รีวิว Suzuki XL7  …ได้ครบต้องการ ถูกจริตคนไทย

นานมาแล้วมีคนเคยถามผมว่า คันไทย ต้องการรถยนต์แบบไหน นั่นเป็นก่อนยุคอเนกประสงค์ครองเมืองจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ผ่านมาหลายปีจนวันนี้ ถ้ามผมได้รับคำถามเดียวกัน อาจจะตอบว่า คุณต้องลองดูรถ Suzuki  XL 7   เป็นตัวอย่าง

ซูซูกิ แบรนด์รถยนต์จากฮามามัทสึ สร้างความแตกต่างมาโดยตลาดจาดรถ อีโค่คาร์มาจนถึงรถพ่อบ้าน วันนี้ พวกเขากลับมาอีกครั้งเขย่าตลาดอเนกประสงค์ หลังประสบความสำเร็จกับ  Suzuki  Jimny   ไปเมื่อปีกลาย จนยอดขายพุ่งพรวดในชั่วข้ามคืน  Suzuki  คงเห็นแล้ว่าคนไทยชอบรถอเนกประสงค์ กับคนทั่วไป อาจจะแตกต่างสักหน่อย พวกมันไม่เพียงดูดี มันต้องมีฟังชั่นครบคัน ประหยัด ราคาใช่ … ทุกคนคงจะหันกลับมาถามผมว่า มันจะมีรถแบบนั้นอยู่จริงๆ หรือ … และนั่นคือ สิ่งที่ ซูซูกิ ทำการบ้านมาดี จนขอยกนิ้วเยี่ยมมอบเป็นรางวัล

Suzuki XL7

Suzuki  XL 7   เห็นครั้งแรก หลายคนคงค่อนขอดแซะเบาๆ ว่า เฮ้ย!! มัน   Suzuki  Ertiga  จับมายกสูง งานออกแบบค่ายคู่แข่งญี่ปุ่นอีกค่ายที่เปิดตัวในช่วงก่อน โควิดครองเมือง แม้ว่าภาพจะดูเหมือนๆ กัน ทั้งรถที่ผลิตจากประเทศอินโดนีเซีย , การมีพี่ใหญ่เป็นรถอเนกประสงค์ทรงพ่อบ้าน หากกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ตัวรถ ซูซูกิ รุ่นนี้ จะพัฒนาบนโครงสร้างพื้นฐานตัวถังที่เรียกว่า   Heartect   ซึ่งใชใน   Suzuki  Swift   มายัน   Ertiga   แต่เมื่อมาดูรายละเอียดขนาดมิติตัวรถจริงๆ จะพบว่า มันยาวกว่า 50 มม .และกว้างกว่าเล็กน้อย ยังคงใช้ฐานล้อขนาดเดิม ปรับความกว้างระหว่างล้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มอบการทรงตัวดีขึ้น

Suzuki XL7

ถึงจะมองว่ารายละเอียดโดยส่วนใหญ่มความเหมือนกัน หากความจริงมันกลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน Suzuki  XL 7  นำเสนองานออกแบบด้านหน้าใหม่ ไม่มีส่วนใดที่คุณมองแล้วเท้าความถึงเจ้าตัวพ่อบ้านเลยทางด้านหน้า

Suzuki XL7

สังเกตกระจังหน้าสีดำ มีเส้นสายงานออกแบบครบเครื่อง ให้รายละเอียดด้วยโครเมี่ยมโค้งว้าว มาจากเอกลักษณ์ ดาบคาทานะ ดาบประจำตัวซามูไรญี่ปุ่นมันสอดรับเข้ากับไฟ Day Time Running Light  ไฟหน้า LED   ตอบสไตล์ลุคลุยๆ ผ่านชุดแต่งด้านล่างสีดำ

ถ้ามองให้ดี กันชน ,แก้มข้าง และฝากระโปรง ใหม่หมดยกเครื่องงานออกแบบ ด้านข้างรายละเอียดชายล่างสีดำ ลากยาวจากด้านหน้าไปด้านหลัง บนหลังคามาพร้อมราวหลังคาขนาดใหญ่ รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 50 กิโลกรัม ล้ออัลลอยปรับใหญ่ขึ้น 1 เบอร์ มายืนที่ขนาด 16 นิ้ว ให้ยาง 195/60/R16

ส่วนด้านหลังรายละเอียดงานออกแบบไฟท้ายเหมือนกันไม่เปลี่ยนจากพี่ใหญ่สายพ่อบ้าน ทางซูซูกิปรับเล่นรายละเอียดสีดำที่ฝาท้าย รวมถึงชายล่าง ดูแล้วลงตัวมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวรถสีส้ม

Suzuki XL7

เปิดประตูขึ้นห้องโดยสาร จริงๆ รายละเอียดหลายอย่างดูคล้ายกับ   Ertiga  ไม่ว่าจะพวงมาลัยทรงตัดตู , เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับใช้งาน ขับกล่อมผ่านลำโพง 4 จุดพร้อมทวีเตอร์ 2 ตัว

สิ่งที่เปลี่ยนไปใน   XL  7  ที่สำคัญจนถูกใจผมไม่น้อย คือการจับเอาลายไม้แทนทีด้วยสีเงินเรียบๆ เรือนไมล์ปรับงานออกแบบใหม่ ให้ความสำคัญกับจอแสดงข้อมูลที่มีความหลากหลายมากขึ้น อาทิระบบบอกแรงเหวี่ยงขณะขับขี่ , บอกแรงเครื่องกำลังและแรงบิดขณะเหยียบคันเร่ง ก็เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า น่าสนใจมากขึ้น

Suzuki XL7

ชุดเบาะนั่งตรงกลางเป็นข้างด้านข้างเป็นหนัง มีดีตรงที่เบาะนั่งให้ความสบายโอบกระชับดีระหว่างการขับขี่ แน่นอนจุดขาย คำว่า  XL  7   มาจากการเป็นรถที่มีเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่งในทรง  SUV   เบาะนั่งหลังแถว 2 ปรับเลื่อนหน้า-หลังได้ เพิ้มความสะดวกเมื่อ นั่งเพียง 5 คน น่าเสียดายตัวเบาะยังแบนไม่มีลูกเล่นที่เท้าแขนติดตั้งมาให้

คนตัวใหญ่นั่งเบาะหลังได้สบาย สามารถเพิ่มพื้นที่วางขาได้ ถ้าเบาะนั่งตอน 3 ไม่ได้ ใช้ ตรงหน้ามีระบบปรับอากาศจะเปิดแอร์เบ็นฉ่ำสบายใจไม่ต้องแคร์คนนั่งหน้า นอกจากจะเลื่อนเข้าออก เบาะนั่งยังสามารถปรับพับได้ 60/40 ด้วย

การเข้าสู่เบาะแถว 3 จะเป็นการพับพนักแล้วเลื่อนเดินหน้า เบาะนั่งหาได้ม้วนพับจนใช้งานลำบากอย่างบางแบรนด์

ตัวเบาะแถว 3 มีลักษณะสูงกว่าเบาะแถว 3 หรือที่สมัยนี้เรียกว่า  Théâtre ซีท มีการเล่นระดับเพิ่มทัศนวิสัยในการโดยสารในตอน 3 เบาะชุดนี้สามารถปรับพับได้ 50/50 ตัวเบาะก็ยังแบนเหมือนแถว 2 แต่เทียบกับ  Ertiga  ท่านั่งดีกว่า และที่วางขาเหลือกว่ากว่า ก็ไม่แปลก สำหรับตัวรถที่ยาวเพิ่มขึ้นอีก 50 มม.

เมื่อใช้เบาะแถว 3 พื้นที่เก็บสัมภาระน้อยลงเป็นเงาตามตัว ใน เรื่องนี้ก็เกิดกับ  Suzuki XL7  เช่นกัน แต่พื้นที่สัมภาระท้ายเมื่อใช้ แถว 3 ยังมีขนาดใหญ่อยู่ในระดับหนึ่ง จนพอจะยัดกระเป๋าเป้ หรือกระเป๋าเดินทาง ที่ไม่เป็นรูปกระเป๋าตายตัวหรือ  Hard case  เดินทางไปได้

ใต้เรือนร่างเจ้าอเนกประสงค์น้องใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงขนาด 1.5 ลิตร  รหัส  K15B   ให้กำลังสูงสุด 105แรงม้า สูงุดที่ 6,000 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงุด 138 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที แน่นอว่าชุดเกียร์ยังคงเป็น 4 สปีด เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแค่ปรับอัตราทดเฟืองท้ายให้สอดรับกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และเผื่อต้องขึ้นทางลาดชัน หรือยามต้องลุยสมบุกสมบันด้วย

เส้นทางการขับขี่เราในหนนี้ เป็นทางลาดยางปกติทั่วไป กรุงเทพ-เขาใหญ่ เราออกเดินทางกันจากย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ต่อไปยังมอเตอร์เวย์บรรจบกับพหลโยธิน แล้ววิ่งยามไปเส้นมิตรภาพ

Suzuki XL7

เจอหน้าค่าตางวดนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า   Suzuki  XL 7   เป็นหนึ่งในรถที่มีความน่าใช้ในตัวมันเอง ด้วยงานออกแบบที่มีความพิเศษโดดเด่นตอบงานออกแบบ พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่กำลังลงตัวพอดี

อันที่จริงแล้ว หนึ่งในเพื่อนสมัยเรียนผมคนหนึ่งยกหูปลายสายมาหาทันควัน หลัง จากเห็นผมไปลองทดสอบขับขี่ บอกเฮ้ย! รถขับดีไหม หลังจากมันเห็นว่าผมกำลังจะไปทดลองขับเจ้านี่ มันสนใจมากๆ เพราราคาใช่ในราคางบที่ใครก็เอื้อมถึง จนไม่แปลกใจที่ 7 วัน กวาดยอดไป 300 คัน ที่สำคัญ มีรถพร้อมส่งมอบทันที

สตาร์ทเครื่องยนต์เตรียมเดินทาง ขุมพลังอันคุ้นเคยจาก  Suzuki  Ertiga  ผมออกเดินทางช่วงแรกย่านเลียบด่วนยามเช้าหนาแน่นตามสไตล์ยุค  New Normal   คนรีบแห่ไปทำงาน

Suzuki XL7 SUV

การจราจรติดขัด ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ 4 สปีดเดิม จะสะดุดฉึกฉักบ้างตามสไตล์เกียร์โบราณ การปรับปรุงมาตลอดหลายปีทำให้ เกียร์ออโต้ 4 ยุคใหม่ มีอาการสะดุดระหว่างใช้งานน้อยลง โดยเฉพาะตอนรถติด ที่เดี๋ยวเร่งเดี๋ยวเบรก   เดิมทีไม่มีทางนั่งได้สบายตัวเลย

ขับ 2 คน วันนี้ ผมนั่งกับน้องพน จาก  Pantip Garage   น้ำหนัก ถือว่าไม่มากมายนัก จะมีผมที่น้ำหนักตัว ประดุจกระสอบข้าวสาร ส่วนเจ้าน้องพนผอมแห้งแรงน้อยกลายเป็นเลข 1 กับ 0 นั่งในรถ

ท่านั่งในเบาะนั่งคนขับส่วนตัวผมว่ามีการเปลี่ยนแปลงออกแบบเบาะมาใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ ส่วนรายละเอียดต่างๆในรถ เรียกว่าแทบจะเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนแนวทางการตบแต่งไปในทางสปอร์ตมากขึ้น เอาจริงๆ ผมว่ามันดีกว่าลายไม่ในเอร์ทิก้าหลายขุม ซูซูกิ น่าจะลองพิจารณาเอาสไตล์นี้ใส่เออร์ทิก้า อาจจะถูกใจใครหลายคน ที่ตะขิดตะขวงใจอยู่ โดยเฉพาะพ่อบ้านแม่บ้านวัยรุ่นที่ไม่ได้อยากดูลุคป้า เมื่อขับรถทรงกล่องไปรับลูก

นั่นคือ สิ่งที่ทำให้  XL 7   แตกต่างออกไป จากพี่ชายของมันในสายตาผม

แวบเดียวเท่านั้นเรามาถึงเส้นสระบุรี ตลอดทางวันนี้ ขับไปคุยไป เน้นความฮาเป็นหลัก คุยกันเหมือนไม่เจอเพื่อนมาชาติเศษ หลังโดนวิกฤติไวรัส โควิด

Suzuki XL7 SUV

ด้วยความเป็นเกียร์ 4 สปีด ทำให้ใช้รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างสูงเหมือนรถยุคเก่า ที่ 120 ก.ม./ช.ม. คุณต้องเดินเครื่องถึง เกือบ 3,000 รอบต่อนาที 110 ก.ม./ช.ม ใช้รอบเครื่อง 2,750 รอบต่อนาที เลยทีเดียว

ยังดีซูซุกิ ปรับปรุงการบุเสียงในห้องโดยสารเพิ่มเติม เสียงดังจากเครื่องยนต์ และภายนอก เข้ามารบกวนน้อยมาก เสียงลมจากด้านหน้ามีเล็ดเข้ามาบ้างเมื่อผ่านช่วงความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. ขึ้นมา เหมือนเตือนว่าเฮ้ย!! ขับเร็วไปแล้ว น่าเสียดายขับรถทางยาวๆ ไม่มีตัวช่วยในการขับขี่ใดๆ มาให้ใช้บริการ คุณต้องเร่งเองตลอดทาง จะสร้างความเหนื่อยล้าได้มากกว่า จนผมแปลกใจ รถเล็กอย่าง  Suzuki  Swift  ยังมี   Cruise Control  มาให้  Ertiga  ไม่มีพอเข้าใจได้ แต่  XL7   เกิดมาเป็นรถเดินทางมีมาให้ก็น่าจะดีกว่าในความรู้สึกลูกค้า

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจใน Suzuki  XL7   สำหรับผม คือความมั่นคงระหว่างใช้ความเร็ว แม้จะเป็นอเนกประสงค์แก๊งค์รุ่นเล็ก ความมั่นใจในการขับขี่ เมื่อใช้ความเร็วกลับให้ความมั่นใจอย่างไม่น่าเชื่อ ช่วงล่างเซทมาแน่นหนึบ แน่นอนว่าจะมีปลายนวมกระด้างนิดหน่อยตามสไตล์รถยนต์นั่งอเนกประสงค์เผื่อต้องลุย

การเซทระบบช่วงล่างแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังทอร์ชั่นบีม ทำให้มีอาการแข็งกระด้างบ้า เมื่อคุณเปลี่ยนมานั่งโดยสารตอนหลัง โดยเฉพาะเบาะแถว 3 จะสัมผัสแรงสะเทือนจากจุดยึดได้อย่างชัดเจน

เมื่อเข้าโค้ง รถดูมั่นคงมากกว่า และโยนตัวน้อยกว่า ซูซูกิเผยว่า พวกเขาปรับความหนาเหล็กกันโครงเพิ่มขึ้น 1 มม. จาก  Ertiga  การบังคับเลี้ยวมีระยะฟรีเล็กน้อยการบังคับเลี้ยวส่วนตัวผมว่าดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เมื่อเทียบกับพวงมาลัยยุคใหม่ของซูซูกิ มันยังมีความเฉียบคมในการใช้งาน บังคับได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในการมุดไปมาตามการจราจร สามารถกะจังหวะบังคับรถได้แม่นยำมากกว่า

เรื่องการลุย งวดนี้ขอยกยอด เพราะยังไม่มีโอกาสไปลองขับสมบุกสมบันที่ไหน แต่ถ้าคุณจะถามว่ามันประหยัดเท่าไร จากที่ผมขับ กทม.ไปยัง ทอสคาน่า เขาใหญ่ บนหน้าปัดโชว์อัตราประหยัด 15 กิโลเมตร/ลิตร

หลายคนงง เครื่อง 1.5 เกียร์ 4 สปีด ประหยัดได้ไง นั่นต้องขอบคุณ การพัฒนาทางด้านหลักอากาศพลศาสตร์เพิ่มเติมในรถรุ่นนี้มีการใส่ชิ้นส่วนช่วยบังลมใต้ท้องในหลายๆ ส่วน ทำให้ รถมีความลู่ลมมากเป็นพิเศษกว่า พี่ชายสายพ่อบ้านของมัน รวมถึงโครงสร้าง   Heartect Suzuki  เอง  มีความเบาหวิวปลิวลมกว่าชาวบ้าน ถ้าเทียบเคียงกับคู่แข่งหมัดตรงมาจากอินโดนีเซียด้วยกัน มันเบาะกว่าถึง 105 กิโลกรัมเลยทีเดียว

ในเบื้องต้น  ซูซูกิ เอ็กซ์แอล 7   คือ อเนกประสงค์ที่โคตรถูกจริตคนไทย ด้วยราคาขายที่ลงตัว ฟังชั่นใช้งาน 7 ที่นั่ง ไปจนถึง ความประหยัดน้ำมันในระดับน่าพอใจ แถมมีรถที่ไม่ต้องพานิคเวลาลุยน้ำท่วม (แต่ถ้าน้องน้ำมา แบบปี 54 ผมว่าอะไรก็ช่วยไม่ได้) มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง

เรื่องหน้าตาก็คงแล้วแต่คนชอบ ของแบบนี้มันขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน ไม่แปลกใจอะไรนัก ส่วนตัวผมว่ามันน่าใช้กว่า Ertiga   ด้วยการตบแต่งที่ดูวัยรุ่นกว่าในทุกด้าน ไม่ดูขับแล้วสูงวัยเกินไป ส่วนออพชั่นก็ขาดบ้างเล็กน้อยอย่าง  Cruise Control  ควรมีมาให้ หรือ ที่เท้าแขนก็ไม่มีมาให้

แต่ถ้าถามว่านี่คือรถที่น่าซื้อไหม ผมตอบตามตรงครับว่า มันเป็นรถที่น่าซื้อมากๆ คันหนึ่ง ด้วยราคา ความอรรถประโยชน์ รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ลงตัวเกินราคา … ถ้าสนใจ มันก็เป็นตัวเลือกที่ดีคันหนึ่งในเวลานี้   

 

ข้อดี รถใหญ่ นั่งสบาย ช่วงล่างมั่นใจ ลุยได้เล็กน้อย และประหยัดในระดับที่น่าพอใจสำหรับรถ 7 ที่นั่ง

 

ข้อเสีย ขาดบางออพชั่นที่ควรมี เช่น   Cruise Control   และ พนักเท้าแขน

 

สิ่งที่อยากให้มี  –

 

สรุป สำหรับคนสนใจ   นี่คือรถคุ้มค่าในราคาที่หลายคนรอคอย อเนกประสงค์คนเมืองเที่ยวในวันว่างที่ครบเครื่องพร้อมสรรพทุกการใช้งาน โอเค มันอาจจะขาดบางออพชั่นบ้าง แต่ถือว่ายังรับได้

 

 



Comments

comments