ประเด็นยานยนต์ร้อนแรงสัปดาห์นี้ หนีไม่พ้น เหตุการณ์ Volvo EX30 ไฟไหม้ ต่อเนื่องหลายคนเริ่มติดตามเรื่องนี้ โดยเฉพาะการถูกหยิบยกขึ้นมาถกกลาง วง รายการ “โหนกระแส “
จนบางคนเห็น รถยนต์ Volvo EX30 มาจอดใกล้ๆ อาจเริ่มแหยง จะแจ๊กพอต เผารถเราด้วย หรือเปล่า
เรื่อง วอลโว่ EX30 อาจมีเหตุจนนำไปสู่การเกิดไฟไหม้ เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เมื่อวอลโว่ สวีเดน ตรวจสอบเหตุการณ์ในต่างประเทศ พบว่า เซลล์ในแบตเตอรี่แพ็ค ที่ผลิตโดยซัพพลายเออร์ Sunwoda อาจมีความเสี่ยงภาวะ Thermal Runaway ทำให้เกิดไฟไหม้
เบื้องต้นมีรถที่เข้าข่ายจำนวน 40,323 คัน ในไทยเข้าข่าย 1,668 คัน จึงออกประกาศเตือนทางด้านความปลอดภัย (Safety Notice) ให้ลูกค้ารับทราบพร้อมกันทั่วโลก
แนะนำและขอความร่วมมือเจ้าของรถ ชาร์จไฟแบตเตอรี่ไม่เกิน 70% และยังแนะนำให้ จอดรถไว้ภายนอกอาคาร เพื่อป้องกันเหตุการณ์วิกฤต
ย้อนมาในไทย ทันทีที่เกิดเหตุไฟไหม้ EX30 เคสแรก และเริ่มต่อเนื่องมาจนล่าสุดจากเดิมที่เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม วันนี้กลายเป็นประเด็นสังคมสนใจ

หลายคนอาจโฟกัสไปยังผู้ผลิต วอลโว่ ประเทศไทย แม้จะดูนิ่งเงียบ แต่ที่จริงพวกเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างที่หลายคนคิด
ผมและสื่อมวลชนหลายคน เคยมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารในงานแถลงข่าวประจำปี ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ทาง Ridebuster เป็นคนเปิดประเด็นไต่ถาม เรื่องการเรียกตรวจสอบความเสี่ยงไฟไหม้ Volvo EX30 กับ นาย คริส เวล ผู้บริหารของ วอลโว่ ประเทศไทย ทางผู้บริหาร ก็ยืนกรานชัดเจนว่า ไม่ได้นิ่งนอนต่อปัญหา
แต่การทำงานทุกอย่างมันต้องมีกระบวนการ ต้องใช้เวลา และทันทีที่พร้อมจะเรียกลูกค้า เข้ามาดำเนินการทันที
คริสเผยว่า ในไทยมีรถเข้าข่ายมีปัญหา1,668 คันเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นรถวางจำหน่ายล็อตแรกๆ
เขายืนยันหนักแน่น ว่า ถ้าชาร์จไม่เกินตามแนะนำ 70% จะลดความเสี่ยงเกิดเหตุไฟไหม้
และย้ำเรื่องนี้ทุกครั้งที่เขาตอบคำถาม ต่อสื่อไล่จี้ในประเด็นนี้ในมุมมองและความเป็นห่วงใดก็ตาม
เพราะสื่อเราทุกคนเข้าใจว่า ผู้บริโภคชาวไทยไม่เหมือนชาติใดในโลก ผู้ใช้รถระดับราคานี้ ย่อมคาดหวังความสมบูรณ์และความมั่นใจในการใช้งาน

เมื่อเกิดข้อจำกัดย่อมไม่พอใจ และอาจหมดความมั่นใจโดยเฉพาะ วอลโว่ มีชื่อเสียงทางด้านความปลอดภัยมานาน
การเสี่ยงไฟไหม้ย่อมกระทบความเชื่อมั่นลูกค้า และอาจรวมถึงผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ ของบริษัทในอนาคตด้วย
พอวันนี้สังคมให้ความสนใจ ผมจึงขอยืนยันอีกเสียง พวกเขาเร่งเต็มที่สุดความสามารถแล้ว
แต่เรื่องนี้มันเป็นเคสระดับโลก ด้วยจำนวนรถกว่า 40,000 คัน
มันไม่ได้หมายถึงแค่การผลิตแบตเตอรี่ใหม่อีก 40,000 ก้อนเท่านั้น แต่หมายถึงการต้องผลิตเซลล์แบตเตอรี่ใหม่จำนวนมาก นับแสนเซลล์ เพื่อมารวมเป็นโมดูล กลายเป็นแบตเตอรี่ลูกใหม่
ถ้านับจากวันที่ผมคุยกับผู้บริหาร มาจนวันนี้ที่จะเริ่มเรียกตรวจสอบในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้เป็นต้นไป
ก็ใช้เวลา 3 เดือนพอดิบพอดี ลองคิดตามครับว่า
หลัง Volvo ทราบปัญหา ติดต่อหาผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ตรวจสอบและแก้ไข ผู้ผลิตเคลียร์สายการผลิต ที่อาจมีงานอยู่ใน Pipe Line แล้วผลิตเซลล์ใหม่ จนพร้อมแล้วลงเรือส่งถึงเมืองไทย

ทั้งหมดใช้เวลา 90 วันเท่านั้นเอง (แถมรวมช่วงหยุดยาว สงกรานต์บ้านเราแล้วด้วย)
ส่วนที่ผมกังวลมากกว่า คือ ศักยภาพในการในการปรับปรุงแบตเตอรี่ชุดใหม่ ให้ลูกค้า
เท่าที่ทราบ จะดำเนินการได้เพียงวันละ 24 คันเท่านั้น จาก 15 ศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย
หมายความว่า กว่าจะสางปัญหาเสร็จ เร็วสุดคือ จบเรื่องภายใน 70 วัน โดยไม่พัก เพื่อความปลอดภัยและสบายใจของผู้ใช้ และลดผลกระทบความเชื่อมั่นแบรนด์
ความจริงอาจจะต้องใช้เวลา 90-120 วัน กว่าจะจบปัญหาได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ด้วยความที่ วอลโว่ เป็นรถในเครือของ Geely ล่าสุดมีคนเริ่มโยงประเด็นว่า แบตเตอรี่เจ้าปัญหา มันอาจไปโผล่ในแบรนด์อื่นของ Geely หรือเปล่า
โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ Zeekr ที่มีแบตเตอรี่ขนาดใกล้เคียงกัน
ทั้งที่ Zeekr ใช้แบตของ Geely Golden Brick Battery (Viridi E-Mobility Technology) บริษัทในเครือของ Geelyและ รถจากผู้ผลิตจากบริษัทในเครือเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า ใช้ซัพพลายเดียวกันทั้งหมด
โดยเฉพาะรถยอดนิยมมหาชนช่วงนี้ Geely EX2 เห็น โพสพี่จิมมี่ Headlightmag บอกเป็น LFP (Lithium Iron Phosphate) จาก CATL
ส่วน Geely EX5 ใช้แบตเตอร์รี่ Viridi E-Mobility Technology เหมือนทาง Zeekr
เวลานี้ ถ้าคุณกำลังนั่งคิดไม่ตก รถ EX30 ฉันเข้าข่ายจะแจ๊กพอตเป็นบาร์บีคิวไหม
คุณจะคลายความกังวลใจได้มาก ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำ ชาร์จแบตเตอร์รี่ไม่เกิน 70% อย่างเคร่งครัด
สาเหตุที่เขาให้ชาร์จเท่านี้ ก็เพื่อลดความเครียดของเซลล์แบตเตอร์รี่ เพราะโดยธรรมชาติของแบตเตอรี่ลิเธียม
ช่วงที่มีความเครียดสูงที่สุด คือช่วงใกล้ชาร์จเต็ม มันอาจอึดอัด ลำบากในการใช้งานบ้าง แต่จงฮึบ อดทนไว้ จนกว่าศูนย์จะเรียกคุณเข้าตรวจสอบ
แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถรับประกันความปลอดภัยได้ 100%
ดังนั้นในเวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุด คือควรใช้รถเท่าที่จำเป็น และ ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด
