Home » ออสเตรเลีย เงาสะท้อน FTA กับอุตสาหกรรมยานยนต์ วันใหม่
บทความ สกู๊ปเด็ด

ออสเตรเลีย เงาสะท้อน FTA กับอุตสาหกรรมยานยนต์ วันใหม่

 “ออสเตรเลีย” เอ่ยถึงประเทศนี้ หลายคนคงคิดถึง “จิงโจ้”แต่ กับคนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่นี่คือ หน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์สมัยใหม่ ที่สำคัญ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยในวันนี้ 

ที่นี่อาจเป็นกระจกบานโต สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน และหนทางที่ต้องตัดสินใจ

ใครที่เกิดก่อนผม อายุ 50-60 ปีคงทัน รถยี่ห้อ Holden

รถยนต์ประจำชาติ ความภูมิใจคนออสเตรเลียศิษย์ก้นกุฏิ ค่าย General Motor

ผมเองก็ไม่ทัน ยุคที่ Holden ขายไทย จึงต้องไปรบกวนผู้ใหญ่ที่เคารพ น้าตั๋ม ถิระพร เนาว์ถิ่นสุข จากรายการ On the Road 

น้า เล่าให้ผมฟัง ว่า

คนไทยเดิม  คุ้นเคยรถอเมริกา บ้านเรามี พวกคาดิแลค ปอนติแอค ,เชฟโรเล็ต  ที่สายคลาสสิค ชอบไปหามาปลุกผี

(พ่อผมก็เคยมี Pontiac อยู่คัน เสียดายมันไม่เป็นมรดกตกถึงผม)

แต่รถอเมริกันใหญ่เทอะทะ ส่วนใหญ่มาพวงมาลัยซ้ายบางนำเข้ามาช่วงสงคราม 

ไม่เหมาะกับเส้นทางถนนเมืองไทย  แซงทีต้องถามคนนั่งหน้า สิบล้อสวนมาหรือเปล่า


คุณอาจพอจำอะไรแบบนี้ได้จาก ฉากขับรถไล่ล่า ใน  James Bond ภาค Goldfinger ได้ 

รถยนต์ออสเตรเลีย จึงเริ่มเข้ามาขาย ปลดล็อคความลำบาก ผ่านทางตัวแทนจำหน่าย “อโศก มอเตอร์”

ส่วนหนึ่ง เพราะความเป็นรถพวงมาลัยขวาเหมือนกัน

Holden Premier , Holden Belmont  บางคนอาจเคยผ่านตา Holden Torana น่าจะพอคุ้นหูกันบ้าง

คนไทยชอบ เพราะคันใหญ่ ซ่อมง่าย ช่างไทยเข้าใจ มีดีเอ็นเอเหมือนรถอเมริกัน ขนาดเหมาะกับเมืองไทย

อุตสาหกรรมรถยนต์ออสเตรเลีย เริ่มต้นมามากกว่าศตวรรษ

Ford เจ้าแรกระดับโลก บุกออสซี่มา 100 ปี

ฟอร์ด เป็นแบรนด์ระดับโลก เจ้าแรกๆ ตั้งสำนักงานในปี 1925  ที่เมือง จีลอง รัฐวิกตอเรีย ขาย  Ford Model T  เป็นรุ่นแรก

เมื่อปีที่แล้ว ฟอร์ด ออสเตรเลีย เพิ่งฉลองวาระ 100 ปี การดำเนินกิจการ  โชว์ Ford Ranger Super Duty ผลิตจากโรงงานในไทย เคียงข้างกับรถมากมาย ที่เคยสำเร็จในอดีต

มันสร้างความหมายหลายอย่าง โดยเฉพาะการยืนเคียงข้างการเปลี่ยนผ่าน วันรุ่งเรืองสู่ยามยาก 

ค่ายวงรีสีน้ำเงิน ไม่ได้โบกมือลา เหมือนเจ้าอื่นๆ

มัสเซิลคาร์เมืองจิงโจ้

นอกจากฟอร์ด ก็มี General Motor , Chrysler, Toyota , Nissan แต่ General Motor ตัดสินใจทำสิ่งที่แตกต่าง

พวกเขาสร้างแบรนด์ Holden เกิดและผลิตเพื่อตลาดออสเตรเลียอย่างแท้จริง จนคนออสซี่ รักเสมือน “รถประจำชาติ” 

ยุค 1970 เรียกว่าเป็น ยุคทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ออสเตรเลีย

ซีดานใหญ่ เครื่องแรงแบบ Muscle Car แบบ อเมริกา จาก Australia เป็นของขึ้นชื่อ  ที่นักเลงรถทุกคนใฝ่ฝัน และไม่ไกลเกินเอื้อมไปนัก

โดยเฉพาะคู่ปรับ Ford Falcon  และ Holden Commodore  ไม่ต่างจาก Toyota Camry – Honda  Accord ในโลกสมัยใหม่

กำเนิด Ute ต้นตอไทย ส่งออกกระบะ

และด้วยคนออสเตรเลีย ยังมีอาชีพเกษตรกรรมคล้ายประเทศไทย เก๋งใหญ่ อาจไม่ใช่รถที่ถูกใจทุนคน

มีตำนานเล่าขาน จนแม้แต่ wikipedia ยังเอามาเล่าต่อว่า  ในปี 1932 มี จดหมายจากเมียเกษตรกรคนหนึ่ง เขียนถึงฟอร์ด ออสเตรเลีย ว่า

ช่วยทำรถที่ฉันสามารถขับไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ได้ และบรรทุกหมูไปตลาดในวันจันทร์ได้หน่อยเถอะ

ว่ากันว่า นั่นคือจุดเริ่มต้น ให้วิศวกรขบคิด จนนักออกแบบรถยนต์ เลวิส บรันด์ จับรถ Ford Coupe มาหั่นช่วงท้ายใส่กระบะเกิดเป็น Ford Coupe Utility

ต้นตอของ “Ute” (เข้าใจว่าน่าจะมาจากคำว่า  Utility) ที่คนออสซี่ หมายถึง รถกระบะจากเก๋ง (ภายหลังก็รวมถึงรถกระบะทั่วไปด้วย)

รถรุ่นนี้ ขายดีมาก จนสำนักงานใหญ่มิชิแกน สายตรงไปออสซี่ ส่งไอรถประหลาดนั่นมาให้ดูหน่อย เล่ากันต่อๆ  กันมา ว่า เฮนรี่ ฟอร์ด แกเห็นเข้าถึงกับตั้งฉายา ไอบ้านักล่าจิงโจ้ “Kangaroo Chaser”

รถบ้าอะไร ขับดีแบบเก๋ง บรรทุกได้แบบกระบะ

พลังมันสมองคนออสซี่ ตั้งอยู่ในใจคนอเมริกาตั้งแต่วันนั้น จนไอเดียแนวนี้ ส่งต่อสู่รุ่นโหลน Ford Maverick

กระบะไฮบริด Monocoque สานต่อความสำเร็จในตลาดอเมริกา จนคนทั่วโลกถาม ไม่ทำขายที่อื่นบ้างหรอ?

สู่ยุคล่มสลาย

แต่พี่น้องครับ “ออสเตรเลีย” เป็นประเทศขนาดใหญ่ก็จริง กลับมีประชากร เพียง 24-25 ล้านคน ในปี 2016( ปัจจุบัน 27-28 ล้านคน )

และมียอดการซื้อรถใหม่ ราวๆ ปีละ 1 ล้านคัน

ภาคการผลิตที่ออสซี่ เลยตัดสินใจ ผูกปิ่นโตกับนิวซีแลนด์ เกื้อหนุนกัน เพื่อกดต้นทุนการผลิต

ความรุ่งเรืองของ อุตสาหกรรมยานยนต์ ออสเตรเลีย มาเริ่มแตกหักหลังรัฐบาลไทยเราไปเซ็น เขตเสรีการค้า (Thailand Australia Free Trade Area) ในปี 2005

ออสเตรเลีย ได้โอกาสส่งผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ของดีบ้านเขาขายไทย เช่น นม หรือกระทั่ง เนื้อวัวออสเตรเลีย 

จนบ้านเรามีเนื้ดีๆราคาถูกหากินได้ร้านสเต๊กชั้นนำ  ไปจนปัจจุบันโผล่ในสุกี้ตี๋น้อย 

แล้วไทยได้อะไร?

เราได้โอกาส ส่งชิ้นส่วนรถยนต์ และรถยนต์ไปขาย แบบปลอดภาษีนำเข้า

ฟังดูเรื่องราวคุ้นๆ เพียงแต่สลับ “บทบาท”

แรกๆ ก็ดูท่าไม่มีปัญหาอะไรคนออสเตรเลีย ยังรักมั่นในซีดานใหญ่เครื่องแรงๆของเขา

จนรถกระบะจากไทยเริ่มขายในราคามิตรภาพ  มันใช้งานได้หลากหลาย ลุยได้ ทนทาน  แต่งต่อก็หล่อดี

บวกกับบ้านเขาคุ้นรถกระบะอยู่แล้ว และชอบรถกระบะไม่ต่างจากบ้านเรา

ยิ่งตอนหลังบ้าน ไทยเราส่งเสริมการลงทุน Product Champion รถกระบะ Mid-Size บรรทุก 1 ตัน

บอลเข้าทางค่ายญี่ปุ่น ได้ประโยชน์สองต่อ ขายในไทย ก็ได้ ส่งออกก็มีตลาดใหญ่รองรับ โรงงานพร้อม ซัพพลายแน่น ค่าแรงถูก งานประกอบดี 

เริ่มเปลี่ยนความคิดคนออสเตรเลีย

ก็น่าจะเหมือนกับคนไทยวันนี้ บอก  “EV  ดีต่อใจ”  จอใหญ่ ออพชั่นล้ำ ลาก่อนน้องๆ เด็กปั้ม

ประกอบกับช่วงนั้น สงครามอ่าวเปอร์เซีย 2 เปิดฉาก ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสถานการณ์แทบไม่ต่างจากวันนี้ 

สัญญาณพังพาบ สู่การผลิต ล่มสลาย

ภาคการผลิตยานยนต์ออสเตรเลีย เริ่มสั่นคลอน ส่งสัญญาณแรง

เมื่อมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นค่ายแรกๆ ลุกขึ้นเดินจากออสเตรเลียในปี 2008 

ตามด้วยการปิดตัวของบรรดาโรงงานซัพพลายต่างๆ

โดยเฉพาะ โรงงานผลิตยางรถยนต์ ส่วนหนึ่งก็เพราะไทยเรา มหาอำนาจยางพารา โลกตะวันออก โรงงานยางรถยนต์หลายรายหันมาตั้งโรงงานในไทย แล้วส่งออกแทน

Bridgestone  เป็นเจ้าสุดท้าย อำลาออสเตรเลียในปี 2010

หมายความว่า เมื่อใด ผู้ผลิตชิ้นส่วน เริ่มย้ายฐานฯ จงระวังไว้ให้ดี !!

ปี 2012 สิ่งคนไทยไม่คาดเกิดขึ้น เมื่อ ฟอร์ด ประเทศไทย เอา  Ford Territory เครื่องดีเซล 2.7 ลิตร พวงมาลัย ขวา 190 แรงม้า มาขาย ในราคา 2,999,900 บาท

ทั้งที่ ก็มี Ford Everest  .. และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่ยุค โฮลเด้น

คนไทย อาจมอง ดี! ได้รถออสเตรเลีย ราคาพอเอื้อมถึง แต่อีกมุมของ มันเริ่มมีคราบน้ำตาเปื้อนอยู่

ฟอร์ด ตัดสินใจยุติการผลิต ในออสเตรเลีย ปี 2016 หลังเริ่มนำ Ford Ranger -Ford Everest ไปจากโรงงาน AAT ไปขาย ตั้งแต่ปี 2012 

ส่วนโตโยต้าตัดสินใจยุติการผลิตในปี 2014 

ปีต่อมานำ Toyota Camry ออสเตรเลียมาขาย ในรุ่น ESport ตอน ปี 2015

ก่อนสุดท้ายโรงงาน Altona หยุดการผลิตในวันที่ 3 ตุลาคม ในปี 2017 เป็นรายสุดท้าย (ที่มา Toyota)

รูดม่านปิดฉากภาคการผลิตยานยนตฺออสเตรเลีย ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์ ความสำเร็จวันวาน 

มันส่งปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะเมืองที่เคยเป็นฐานการผลิตสำคัญ

ปัจจัย การผลิตล่ม

ปัจจัยที่ส่งให้การผลิตรถยนต์ในออสเตรเลีย มาถึงจุดจบ

ส่วนหนึ่งมาจากค่าแรงสูงขึ้น มีการเรียกร้องจากสหภาพบ่อยครั้ง ประกอบกับ ยอดการซื้อรถใหม่ที่ค่อนข้างนิ่ง รวมถึงซัพพลายเออร์ ที่ค่อยๆล้มหายตายจาก ยิ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 

ที่สำคัญ เทรนด์ตลาดโลกเปลี่ยน คนไม่ต้องการซีดานใหญ่เครื่องแรง มากเหมือนก่อน บวกกับ ซีดานกลางญี่ปุ่นเริ่มดีและตอบโจทย์

ออสเตรเลีย เคยผลิตรถปีละ 1 ล้านคัน ยังอยู่ยาก

ล่าสุดปีที่แล้ว พ.ศ.2568 ประเทศไทยผลิตรถรวม ประมาณ 1,455,569 คัน เท่านั้น

ผมไปเจอรายงานเก่าๆ บางตัว บอกว่า ต้นทุนการผลิตรถในออสเตรเลีย สูงกว่าจากที่ผลิตจากโรงงานไทย ราวๆ 50,000-75,000 บาท/ คัน เลยทีเดียว

สู่ R&D ทางรอดของเขาวันนั้น

แต่ ออสเตรเลีย กับไทย ต่างกันตรงนี้ … ครับเพื่อนๆ

ด้วยความเป็นดินแดนท้าทายสุดขอบโลก ประกอบกับ  สภาพการขับขี่ และอากาศที่หลากหลาย ความท้าทายในการใช้งานเช่น ลากจูง , บรรทุกหนัก ลุยออฟโรดโหด ในกลางประเทศ

และเคยมีการพัฒนารถเองในประเทศ มายุคก่อน

ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ จึงมีศูนย์การวิจัยพัฒนา หรือ R&D ที่นั่น

แรงงานภาคยานยนต์ออสเตรเลียรุ่นใหม่ เลยยกระดับตัวเองมาเป็น “แรงงานสมอง” คิดค้น ออกแบบและพัฒนา

โดยเฉพาะรถกระบะหลายรุ่นในบ้านเรา อย่าง Ford Ranger , Mazda BT 50 และ ไฮลักซ์ใหม่ 

ทั้งหมดนี้ มีความคิดวิศวกรรม และการออกแบบ จากออสเตรเลีย  ก่อเกิดเป็นรถแปลกๆ จนบางคนถามทำมาขายใคร  

อาทิ Ford Ranger Raptor , Ford Ranger Super Duty , Hilux GR Sport 

ปัจจุบัน ภาครัฐออสเตรเลีย พยายามสกัดกั้นรถยนต์นำเข้า เพื่อถ่วงดุลการค้าผ่านกลไกมาตรฐานยานยนต์ระดับสูง

โดยเฉพาะการทดสอบการชน ANCAP หินไม่ต่างจากทางยุโรปรวมถึงการคุมมาตรฐานไอเสียเข้มข้น และเริ่มมองยานยนต์พลังงานใหม่มากขึ้น เพื่อปรับการนำเข้าจากคู่ค้า

เขตเสรีการค้า ฉีกสัญญาได้ไหม 

บางคนอาจตั้งข้อสงสัย ทำไมไม่ฉีกสัญญาเขตเสรีการค้าไปเลย นั่นเพราะ มันก็มีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบ ระหว่างกัน 

ถ้าจะยกเลิก ต้องเจรจา พูดคุย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยปรับวิธีการระเบียบซึ่งใช้เวลาและคู่ค้าอาจไม่พอใจ โดยเฉพาะ ถ้าเราไปผูกกับประเทศระดับมหาอำนาจโลก

ถอดบทเรียนออสซี่ ไทยควรเรียนรู้

มาวันนี้ เมื่อภาคการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เริ่มส่งสัญญาณ Red Flag 

โดยเฉพาะล่าสุด  10  สมาคมสำคัญ จับมือยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาล ไม่เว้น สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

มันทำให้ผมนึกถึง “ออสเตรเลีย” ที่เราเคยสร้างแรงกระเพื่อมไปบ้านเขา

ประวัติศาสตร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่นั่น อาจกำลังสอน เหมือนกงกำกงเกวียน 

ทุกคนชอบรถดี สเป็คโหด ราคาเอื้อมถึง

ผมก็มนุษย์ ครอบครัวก็มี  ซื้อของต้องทำงานหาเงินเหมือนกัน

แต่อาจถึงเวลาที่เราต้องตั้งคำถาม ถ้าเกิดอะไรขึ้นวันหน้า บ้านเรามีดีมากพอ ให้ค่ายรถยนต์อยู่ต่อ แบบออสเตรเลีย หรือไม่

แรงงานของเราในวันนี้ พร้อมอัพเกรดเป็นแรงงานมันสมอง หรือยัง

บางคนอาจบอก มันหน้าที่รัฐบาล

แต่ประเทศจะเจริญได้  มันหน้าที่ทุกคน ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เวลาเกิดผลกระทบ ก็เกิดกับ มหาชนคนไทย 

วันนี้ เราอาจมาถึงทางแยกของอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ผมไม่ได้บอกหรือสนับสนุนให้ เราต้องก้มหน้าซื้อรถในบ้านที่ราคาแพงและออปชันน้อยกว่า… 

แต่ถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองดังๆ ว่า 

“ถ้าสายการผลิตในไทยหยุดเดิน บ้านเราจะไหวแบบเขาหรือเปล่า?”

ออสเตรเลียเจ็บมาแล้ว และเขารอดได้เพราะเขามี “สมอง” (R&D) ที่โลกยังต้องการ… 

แล้วไทยล่ะ? 

ยิ่งในวันนี้ที่โลกกำลังเข้าสู่ยุค AI มีบทบาทในการทำงาน และการพัฒนาซอฟต์แวร์ยานยนต์ ความได้เปรียบของประเทศ อาจไม่ใช่แค่ค่าแรงถูกอีกต่อไป 

และก็ไม่การันตีว่าต่อให้เราลอกสูตรแดนจิงโจ้มา  เราจะรอดแบบที่เขาเคยฝ่ามรสุมมาได้

เงาสะท้อนจากออสเตรเลียวันนี้… มันชัดจน ผมเล่าแล้วยังขนลุก 

ภาพจาก Ford Vault ใช้เพื่อประกอบบทความเท่านั้น ภาพเก่าๆ ทั้งหมดเป็น ลิขสิทธิ์ของฟอร์ด มอเตอร์





แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

Comments are closed.