Aprilia SR GT 200 สัมผัสแรก SUV Scooter วิ่งดีสมชื่อแบรนด์

แบ่งปันเรื่องนี้

หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวและวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันก่อน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองทางผู้บริหารก็ได้มีการเปิดให้เหล่าสื่อมวลชนได้ทำการทดสอบเจ้า Aprilia SR GT 200 กันด้วย และนั่นคือพระเอกสำหรับการรีวิวของเราในคราวนี้

อย่างที่เราได้เคยไล่เรียงเอาไว้ในการเปิดราคา สำหรับตัวรถ Aprilia RS GT 200 คันนี้ จะมาพร้อมกับจุดเด่นและจุดขายที่หน้าสนใจหลายอย่างด้วยกัน และสิ่งที่เราจะไล่เรียงกันก่อนก็คือ งานดีไซน์ชิ้นส่วนเปลือกนอกรอบคันที่เน้นภาพลักษณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว รูปทรงปราดเปรียวแต่กำยำเหมือนนักกีฬา เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นรถมอเตอร์ไซค์จากแบรนด์ Aprilia ทั้ง

  • ชุดแฟริ่งที่เน้นเส้นสายแหลมคม ตั้งแต่หัวจรดท้าย
  • ไฟหน้า LED แบบ 3 ดวงอันเป็นเอกลักษณ์ประจำค่าย
  • ชิ้นแฟริ่งข้างทางด้านหน้าแบบ 2 ชั้น มีช่องรีดอากาศ ลดอาการลมหวน จึงทำให้รถมีความลู่ลมมากยิ่งขึ้น
  • ชิ้นงานพลาสติกลายคาร์บอน ที่บังโคลนหน้าชิ้นงานใต้แฟริ่งหน้า และชิ้นคอนโซลกลาง
  • บังโคลนหลัง 3 ชิ้น (กันดีดด้านท้ายขนาดใหญ่, กันโคลนดีดใต้ไฟท้าย, และกันดีดเข้าใต้ช่องเก็บของกับห้องเครื่อง)

และหากเราว่ากันต่อในเรื่องของออพชันเพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานเอง ในจุดนี้ก็ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกหลายข้อ นั่นคือ

  • ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ มีความสูงกำลังดี ไม่มากไปจนไม่มีลมมาเป่าตัวผู้ขี่ในช่วงความเร็วต่ำ แต่ก็ไม่เตี้ยไปจนตัวผุ้ขี่โต้ลมในช่วงความเร็วสูงๆ
  • ชุดหน้าจอมาตรวัดแบบ Full Digital LCD แสดงผลค่าพื้นฐานครบครัน
  • คอนโซลหน้าด้านซ้าย มีช่องเก็บโทรศัพท์ พร้อมพอร์ทชาร์จไฟแบบ USB 0.5 แอมป์
  • กุญแจอิมโมบิไลเซอร์
  • ตำแหน่งวางเท้าผู้ขี่ 2 จุด เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน
  • ถังน้ำมันวางตำแหน่งกลางลำตัวรถความจุ 9 ลิตร
  • เบาะตอนเดียว แต่มีการแบ่งโซนระหว่างผู้ขี่และผู้ซ้อนชัดเจน ด้วยการแยกชั้นผ้าหุ้ม การเดินตะเข็บได้ตีกรอบ และการเสริมโฟมขึ้นมาเป็นทั้งตัวดันก้นกบผู้ขี่และป้องกันผู้ซ้อนไหลตอนเบรกหนักๆได้ในเวลาเดียวกัน
  • พื้นที่เก็บของใต้เบาะมีขนาดใหญ่ถึง 25 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อคเต็มใบได้ 1 ใบ แล้วหมวกกันน็อคครึ่งใบได้อีก 1 ใบ พร้อมกัน
Aprilia SR GT 200 Sport

ด้านข้อมูลทางเทคนิคที่น่าสนใจ เราก็จะเริ่มกันก่อนด้วยตัวเลขมิติต่างๆของตัวรถในด้านต่างๆ ได้แก่

  • ความยาว : 1,920 มิลลิเมตร
  • ความกว้างแฮนด์ : 765 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ : 1,350 มิลลิเมตร
  • ความสูงเบาะ : 799 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักตัวรถ : 148 กิโลกรัม
Aprilia SR GT 200 Sport

สัมผัสที่ได้ในส่วนของท่านั่ง

ในจุดนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกได้ในตอนแรก กลับไม่ได้พบว่ามันมีอะไรที่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก แต่ถ้าลองคิดทบทวนกันให้ดี นั่นก็สื่อถึงท่าทางในการนั่งควบคุมตัวรถที่มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งจากแฮนด์บาร์ที่สูงและกว้างกำลังดีจนไม่ได้รู้สึกติดขัดอะไรในการขี่ทั้งตอนนั่งและตอนยืน หรือเอาจริงๆแม้แต่ตอนที่เริ่มขี่ไปสักพัก แล้วอยากมันส์ ลองใช้ท่าเข้าโค้งแบบโยกตัวเข้าไปด้านในโค้งกว่ารถนิดๆ เหงี่ยงขาออกหน่อยๆ ก็ยังทำได้เนียนๆเฉยเลย เรียกได้ว่าการจัดตำแหน่งแฮนด์บาร์ของรถคันนี้ มันมีความอเนกประสงค์ตามรูปทรงรถจริงๆ

ตัวตำแหน่งการวางเท้าเอง หากไม่นับการวางเท้าแบบเหยียดขานั่งขี่ชิลๆ ที่น่าแปลกใจคือมันไม่ได้ยาวไปสำหรับผู้ขี่ไซส์ 168 เซนติเมตร ทั้งๆที่เป็นรถมอเตอร์ไซค์จากทวีปยุโรปแล้ว สำหรับการวางเท้าในท่าทางปกติ ตัวผู้ทดสอบก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเตี้ยไป สูงไป ที่สำคัญคือไม่ต้องกางขาออกมากเกินไปด้วย จนในบ้างครั้งตัวผมเองก็ยังรู้สึกว่ามันเพรียวกว่ารถมอเตอร์ไซค์ทรงเดียวกันสัญชาติญี่ปุ่นที่มีพิกัด 150cc เสียอีก

สิ่งที่ต้องตั้งไว้เป็นจุดสังเกตในเรื่องนี้ ก็คงมีแค่เพียงความสูงเบาะเท่านั้น เพราะด้วยตัวเลขระดับ 799 มิลลิเมตร แทบจะเทียบเท่ากันรถมอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ต 150cc สำหรับผู้ขี่ที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตรอย่างผม ย่อมไม่สามารถใช้ส้นเท้าแตะพื้นทั้งสองข้างพร้อมกันได้ง่ายๆอยู่แล้วถ้าไม่เหยียดขา แต่อย่างว่าครับ ด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 148 กิโลกรัมกับจุดศูนย์ถ่วงที่ไม่ได้สูงมากนัก จึงทำให้การยืนจอดรถด้วยขาข้างเดียว ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวว่าน้ำหนักของรถจะลงมาที่ขามากไปอยู่ดี คือยืนขาเดียวชิลๆได้เลย หายห่วง

ส่วนการนั่งในฝั่งผู้ซ้อนคงต้องขอยกยอดไปก่อน เพราะในการทดสอบรอบนี้ ที่มีเวลาจำกัด ผู้ทดสอบต้องใช้เวลาเค้นสมรรถนะรถในด้านอื่นๆเป็นหลัก จนไม่ได้มีโอกาสจับอาการในจุดดังกล่าวเลยนั่นเอง

และเนื่องจากจุดขายที่แท้จริงของสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ ไม่ได้มีแค่เพียงหน้าตาภายนอก แต่ยังรวมถึงชิ้นส่วนโครงสร้างต่างๆที่ถูกใส่และเซ็ทอัพมาให้รองรับการใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองทางดำ หรือนอกเมืองทางฝุ่น ซึ่งเราต้องเริ่มกันด้วย

ระบบช่วงล่างต่างๆ

  • ระบบกันสะเทือนทางด้านหน้า : ชุดระบบกันสะเทือนโช้กตะเกียบคู่หัวตั้ง Showa ขนาดแกน 33 มิลลิเมตร ช่วงยุบ 122 มิลลิเมตร
  • ระบบกันสะเทือนทางด้านหลัง : โช้กคู่ Showa ช่วงยุบ 102 มิลลิเมตร ปรับพรีโหลด (ความแข็ง-อ่อน) ได้ 5 ระดับ
  • ชุดล้อ : อัลลอยด์ ด้านหน้าขอบ 14 นิ้ว ด้านหลังขอบ 13 นิ้ว
  • ชุดยาง : Michelin Anakee Adventure แบบกึ่งหนาม หรือยางเทรล ขนาด 110/80-14 และ 130/70-13 ตามลำดับหน้า-หลัง

สัมผัสในส่วนการทำงานของระบบกันสะเทือน และความคล่องตัวในการเข้าโค้ง

หากอ่านจากสเป็คเพียงคร่าวๆ คุณอาจจะคิดไปก่อนแล้วว่า ด้วยช่วงยุบอันแสนยืดยาวของโช้ก และชุดล้อที่ออกแบบมาให้เป็นแบบวงล้อหน้าใหญ่กว่าล้อหลัง ย่อมทำให้มันกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีความวาบหวิวในทุกครั้งที่เร่งหรือเลี้ยวแน่นอน

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่เลย เพราะในครั้งนี้ทาง Aprilia (และ Showa) ได้ปรับเซ็ทช่วงล่างของมันเอาไว้ดีมากๆ จนบางครั้งก็เหมือนจะดีเกินกว่าจะเอาไปวิ่งทางฝุ่นอีกด้วย ทั้งๆที่หน้ารถก็ออกไปทางนั้น

กล่าวก็คือจากการที่ได้ลองทดสอบแบบหวดในสนามโกคาร์ทที่อาจจะไม่ได้กว้าง หรือยาวมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ทดสอบสามารถบิดมันจนทำความเร็วแตะ 80++ กิโลเมตร/ชั่วโมงได้เป็นบางช่วง และบางโค้งก็เข้าโค้งพร้อมโหนรถด้วยความเร็วหลัก 50-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้นั้น ในทุกจังหวะที่เลี้ยวไป ช่วงล่างของมันสามารถทำงานได้ดี มีการยุบตัวแบบหนืดกำลังดีทั้งในส่วนของโช้กหน้าและโช้กหลัง แถมตัวยางก็ยังให้การยึดเกาะได้อย่างดีเยี่ยม หายห่วงบนทางแห้งได้เลย แม้จะเป็นยางที่ออกแบบไว้วิ่งเผื่อทางฝุ่นก็ตาม

การพลิกเลี้ยวต่างๆก็สามารถทำได้ง่าย คล่องตัวรถไม่มีอาการหน้าดื้อ หน้าขวางให้รู้สึกเลยสักนิด เนื่องด้วยการออกแบบองศาแผงคอ และชุดล้อที่ให้มา โดยที่แทบไม่มีอาการที่ทำให้รู้สึกว่าหน้ารถพับลงไวเกินไป

ติดอยู่ก็ตรงที่ในจังหวะการดีดกลับของโช้กบางครั้ง หากโช้กได้ลองยุบลงไปจนสุดจริงๆ ส่วนตัวผู้ทดสอบรู้สึกว่ามันคืนตัวค่อนข้างไวเกินไปนิด แต่นั่นก็เกิดขึ้นเมื่อผู้ทดสอบลองเล่นแผลงๆใส่สุดกับโช้กไปแล้วจริงๆตามสภาพสนามทดสอบที่เอื้อให้เล่น ดังนั้นหากเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ใช่ตอนที่คุณขี่รถไปกระโดดข้ามลูกระนาด อาการนี้ก็คงไม่เกิดกับคุณง่ายๆอยู่แล้ว

และไหนๆก็เกริ่นถึงการรูดลูกระนาด ซึ่งก็จริงอยู่ว่าช่วงยุบของโช้กที่ให้มาค่อนข้างเยอะ จนสามารถเก็บแรงกระแทบจากหลุม หรือผิวถนนที่ขรุขระนิดๆได้ดีแบบหายห่วง (มีให้รู้สึก แต่ไม่ได้กระแทกเป็นลูกๆที่ชัดเจนเท่าไหร่นัก) แต่เมื่อต้องพารถไปกระโดดผ่านลูกระนาดรัวๆ 3-4 ลูกติด ผู้ทดสอบพบว่าโช้กด้านหน้าของตัวรถจะเริ่มมีอาการยัน ในขณะเดียวกันช่วงท้ายรถก็จะเริ่มมีการสับกระโดดมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นเรื่องปกติของรถสกู๊ตเตอร์อยู่แล้ว ที่เมื่อพอเจอหลุมกระแทกรัวๆขึ้นมา ด้วยเครื่องยนต์กับแครงก์สายพานเป็นชุดเดียวกับล้อ จึงส่งผลให้มันเกิดแรงเหวี่ยงมากกว่ารถมอเตอร์ไซค์โซ่ขับปกติ ดังนั้น นั่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับสภาพกันไป

แต่ถ้าคุณแค่อยากจะเหินลูกระนาด, รางรถไฟ, หรือฝาท่อ แบบลูกเดียวจบ ช่วงยุบและความหนืดของโช้กเดิมๆเอาอยู่ครับ แค่อย่ากระโดดบ่อยมากล่ะ เพราะอย่าลืมว่าโช้กหน้าใช้แผงคอชั้นเดียว และถ้าเล่นแบบนั้นบ่อยๆมากๆเข้า โช้กกับล้อก็มีความเสี่ยงที่จะแตกหรือดุ้งง่ายขึ้นตามไปด้วย

ฝั่งระบบเบรกเองก็มีรายละเอียดคือ

  • ระบบเบรกทางด้านหน้า : ดิสก์เดี่ยวขนาด 260 มิลลิเมตร ทำงานร่วมคาลิปเปอร์เบรก Nissin แบบโฟลทติ้ง 2 พอร์ท
  • ระบบเบรกทางด้านหลัง : ดิสก์เดี่ยวขนาด 220 มิลลิเมตร ทำงานร่วมคาลิปเปอร์เบรก Nissin แบบโฟลทติ้ง 2 พอร์ท
  • สายเบรกถักหน้า-หลัง ยกชุด
  • ระบบ ABS เฉพาะล้อหน้า

สัมผัสในส่วนการทำงานของระบบเบรก

ในจุดนี้อันที่จริงเราคงไม่ต้องอธิบายกันมากเท่าไหร่นัก เพราะจากที่ทดสอบมา ผู้ทดสอบยืนยันได้เลยว่าเบรกของมันเอาอยู่จริงๆ และพอดี(ค่อนไปทางเหลือเฟือ)กับน้ำหนักและความแรงของตัวรถ ส่วนจุดที่ต้องทำความเข้าใจก็มีแค่เพียงเรื่องของการกะแรงเบรก ที่คุณอาจจะรู้สึกว่ามันมีความกระด้างกว่าเบรกรถมอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์ทั่วไปนิดๆ แต่นั่นก็เพราะการที่มันใช้สายเบรกถัก ซึ่งจะไปแลกกันในเรื่องของความฉับไวและความหนักหน่วงในการสร้างแรงเบรกที่ดีกว่านั่นเอง

ด้านระบบ ABS ที่ให้มาเฉพาะล้อหน้า อันนี้ก็คงต้องขอบอกว่า นานาจิตตัง เพราะในขณะที่คนเน้นใช้งานรถบนทางเรียบ มองว่ามันดูเหมือนกั๊ก แต่นักบิดที่อยากเอารถไปคลุกฝุ่นเล่นบ้าง ก็จะมองอีกแบบว่า ไม่ต้องมีน่ะดีแล้ว เพราะไม่งั้นคุณก็ใช้เทคนิคเบรกให้ล้อหลังล็อคแล้วสไลด์เข้าโค้งสวยๆไม่ได้สิ

แต่อย่างว่าครับ ทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ คือการให้ระบบ ABS มาทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง แล้วก็ใส่ระบบเปิด-ปิด ABS ล้อหลัง เพิ่มเข้ามาต่างหาก ถึงจะเป็นทางสายกลางที่สุด

ในส่วน เครื่องยนต์ ของ SR GT 200 ก็จะเป็นเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาโดยทาง Piaggio ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Aprilia ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเท่าไหร่นัก หากคุณจะเห็นโลโก้ i-Get บนฝาครอบกรองอากาศ และเสียงเครื่องยนต์เองก็ยังให้ความรู้สึกแบบเดียวกับเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซค์ Vespa ที่อยู่ภายใต้เครือบริษัทเดียวกัน

ทว่าในความเป็นจริงแล้วเครื่องยนต์ของแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันนี้ กลับไม่ได้เป็นบล็อคที่เคยอยู่ในรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใดของ Vespa เลย และมันก็จะมีรายละเอียดทางเทคนิคที่เฉพาะเจาะจง ดังนี้

  • รูปแบบเครื่องยนต์ : 4 จังหวะ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ 4 วาล์ว
  • กล่องควบคุม : RISS 3.0 พร้อมระบบ Start & Stop
  • ขนาดความจุ : 174.4 cc
  • ขนาดกระบอกสูบ x ช่วงชัก : 61.5 x 58.7 มิลลิเมตร
  • อัตราส่วนกำลังอัด : 12.5 : 1
  • กำลังสูงสุด : 17.7 แรงม้า PS ที่ 8,500 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด : 16.5 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที
  • ระบบส่งกำลัง : ออโตเมติก สายพานขับ อัตราทดแปรผัน (CVT)
  • น้ำมันเชื้อเพลิงที่รองรับ : แก๊สโซฮอลล์ 95 (E10) ขึ้นไป
  • อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงตามเคลม : 38.5 กิโลเมตร/ลิตร
  • อัตราเร่งในระยะทางจาก 0-30 เมตร : 4 วินาที
  • อัตราเร่งในระยะทางจาก 0-60 เมตร : 5.9 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดตามเคลม : 114 กิโลเมตร/ชั่วโมง

สัมผัสในส่วนการทำงานของเครื่องยนต์

ในส่วนการทำงานของเครื่องยนต์ สิ่งที่เราต้องเกริ่นถึงกันก่อนเลย ก็คือเรื่องของความสั่นสะเทือน และสุ้มเสียง ที่มีกลิ่นอายคล้ายกับรถมอเตอร์ไซค์ของ Vespa เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า ถ้าคุณเป็นคนขี่แล้วจอดรถนิ่งๆให้รอบเดินเบาทำงาน คุณก็จะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแบบเครือๆในจังหวะที่คุ้นเคยไม่ต่างจากมอเตอร์ไซค์ทรงร่วมสมัย และในขณะเดียวกัน ถ้าคุณจอดติดไฟแดงอยู่ แล้วมีคนขี่รถคันนี้มาจอดข้างหลังคุณ ถ้าไม่หันหลังไปมอง ก็คงนึกว่าเป็นเสียงรถเวสป้าเช่นกัน

แต่เมื่อพูดถึงเรื่องของการเรียกอัตราเร่ง หากอาการหน่วงนิดๆตอนกระแทกคันเร่งเพื่อออกตัว ย่านกำลังเครื่องยนต์ถัดไปหลังจากนั้น ก็ต้องบอกแบบสั้นๆว่ามันเป็นเครื่องยนต์ที่ให้อัตราเร่งตามมือสั่งกว่าที่คิด โดยที่การเปิดคันเร่งเมื่อออกจากโค้งแต่ละครั้ง รถอาจจะไม่ได้มีการกระชาก แต่เป็นการชาร์จออกจากโค้งที่ต่อเนื่องตั้งแต่ความเร็วหลัก 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนถึงความเร็วราวๆ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง (จริงๆอาจจะทำได้มากกว่านี้ แต่มันสุดทางตรงของสนามทดสอบแล้ว จึงซัดต่อไม่ได้)

โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า แม้เครื่องยนต์จะมีพิกัดเล็กกว่าชื่อไปถึงเกือบ 30cc แต่แรงม้าที่มีก็พอๆกับรถสปอร์ต 150cc ทั้งหลายในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า แต่น้ำหนักเยอะกว่ากันเพียงนิดเดียว

สิ่งที่ยังคงค้างคาในการทดสอบครั้งนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของความเร็วสูงสุด ที่ยังคงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามันจะแตะแค่หลัก 114 กิโลเมตร/ชั่วโมงหรือไม่ ? (ถ้าใช่ก็น้อยเกินไป !! แต่สายซิ่งคงหาวิธีทำชามแต่งใส่เพื่อลากความเร็วให้ไม่ยาก) และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่ต้องรอการนำมาทดสอบอย่างจริงๆจังๆกันอีกที เนื่องจากเงื่อนไขและสถานที่ในการทดสอบที่ทางค่ายจัดไว้ยังไม่ได้เอื้อเราสามารถให้เก็บค่าเหล่านี้ได้นั่นเอง

Aprilia SR GT 200

สรุป รีวิว Aprilia SR GT 200 รถสกู๊ตเตอร์กึ่งลุยคันนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของมัน คงไม่พ้นเรื่องของหน้าตาที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร ในฉบับของ Aprilia และมั่นใจได้เลยว่าหากคุณขี่รถคันนี้ไปจอดกลางสี่แยกไฟแดงขึ้นมา หลายสายตาย่อมจับจ้องมาที่คุณอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่นอกจากสิ่งที่คุณสามารถมองเห็นได้ตา คือเรื่องที่คุณต้องลองมาสัมผัสกันเอง ในส่วนของของบาลานซ์และการควบคุม ที่แม้รถมอเตอร์ไซค์คันนี้จะดูสูง ท่านั่งก็โปร่ง แถมยางยังเป็นแบบกึ่งหนาม ที่ดูลุยนิดๆ แต่การพลิกเลี้ยวตัวรถในจังหวะต่างๆทั้งโค้งแคบๆความเร็วต่ำ หรือโค้งกว้างๆความเร็วสูงกับมัน ดันมีทั้งความคล่องตัวและมั่นคงกว่าใครในช่วงราคาไล่เลี่ยกันพอสมควร

แน่นอนข้อสังเกตที่หลายคนเห็นพ้องต้องกันคงเป็นเรื่องเครื่องยนต์ที่ให้ความจุมาน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับราคา แต่เชื่อเถอะครับว่า ถ้าคุณได้ลองขี่มันดูสักครั้งคุณจะรู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ที่ให้มานั้นเหลือเฟือมากแล้วสำหรับการใช้งานในเมือง หรือลุยทางกรวดแบบพอกรุบกริบ

ส่วนเรื่องเทคโนโลยีที่ไห้มาธรรมดาไปนิด อันนี้ก็คงต้องแล้วแต่ทุกท่านแล้วล่ะครับ ว่าจะมองข้ามมันไปได้หรือไม่เมื่อแลกกับสมรรถนะตัวรถแบบเพียวๆที่แสนจะกลมกล่อม และเอกลักษณ์ในเรื่องหน้าตาที่รับรองได้เลยว่า “มันหล่อ” กว่าชาวบ้านจริงๆในและแวกใกล้ๆกันจริงๆ

Aprilia SR GT 200

โดย Aprilia RS GT 200 วางจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย, 2 ราคา, และ 5 เฉดสี ซึ่งจะมีรายละเอียดดังนี้

  • Aprilia SR GT 200 : มี 2 เฉดสี คือ Aprilia Black และ Street Grey : สนนราคา 143,900 บาท*
  • Aprilia SR GT 200 Sport** : มี 3 เฉดสี คือ Street Gold, Iridium Grey, และ Red Raceway : สนนราคา 148,900 บาท*

*ราคานี้เป็นราคา ON THE ROAD PRICE ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ. และประกันรถหาย 1 ปี และพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองรถ Aprilia SR GT ผ่านช่องทาง https://www.apriliasrgtthailand.com/ จำนวน 500 ท่านแรก รับของที่ระลึก Aprilia SR GT Premium Kit ประกอบไปด้วย หมวก, กระเป๋า, พวงกุญแจ และ สติ๊กเกอร์ (รวมมูลค่า2,500 บาท)

**ความแตกต่างของตัว Sport ที่เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นพื้นฐานคือ การตกแต่งชุดสีทั้งคันแบบรถ Aprilia Factory ทั้งชุดล้อสีแดง, ชุดสีแบบทูโทน, เบาะทูโทน, อกล่างมีสติ๊กเกอร์ตัวอักษร “a p r i l i a” และที่ชิ้นแฟริ่งข้าง จะติดสติกเกอร์ตัว “a” ซึ่งเป็นตัวอักษรย่อประจำแบรนด์

ขอขอบคุณ บริษัท VESPARIO (Thailand) Co. Ltd, ที่ให้เกียรติทีมงาน Ridebuster ได้เข้าร่วมการทดสอบ Aprilia SR GSR

ภาพ, ทดสอบ, เรียบเรียง : รณกฤต ลิมปิชาติ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments