่น โดยเฉพาะพวกที่พิกัดไม่เกิน 300 แรงม้า อย่าหวังว่าจะได้เคี้ยวเจ้าดาวสามแฉกคันนี้

แถมด้วยการให้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ติดตัวมาด้วย ก็ช่วยเสริมให้อัตราเร่งที่เร้าใจยังนั่งสบาย คนขับรู้สึกอุ่นใจแม้ต้องทำความเร็วแข่งกับเวลา แต่คนนั่งหลังก็ยังนั่งได้สบาย ตอนช่วยเร่งเครื่องเต็มที่ รถไม่ออกตัวแบบกระโชกโฮกฮากมากจนเกินงาม มันมากพอจะให้ความรู้สึกนั่งจมเบาะ

ขับมาได้ไม่นานฝนแดนใต้ก็ทักทายมาชุดใหญ่  Mercedes Benz  E350e   ให้ความั่นใจทันทีด้วยระบบช่วงล่างที่ตูนมาในแบบสปอร์ตหากก็ยังสงวนท่าทีของความสบายในการเดินทางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น การเซทช่วงล่างแบบนี้ช่วยให้รถขับมั่นใจตลอดการเดินทาง

อันที่จริงช่วงล่างของ   E class   ออกแบบมาเพื่อความสบายในการโดยสารมากกว่า   C class  ทีผ่านมือมาเมื่อปีที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะยามผ่านหลุมบ่อ หรือถนนที่มีลักษณะขุรขระ การเก็บแรงสะท้านของเมอร์เซเดสเบนซ์   E Class   ตอบโจทย์มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

แถมในยามฝนตกแบบนี้ ช่วงฐานล้อที่ยาวกว่า และระยะระหว่างล้อหรือ   Track   ที่กว้างกว่า  ทำให้รถมีความได้เปรียบในการขับขี่  รถเกาะถนนค่อนข้างมั่นใจแถมในยามถนนแห้งแล้วต้องการใช้ความเร็ว ก็ยังสามารถขับได้ดีรถค่อนข้างนิ่งแม้ว่าจะใช้ความเร็วก็ตาม

ด้านระบบความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเทียบกับรุ่น  E220d  ทีเด็ดคงอยู่ที่ระบบ  Distance Pilot Distronic  ที่สามารถควบคุมความเร็วกะระยะแล้วประเมินความเร็วขับตามรถคันหน้าได้ ระบบนี้ต่างจาก  Adaptive Cruise Control   เล็กน้อย คือคุณต้องเปิดมันใช้งานเพิ่มเติมหลังจากเปิดการใช้งาน   Cruise Control หากเปิด   Cruise Control   แล้ว ไม่ได้บิดสวิทช์ปลายก้านระบบ  Cruise Control   ระบบนี้จะไม่ทำงาน 

ส่วนระบบช่วงจอด  Parking Pilot พร้อม  Active Park Assisted ไปจนถึงระบบควบคุมการทรงตัว ,ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค และ Adaptive Brake  แต่จะมีครบๆ ก็ต้อง รุ่น  Exclusive ขึ้นไป

 

Mercedes Benz E Class E350e นั่งสบายกว่าชัวร์ในราคากำลังเอื้อมถึง

ไม่นานก็มาถึงที่หมายปลายทางของการเดินทาง ตลอดระยะเวลาที่ขับมากว่า 100 กิโลเมตร แม้ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ของการเดินทาง ก็ต้องยอมรับว่า   Mercedes Benz  E Class , E350e  สนองตอบความต้องการได้อย่างแท้จริง

เรือนร่างหรูหราคือการตอบโจทย์ที่ทำให้   Mercedes Benz  E Class   น่าสนใจมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย มันเป็นรถความใฝ่ฝันครั้งหนึ่งของใครหลายคน และวันนี้เมื่อเป็นไฮบริดจิ้มปลั้กก็มีราคาถูกลง จนราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท หรือห่างจาก  Mercedes Benz  C350e  รุ่นท๊อปสุดเพียง 2 แสนบาทเท่านั้นเอง

ราคาที่เบียดแข่งกันมา เชื่อว่าหลายคนคงจะสนใจรถยนต์   Mercedes Benz  E350e   พอสมควร ผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า จะซื้อแบนซ์ต้องซื้อ E Class  ..ซึ่งก็อาจจะจริง เพราะมันดูภูมิฐานมากกว่า และเป็นซีรี่ย์ที่อยู่มายืนยงคงกระพันพอๆ กับ   S Class   เลยก็ว่าได้

หลังจากขับต้องยอมรับว่า   Mercedes Benz  E Class , E350e   น่าสนใจตรงความภูมิฐานที่มากกว่า และ มีความกว้างขวางสะดวกสบายในการโดยสารมากกว่า มันเป็นรถที่เหมาะทั้งคุณขับเอง หรือเบื่อรถติดกรุงเทพฯ ก็สามารถใช้มันเป็นลีมูซีนในการเดินทางได้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงมาสู่รุ่นไฮบริดเสียบปลั้ก ยิ่งทำให้  Mercedes Benz  E 350e   มีราคาถูกลงกว่าเดิม อย่างมากจากการสนับสนุนของภาครัฐบาลและแน่นอนเรื่องของภาษี  Co2  ก็ด้วย  แถมระบบไฮบริดเสียบปลั้กก็ตอบสนองศักยภาพในการขับขี่ดีกว่า ด้วยความสามารถในการขับไฟฟ้าล้วนในระยะ 33 กิโลเมตรแรก หากขับด้วย   E Mode  หรือโหมดไฟฟ้าล้วน

และคุณสามารถเอารถไปจิ้มเสียบปลั้กชาร์จที่ไหนก็ได้ตามต้องการ และในเวลานี้เมอร์เซเดสเบนซ์เอง ก็มีสถานีชาร์จไฟฟรีสำหรับลูกค้าให้บริการในหลายที โดยเฉพาะที่ศูนย์บริการของ  Mercedes Benz   ทุกสาขา

การใช้ไฟฟ้า ทำให้รถประหยัดมากขึ้น ใช้น้ำมันน้อยลง (แต่ไม่ใช้เลย)ส่วนจะประหยัดแค่ไหนในวันนี้ยังไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเป็นการทดสอบกลุ่ม ผลัดกันขับหลายมือ

Mercedes Benz  E350e เป็นรถที่เรารู้สึกว่า มันมาในนาทีที่เหมาะสม และเสริมความแข็งแกร่งให้   Mercedes Benz   ในการทำตลาดรถยนต์ไฮบริดเสียบปลั้กของพวกเขาให้จับใจลูกค้า โดยเฉพาะหมากเกมนี้   E Class   กลายเป็นดาวค้างฟ้าที่ไม่ว่าใครก็อยากได้ และวันนี้ราคามันก็ถูกลงมากกว่าเดิมพอสมควร แถมยังได้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จนเราอาจจะต้องพูดว่า นี่มันสมบูรณ์แบบที่สุดในตลาดเสียบปลั้กตอนนี้

เรื่องและขับทดสอบโดย ณัฐยศ ชูบรรจง

ติดตามผลงานนักทดสอบรถยนต์ได้ทาง    Facebook    และแฟนเพจของเขา   bonnreview

ชอบกดไลค์ใช่กดแชร์ ขอบคุณทุกกำลังใจสำหรับพวกเรา   ridebuster.com 



[ngg_images source=”galleries” container_ids=”214″ display_type=”photocrati-nextgen_basic_thumbnails” override_thumbnail_settings=”1″ thumbnail_width=”200″ thumbnail_height=”160″ thumbnail_crop=”1″ images_per_page=”20″ number_of_columns=”3″ ajax_pagination=”1″ show_all_in_lightbox=”0″ use_imagebrowser_effect=”0″ show_slideshow_link=”0″ slideshow_link_text=”[Show slideshow]” order_by=”sortorder” order_direction=”ASC” returns=”included” maximum_entity_count=”500″]

Comments

comments