Suzuki XL 7 GLX คุ้มค่าครบเครื่อง …  8 แสนบาท ที่ได้มากกว่า

ท่ามกลางสงครามรถยนต์อเนกประสงค์ที่ออกมาวางจำหน่ายกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง มีรถยนต์ใหม่ๆมากมาย กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์จาก รถ  MPV   เริ่มค่อยๆ ทยอยโผล่หน้าค่าตาออกมา หนึ่งในนั้นมาจากแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญรถยนต์นั่งขนาดเล็ก  Suzuki   พวกเขาส่ง Suzuki XL 7  ใหม่ ออกมาทำตลาด ด้วยราคาชวนซื้อต่ำกว่า 8 แสนบาท ถูกที่สุดในวันนี้

MPV Crossover   ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลาดนี้เกิดขึ้นได้ ต้องขอบคุณ ฮอนด้า ที่ขยายแพลทฟอร์ม   Brio   จนภายหลังมี  Honda  Brio  SUV   หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม   Honda  BR-V   การกำเนิดรถรุ่นนี้ทำให้เพื่อนบ้านจากญี่ปุ่นมองว่า ทำไม ตลาดรถ   MPV   แบบยกสูงอเนกประสงค์ จะเป็นไปไม่ได้

ตลาดนี้จึงกลับมาดุเดือด เมื่อ Mitsubishi XPander  วางจำหน่าย มันมาพร้อมกับสไตล์อเนกประสงค์ที่อยู่บนรถ   MPV   จนขายดีผลิตไม่ทัน ภายหลังค่ายทรีไดมอนด์เลยตัดสินใจว่า งั้นก็ทำรุ่นอเนกประสงค์จริงจัง ออกมาขายมันเลยจะดีกว่า  จนเป็นที่มาของ  Xpander Cross

Suzuki  เองก็ทำตลาดรถ   MPV   ด้วย   Suzuki  Ertiga   เช่นกัน แต่อย่างที่ทราบดีว่า ทรง Suzuki  Ertiga   ออกมาเป็นพ่อบ้านจ๋าๆ ไม่ได้ใส่ดีเอ็นเอรถอเนกประสงค์เอาไว้เลย งานนี้ ซูซูกิ ที่หมายตาตลาดเดียวกัน ก็เลยต้องทำการบ้าน จนออกมาเป็น Suzuki XL 7  เอาใจคนมองหารถอเนกประสงค์ในราคาไม่แพงเกินเอื้อมนัก และมีฟังชั่นครบครัน คุ้มค่าตามวิถีของแบรนด์สืบทอดมายาวนาน

Suzuki  XL7 GLX Review

เอาตามจริง ผมไม่ค่อยอินกับอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง จนขนาดเล็กกลุ่มนี้เท่าไนรนัก ส่วนตัวออกจะแหยงๆ เมื่ออ่านสเป้คที่ไร มันเป็นเครื่อง 1.5 ลิตรพร้อมเกียร์ ออโต้ 4 สปีด แถมการเปลี่ยนแปลงตัวรถ โดยส่วนใหญ่ ใช้พื้นฐานรถทรงพ่อบ้าน มาประกาศศักดา เขย่าเป่าเสกจนเป็นรถอเนกประสงค์  SUV

ความคิดเปลี่ยนไป ทันทีที่ได้ขับทดสอบกลุ่มบึ่งไปยังเขาใหญ่ หลังจากช่วงโควิด เฮ้ย!! รถขับดีกว่าที่คาด ช่วงล่างเซทมาลงตัวพอรับได้  การตอบสนองไม่ขี้เหร่ มันทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อยกว่า เทคโนดลยีในโลกเก่ามาบรรจบโครงสร้างใหม่ ก็ประเสริฐได้เช่นกัน

Suzuki XL7   ใหม่ มองแล้วแทบไม่มีอะไรเหลือเค้าความเป็น  Ertiga   เลย ตั้งแต่ด้านหน้าดูแตกต่างตั้งแต่แรกพบ กระจังหน้าใหม่มีคิ้วโครเมี่ยมตรงกลาง เป็นเอกลักษณ์โครเมี่ยมที่ทางทีมออกแบบตั้งใจทำให้มันเหมือน ดาบคาทาน่า (ดาบซามูไรญี่ปุ่น)  มาพร้อมกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้าใหม่ ดูใหญ่ขึ้น ส่องสว่างด้วยไฟ LED  ภายในโคมมีไฟ  Day Time running Light เสร็จสรรพ

Suzuki  XL7 GLX Review

ดีไซน์กันชนหน้าเปลี่ยนไปให้ดูลุย ช่วงด้านล่างพลาสติกสีดำ มีชิ้นสีเงินตบแต่งทางด้านล่าง เพิ่มความน่าใช้งาน

ด้านข้างติดตั้งเป็น Over Fender สีดำ เพิ่มรายละเอียดความดูลุย ช่วงล่างตัวถังให้พลาสติดสีดำยาว เช่นเคยมีวัสดุตบแต่งสีเงินเข้ามาเพิ่มเติม ติดตั้งชุดล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว สีทูโทน ให้ยางขนาด 195/60/R16   ติดตัวมาด้วย พร้อมยางอะไหล่มีให้สำรองขนาดเดียวกัน

ทางด้านหลัง ให้งานออกแบบเหมือนเจ้า Suzuki  Ertiga  แตกต่างเพียงเล็กน้อย ตรงกลางเพิ่มสีดำช่วงมือจับประตู ให้อารมณ์สปอร์ตทางด้านท้าย รายละเอียดไฟท้ายเป็นจุดเดีย วที่ไม่แตกต่างจาก Ertiga เช่นเดิมมีพลาสติดสีดำ และด้านล่างตรงกลางเป็นสีเงิน บนหลังคาแต่งแต้มด้วยราวหลังคาทรงสูง เผื่อต้องใส่ที่เก็บสัมภาระเสริม กรณีนั่งเต็ม 7 คน

Suzuki  XL7 GLX Review

ก่อนไปว่ากันเรื่องในห้องโดยสาร เรามาลองดูรายละเอียดขนาดตัวรถกันสักนิด  Suzuki XL7  มีความยาวตัวรถทั้งสิ้น  4,450 มม. กว้าง 1,775 มม. และสูง  1,710 มม. รวมถึงราวหลังคา ฐานล้อมีความยาว 2,740 มม. สามารถยืนสง่าในกลุ่มเดียวกับ  Compact Crossover   ได้เลย

เปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร โดยรวมงานออกแบบ ก็จะมีความคล้ายกับ  Suzuki Ertiga  อยู่พอสมควร ส่วนตัวผมชอบงานตบแต่งเจ้านี่มากกว่า ด้วยการถอดชุดลายไม้ดูสูงวัยออกไป แล้วแทนที่ด้วยลายคาร์บอนเคฟล่าร์ ดูสปอร์ตน่าใช้ยิ่งขึ้น

พวงมาลัย 3 ก้านทรง D Shape   ตูดแบนมีมาให้เช่นกัน พวงมาลัยปรับสูงต่ำได้ บนนั้นมีปุ่มปรับสั่งการเครื่องเสียง ติดตั้งไว้ทางฝั่งซ้าย เรือนไมล์มีจอแสดงข้อมูลตรงกลาง จอนี้บอกข้อมูลหลากหลายที่ผมก็ยังไม่เห็นรถรุ่นอื่น ในระดับเดียวกันมีมาก่อน เช่น บอกแรงเหวี่ยงขณะเข้าโค้ง (แต่ข้อมูลจะดีเลย์สักหน่อย ประมาณ 1 วินาที) ,แสดงกำลังและแรงบิดเครื่องยนต์,แสดงการใช้คันเร่งและเบรก เป็นลูกเล่นให้ลูกค้าได้ใช้

Suzuki  XL7 GLX Review - Interior

ตรงกลางใหญ่สะใจด้วยเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ใหญ่เบ้ง ผู้สูงอายุใช้งานได้ไม่มีปัญหา รองรับการเชื่อมต่อกับมือถือผ่าน  สะนน้ะในตัว ขับกล่อมผ่านลำโพง 4 จุด และ ทวีตเตอร์ 2 จุด พูดถึงคุณภาพเสียง ก็เรียนตามตรงว่าไม่ได้หวือหวาสะแด่วแห้วเท่าไรนัก ถ้าคิดว่าไม่พอใจ แนะว่าให้ไปอัพเกรดลำโพงจะดีที่สุด

ด้านล่างเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติทั่วไปไม่แยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา แต่ก็ยังดีที่ยอมให้มาได้ใช้งาน ส่วนด้านล่างมีช่องวางแก้ว 2 ช่อง ทั้งคู่มีระบบเป่าลมเย็น ให้เครื่องดื่มพร้อมสดชื่นดื่มแก้กระหาย คอนโซลเกียร์ตบแต่งสีดำเปียโนแบล็ก มีคอนโซลกลางเล็กๆ เปิดเก็บของได้นิดหน่อยมาก ตัวพนักเลื่อนได้เล็กน้อย พอจะวางศอกระหว่างขับทางไกลได้

Suzuki  XL7 GLX Review - Interior

Suzuki  XL7 GLX Review - Interior

เบาะนั่ง  Suzuki XL 7  ต่างจากคู่แข่งด้วยการให้เบาะนั่งผ้าผสมหนัง ตรงกลางที่เราสัมผัสจะเป็นผ้า แต่ริมชายขอบนั้นจะเป็นหนัง PVC  เป็นไปตามราคาตัวรถ เบาะคนขับปรับสูงต่ำได้ตามต้องการ

จากนั่งใช้งานตลอดการทดสอบในรีวิวนี้ รู้สึกว่า ท่านั่งรถคันนี้ไม่ดูเป็นอินโดฯ จ๋าๆ อย่างยี่ห้ออื่น เบาะนั่งมันไม่สูงจนรู้สึกว่านั่งแล้วยังเต่อ พนักพิงเบาะหลังก็มีขนาดใหญ่พอตัวนั่งสบาย ซัพพอร์ตได้กำลังดี ขับในระยะ 200 กิโลเมตร ไม่มีเมื่อยหลัง เป็นจุดที่น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง ในที่สุด ก็ออกจากความเป็นอินโดฯ ได้อีกหน่อย

เบาะนั่งแถว 2 สามารถปรับพับได้ในอัตรา 60/40 โดยฝั่ง 60 อยู่ทางฝั่งขวา หลังเบาะคนขับ เบาะนั่งแถว 2 ไม่มีที่เท้าแขนตรงกลางมาให้ คนนั่งเลยอาจจะรู้สึกเหงาๆ แขนสักหน่อยถ้านั่งนานๆ ตำแหน่งนี้มีระบบแอร์แถว 2 มาให้ ปรับใช้งานได้เลยตามต้องาน หลังคอนโซลกลางมีช่องเสียบหัวกลม 12 โวลต์มาให้ลูกค้า

ตัวเบาะทั้ง 2 ด้าน สามารถเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ ตามต้องการ และแยกเลื่อนกันได้ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ตามความต้องการของคนนั่ง ทำให้เรื่องการใช้งานเบาะแถว 2ไม่เป็นปัญหา เรื่องพื้นที่วางขา ไม่มีคนนั่ง แถว 3 เลื่อนถอยหลัง สุด พื้นที่ใหญ่โตพอสมควร ตัวพนักเบาะเองยังสามารถปรับเอนได้อีกพอสมควรด้วย คนตัวใหญ่ จะไซส์หมีแค่ไหน ก็นั่งได้มีติดปัญหาแน่นอน ฟันธง

การเข้าที่นั่งตอนหลังเอง ก็สบายใจคลายกังวล ด้วยอภิสิทธิ์จาก   MPV  มันเลยได้ประตูหลังพร้อมกระจกบานใหญ่  การขึ้นลงในตำแหน่งแถว 2 ไม่ใช่ปัญหาเลย พื้นฟลอร์ออกแบบมาค่อนข้างเรียบจะเขยิบนิดชิดในหน่อยก็สบายใจไม่สะดุด

Suzuki  XL7 GLX Review - Interior

ด้านเบาะนั่งแถว 3 ปรับพับได้ในอัตรา 50/50 การขึ้นลงตำแหน่งเบาะแถว 3  ใช้การพับพนักแล้วเลื่อนเดือนหน้าปกติ การขึ้นลง ก็อาจจะไม่สะดวกบ้างกับคนตัวใหญ่ ผมแปลกใจเล็กน้อย ที่  Suzuki   เอาเบาะฝั่ง 60% ไปอยู่ฝั่งขวา ทั้งที่ถ้าอยู่ฝั่งซ้าย จะทำให้การขึ้นลงผู้โดยสารเบาะแถว 3  สะดวกกว่ามาก นี่กลายเป็นมันไปอยู่ฝั่งขวา ฝั่งซ้ายเป็นฝั่ง 40%  ทำให้ การขึ้นลงนั้นแคบต้องเบียดตัว

มันไม่ได้เป็นประเด็นปัญหาในการใช้งาน แต่หากมองว่าเหมาะสมกว่า เบาะนั่ง 60%   ควรเป็นฝั่งที่เปิดให้เข้าออกเบาะแถว 3 น่าจะดีกว่า เพราะ ส่วนใหญ่การเดินทางจะขึ้นลงรถ ก็คือถึงจุดหมาย ขึ้นลงพร้อมกันทั้งคันไม่ได้ดรอปเป็นรถตู้-รถเมล์ในความเป็นจริง

ตัวเบาะแถว 3 เท่าที่เคยลองตอนเปิดตัว คนตัวไซส์หมี สูง 170-180 นั่งได้ แต่จะคดข้องอเขาเล็กน้อย ถ้าผู้โดยสารแถว 2 ถอยเบาะหลังมาสุดราง ให้ดี ถ้าจะเอาคนตัวใหญ่ขึ้นนั่งเต็มคัน ต้องปรับ ที่นั่งแถว 2ไปด้านหน้าเล็กน้อย ข้างเบาะแถว 3 มีที่วางแก้วน้ำ ใหญ่พอจะใส่แก้วเยติ หรือขวดน้ำพลาสติด 1.5 ลิตร ได้สบายมาก

ส่วนท้ายรถ เมื่อเปิดใช้เบาะนั่งแถว 3 ก็จะมีที่เก็บของอยู่มากพอสมควร จุดเด่นของ  Suzuki XL7   คือการมีช่องลับใต้พื้นช่วงสัมภาระใครที่เป็นคนชอบขนของใส่รองเท้าติดรถไว้หลายๆ คู่น่าจะชอบเจ้าช่องนี้ มันใหญ่พอสมควร เพียงพอที่จะเอาของจำเป็นติดรถไปด้วยเสมอ

มันมีความลึก 170 มม. กว้าง 440 มม. ส่วนตัวพื้นที่ในห้องสัมภาระรวม กว้าง 980 มม. สูง 850 มม. และมีพื้นที่ถึงเบาะหลังแถว 3 440 มม. หรือมีความจุ 550 ลิตร

ขณะที่การเปลี่ยนรถไปบรรทุกสัมภาระชั่วคราว ด้วยขนาดพื้นที่ก็ถือว่าใหญ่มากพอสมควร พอจะโยนจักรยานเสือหมอบขนาด M   เข้าไปได้ โดยไม่ต้องถอดล้อ ในกรณีที่คุณขี้เกียจ แต่ถ้าจะวางตั้งจักรยานก็พอทำได้ เพียงต้องหดหลักอานลง เพราะ เบาะพับราบลง ยังมีความสูงอยู่พอสมควร จึงวางตั้งทั้งที่ไม่หดหลักอานไม่ได้

การวิศวกรรมและการพัฒนา

ใต้เรือนร่าง  Suzuki  XL7  ใหม่ ทาง Suzuki  ได้ใส่ใจงานวิศวกรรมอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยโครงสร้างใหม่   Heartect

โครงสร้างใหม่นี้เน้นการทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง คุณจะแปลกใจที่รู้ว่า รถคันใหญ่ขนาดนี้รวมเครื่องยนต์ไม่มีผู้โดยสารมีน้ำหนักตัวเปล่า 1,175 กก. และมีน้ำหนักรวมผู้โดยสารเต็มคันโดยประมาณเพียง 1,730 กก. เท่านั้น

การทำให้มันเป็นอเนกประสงค์ Suzuki เพิ่มพื้นถึงใต้ท้องรถเป็น 200 มม. ช่วยให้ฝ่าอุปสรรคไปได้ค่อนข้างง่ายดาย

มันพกเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส  K15B   ให้กำลังสูงสุด 105  PS   สูงสุดที่ 6,000 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งลงชุดเกียร์ออโต้ 4 สปีด มีอัตราทดเกียร์

  • เกียร์ 1 ….  2.875
  • เกียร์ 2 …. 1.568
  • เกียร์ 3….. 1.000
  • เกียร์ 4 … 0.697

ลงเฟืองท้าย 4.375  ในรูปแบบขับเคลื่อนล้อหน้า

ตามการเปิดเผยของ  Suzuki  ไม่เพียงการปรับระบบชุดเกียร์ด้วยอัตราทดเฟืองท้ายใหม่เท่านั้น ทาง  Suzuki  ยังจัดการปรับจูนกล่องประมวลผลใหม่ ECM  ใหม่ ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น

ระบบกันสะเทือนยังใช้ หน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเลือกใช้แบบทอร์ชั่นบีม รายละเอียดเชิงลึกเรารับทราบมาว่ามีการปรับ โช๊คอัพ และสปริงใหม่หมด รวมถึงขนาดเหล็กกันโคลงหน้าใหม่ด้วย

เรื่องการบังคับเลี้ยวเป็นหน้าที่ของ พวงมาลัยควบคุมด้วยไฟฟ้า มีการปรับเซทอัพใหม่ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนตัวรถใช้ ระบบเบรก หน้าดิสก์เบรก หลังดรัมเบรก ตอบเรื่องการสั่งหยุดรถในระหว่างการขับขี่

การทดสอบขับขี่

การมาพบกันครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่จะได้มีโอกาสพาเข้า  Suzuki XL7   ใช้งานกันจริงๆ ด้วยว่ารถรุ่นนี้มีความน่าสนใจทั้งในเรื่องราคาและขนาดตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่ เรียกว่าคุ้มค่า จนมองข้าม เกียร์ออโต้ 4 สปีด ไปได้เลย

ขึ้นมานั่งทีแรก ผมเรียนตามตรงว่าชอบท่านั่งมากๆ มันไม่สูงเต่อจนเกินไปเทียบกับ  Ertiga  รายละเอียดงานตบแต่งดูดีขึ้นกว่าเดิม อย่างชัดเจน

สตาร์ทเครื่องยนต์ออกเดินทาง ช่วงแรกขับในเมือง ด้วยโครงสร้างใหม่ตัวรถทำให้มันมีน้ำหนักเบามากเมื่อเปรียบกับขนาดตัว แถมเมื่อมองรายละเอียดนี้กับคู่แข่งรายสำคัญ มันเบากว่าถึง 105 กิโลกรัม หรือประมาณ ข้าวสาร 1 กระสอบเลยทีเดียว

ออกตัวจากไฟแดงรู้สึกได้ทันทีว่ารถค่อนข้างดูจะออกแนวฮึดฮัดดุดัน ไม่แปลกใจเลย ด้วยเฟืองท้าย 4.375 ช่วยขยายแรงบิดจากชุดเกียร์ให้ตอบสนองได้ดี แถมยางของเขา XL 7   ก็แค่ 195 ไม่ได้ใหญ่มากนัก

พูดถึงยางในล้อ 16 นิ้ว ส่วนตัว ผมกลับคิดว่า จริงๆ  Suzuki   น่าจะให้ล้อขนาด 17  นิ้วไปเลย เพราะหายางใส่ง่ายกว่า สมัยนี้ล้อ 16 บางทีหายางตามร้านยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร ด้วยคนไทยไม่ค่อยนิยมเท่าไรนักด้วย ตัวเลือกเลยมีน้อย และราคาเรียกว่าต่างกันในหลักร้อยบาทเท่านั้นเอง

การขับในเมืองส่วนสำคัญคือต้องเจอการจราจรติดขัด ซูซูกิได้พยายามปรับเซทให้เกียร์ทำงานในตำแหน่งเกียร์  2 ในระหว่างการจราจรไม่ไหลคล่องตัว แต่กว่าจะเป็นเช่นนั้นคุณต้องเจอการจราจรชนิดเต่ากัดยาง

เกียร์ของ  XL7   จะขึ้นเร็วมาก ออก 1 สับ 2 ต่อ 3 แล้วไปคาที่ 4 ในระยะเพียง 400 เมตรไม่เกินนี้  จนทำให้หลายครั้งตอนที่ออก 2 สับ 3 ไป 4 คนขับจะรู้สึกรถไม่มีกำลังเครื่องดูเหี่ยวเล็กน้อย เนื่องจากรถรีบตัดไปเกียร์ 4 ก็คงด้วยเหตุผลเรื่องความประหยัดน้ำมันในทางหนึ่ง

แต่จากที่ขับในเมืองตลอดเส้นทาง ในฐานะที่ผ่านเกียร์ 4 สปีด มาครึ่งค่อนชีวิต ผมกลับมองว่าเกียร์ออโต้ 4 สปีด ไม่จำเป็นต้องสับเร็วขนาดนั้นก็ได้ ให้มันเปลี่ยนเกียร์ในจังหวะที่เหมาะสม น่าจะดีที่สุด แค่อย่าให้มันฟาดเกิน 2,500 รอบต่อนาที เป็นใช้ได้

สิ่งที่น่าชื่นชมในรถคันนี้เมื่อขับในเมือง คือความคล่องตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ มันมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร ซึ่งแคบในระดับที่พอจะเข้าออกซอยแคบๆได้สบาย แถมรถยังออกแบบมีระยะหน้าและหลังค่อนข้างสั้น ทำให้เปลี่ยนทิศทางคล่องตัวมั่นใจ โดยเฉพาะใครสายมุดต้องรีบไปรับลูกและภรรยา บอกเลยว่าถูกใจสิ่งนี้อย่างมาก

ถ้าจะขับในเมืองให้สนุกสักหน่อย แนะนำแตะปุ่ม  O/D Off   จะได้อัตราเร่งพุ่งพรวดทันใจในทันทีเร็วกว่าเหยียบคิกดาวน์ด้วยปลายเท้าเสียอีก

ถึงจะมีดีเรื่องการตอบสนอง แต่ถ้าภรรยาชอบความนิ่มนวลสบายหลังเวลาเดินทาง Suzuki  XL 7 อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับคุณ ทางวิศวกรเซทรถคันนี้ออกมาในทางกระด้างให้อารมณ์สปอร์ตๆ สักหน่อย ผมกลับรู้สึกว่า ช่วงล่างที่นั่งสบายดันอยู่ใน  Ertiga   การตอบสนองค่อนข้างจะกระแทกกระทั้น ไม่นิ่มนวลในหลายจังหวะ โดยเฉพาะฝาท่อกทม. หรือการข้ามทางรถไฟด้วยความเร็ว ค่อนข้างจะกระเทือนอย่างชัดเจน เก็บอาการไม่ดีเท่าที่ควรนัก

แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนโช๊ค-สปริง เซ็ทอัพใหม่ กลับไม่รู้สึกถึงการตอบสนองที่มีความนิ่มนวลขึ้น ส่วนตัวรู้สึกว่า ชุดโช๊คไม่มีการเพิ่มระยะยืด-ยุบ จากใน  Ertiga  หรือถ้ามีก็ไม่มากมายจนพอรู้สึกได้

ผมใช้งานจริงมัน 2 วันก่อนจะวัด อัตราประหยัดในเมือง ขับด้วยระยะทางทั้งสิ้น 124.3 ก.ม. เติมน้ำมันคืนถังไป 10.237 ลิตร ได้อัตราประหยัด  12.14 ก.ม./ลิตร 

ด้านการขับขี่เดินทางไกล ออกต่างจังหวัด เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ สำหรับรถอเนกประสงค์ เมื่อเดินทางไกล การที่เกียร์ตัดเร็วไปยังเกียร์ 4 ที่ดูเป็นเรื่องในการขับในเมืองกลายเป็นเรื่องดี เพราะนั่นหมายถึงคุณใช้รอบเครื่องต่ำอย่างต่อเนื่องและไม่กินกำลังเครื่องยนต์มาก นำมาด้วยการประหยัดน้ำมันที่ดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัย

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ขับนอกเมืองในเกียร์ 4 สปีด เป็นธรรมดาที่จะต้องกินรอบเครื่องค่อนข้างหนักกว่ารถสมัยใหม่ที่มีชุดเกียร์ 6 สปีดขึ้นไป เท่าที่สังเกตผมพบว่า เครื่องยนต์อยู่ในช่วง 2,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป ซึ่งมีข้อดีอยู่อย่าง คือคุณใกล้จังหวะแรงบิดสูงสุด สามารถเพิ่มคันเร่งใช้งานได้ทันที และเมื่อเกียร์ตบลงตำแหน่งเกียร์ 3 จะอยู่ในช่วงแรงบิดสูงสุดพอดี ทำให้การตอบสนองเป็นไปได้ดั่งใจ และเมื่อใช้เกียร์ 4 จะกินรอบเครื่องในย่านความเร็วต่างๆ ดังนี้

  • 120 ก.ม./ช.ม. จะกินรอบเครื่อง 2,950 รอบต่อนาที
  • 110 ก.ม./ช.ม. จะกินรอบดเครื่อง 2,750 รอบต่อนาที  
  • 100 ก.ม./ช.ม. จะกินรอบเครื่อง 2,500 รอบต่อนาที

ถ้าเทียบกับรถอเนกประสงค์สมัยใหม่ ถือว่ามันค่อนข้างจะใช้รอบเครื่องสูง แต่ก็ทดแทนด้วยการเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ทำให้การซดน้ำมันน้อยตามไปด้วย ยิ่งประกอบกับเฟืองท้ายที่ค่อนข้างจัด ทำให้รถเร่งพุ่งค่อนข้างดี คุณไม่จำเป็นต้องเดินคันเร่งลึกๆ มาก เวลาเร่งแซง กลายเป็นข้อดีเวลาการขับขี่จริงบนถนน

ทางด้านพวงมาลัยเซทมามีระยะฟรีเล็กน้อย เวลาขับทางไกลวางใจ จนพอจะปล่อยมือได้บ้าง ช่วยให้ผู้ขับขี่ผ่อนคลาย ไม่ต้องมากำพวงมาลัยแน่นกังวล ขยับนิดเปลี่ยนทิศทางปั๊ป น้ำหนักพวงมาลัยออกแบบมาได้กำลังดี ไม่หนักหรือเบาเกินไป มีความหน่วงกำลังดี

ส่วนช่วงล่างที่แข็งสะเทือนจนนั่งไม่สบายนักในเมือง เมื่อขับด้วยความเร็วอาการช่วงล่างดูจะนิ่มนวลขึ้น ติดปลายแข็งเล็กน้อย บางจังหวะอย่างคอสะพาน เนินลูกโดด ที่พบได้ตามถนนหลวงในเมืองไทย จะรู้สึกว่านั่งไม่สบายอยู่บ้าง นี่รวมถึงการไปขับบนทางออฟโรดพื้นฐาน อย่าง ถนนหินกรวดทางลูกรัง รถจะค่อนข้างสะเทือน เนื่องจากโช๊คมีความแข็ง แม้ว่าจะใช้ยางในการรับแรงสะเทือนแล้วในจังหวะหนึ่งก็ตามที

ในส่วนการเก็บเสียงและการโดยสารทางไกล ถือว่าพอไปวัดไปวาได้ รถเก็บเสียงจากพื้นถนนได้ดีพอสมควร ต้องขอบคุณการบุแผ่นบังใต้ท้องรถ ช่วยลดการเกิดเสียงรบกวนในขณะขับขี่ และในทางกลับกันยังเพิ่มอัตราประหยัดด้วย ถึงการบุใต้ท้องจะช่วยลดเสียงรบกวนได้บ้าง หากก็ยังมีเสียงเข้ามาในห้องโดยสาร ระหว่างการเดินทาง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ ด้วยส่วนหนึ่งจากการขับด้วยความเร็ว ใช้รอบเครื่องสูง

หากอีกด้าน ผมมองว่าการบุวัสดุซับเสียง ระหว่างห้องเครื่องกับห้องโดยสาร หรือ Fire wall  อาจยังน้อยไป จนซับเสียงรบกวนได้ไม่ดีนัก ส่วนพวกเสียงลมเข้าห้องโดยสาร ก็จะมีมาบ้างในช่วงหลังความเร็ว 110 ก.ม./ช.ม. เป็นต้นมา

แต่ในภาพรวมการเดินทางไกล รถคันนี้สอบผ่านใช้งานได้ดีในระดับที่น่าพอใจ  อันที่จริงผมก็แอบสงสัยว่า ช่วงล่างที่เราว่าแข็งอาจจะเป็นความตั้งใจให้รถคันนี้นั่งเต็มที่ 5 หรือ 7 ที่นั่ง แล้วมีความนุ่มนวลกำลังดีหรือเปล่า เรื่องนี้เราไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน ด้วยข้อจำกัดในการทดสอบ เรานั่งเพียง 2 คน น้ำหนักไม่เกิน 200 กิโลกรัม บุคลิกโช๊คอัพจึงอาจจะยังไม่นุ่มนวลเท่าไรนัก

อีกเรื่องที่ผมมอง ว่า   Suzuki XL7 ยังขาดอยู่บ้าง คือการอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ ถึงจะมองว่ารถคันนี้มีราคาถูกยังไม่ข้าม 8 แสน จะเอาอะไรมาก หากการเดินทางไกล นานเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งก็จะเรียกว่าเป็นปกติของรถอเนกประสงค์ที่จะใช้งานในแง่นี้ ลูกค้าอาจจะอยากได้ระบบ Cruise Control  เข้ามาช่วยในการขับขี่บ้าง มันเหมือนกับ ตีตั๋วเข้าไปดูหนังแล้วต้องมีป๊อปคอนติดมือเข้าโรง จ่ายเพิ่มกว่ายอมได้ แต่ขอให้มีมาให้บ้างก็ยังดี

และเมื่อพูดถึงความประหยัด ก็เรียกว่าทำได้ดีไม่แพ้รถที่มีราคาแพง จากที่ขับใช้งานจริงในระยะทาง 208.2 กิโลเมตร ผมเติมน้ำมันคืนถังไปทั้งสิ้น 13.862 ลิตร ได้อัตราประหยัด 15.46 ก.ม./ลิตร  ในเงื่อนไขการเดินทางที่ความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม.  ขับตามสภาวะการจราจรจริง กทม.-สระบุรี  ดีกว่าทีคิดเสียอีก

————–

เรื่องทีจะทำให้คุณประหลาดใจที่สุดในรถคันนี้ นอกจากความประหยัดที่ดีงาม คงจะเป็นเรื่องของอัตราเร่งตัวรถที่ที่ดีที่สุดในกลุ่มอเนกประสงค์เครื่อง 1.5 ลิตร  จากการขับทดสอบอัตราเร่งบนถนนลาดยาง นั่ง 2 คน น้ำหนักไม่เกิน 200 กก.  เปิดแอร์ ใช้เกียร์ D แล้วตะบันคันเร่งติดพื้น จับด้วย GPS เราได้ผลอัตราเร่ง

0-100 ก.ม./ช.ม. >>> 14.0 วินาที

80-120 ก.ม./ช.ม. >> 11.0 วินาที

และความเร็วสูงสุดได้ 173 ก.ม./ช.ม.

(*อัตราเร่งทดสอบ 5 ครั้ง แล้วนำข้อมูลที่ดีที่สุด 3 ครั้งมาหาค่าเฉลี่ย)

ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร, เจ้า  Suzuki XL 7   มีอัตราเร่งดี่สุดในกลุ่ม ไม่ว่าจะเทียบกับรถ  MG ZS   1.5 ที่อดีตเคยมาพร้อมเกียร์ออโต้ 4 สปีด  (เร็วกว่า 0.9 วินาที ในการทดสอบ 0-100 )หรือ จะเป็นคู่แข่งรายสำคัญ   Mitsubishi Xpander Cross (เร็วกว่า 3 วินาที ในการทดสอบ 0-100)   มันเร็วกว่าทั้งคู่อยู่พอสมควร

นั่นรวมถึงอัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ด้วย เมื่อเทียบกับกลุ่ม 1.8-2.0 ผมพบว่า  มันช้ากว่าอยู่ประมาณ 2 วินาที ในอัตราเร่ง 0-100 และ ราว 1.5-2 วินาที สำหรับอัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม.

แน่นอน ความเร็วสูงสุด อาจไม่ใช่ประเด็นที่คนซื้อรถกลุ่มนี้มองเท่าไรนัก หากในยามฉุกเฉิน ลูกเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนๆ เมียเจ็บท้องใกล้คลอดลูก คุณสามารถเอาเจ้านี่บึงพาไปรพ.ได้อย่างว่องไว  ทันควันได้สบายไม่หงุดหงิดใจ รถเร่งไม่ออกทำความเร็วไม่ได้ตามใจในยามฉุกเฉิน

ความเร็วสูงสุด 173 ก.ม./ช.ม. ก็เรียกว่ามากพอสมควร แต่การไต่ถึงความเร็วสูงสุดได้ อาจจะใช้ระยะทาง 1.5-2 กิโลเมตร นั่นก็เป็นปกติของรถประเภทนี้ ทว่าช่วงที่ได้ใช้งานแน่ๆ เป็น 130-140 ก.ม./ช.ม. สามารถไต่ขึ้นไปได้สบายๆ เพียงบี้คันเร่งหนักๆ เท่านั้น

 

สรุป Suzuki  XL7 GLX  มีดีกว่า 7 ที่นั่ง ออพชั่นครบเครื่อง ในอารมณ์สปอร์ต

ผมเคยฟัง พี่ วัลลภ ตรีฤกษงาม ในฐานะแม่ทัพการตลาด  Suzuki   พูดถึงแนวทางการซื้อรถของคนที่จะเปลี่ยนไป หลังยุคโควิดครองเมือง สิ่งที่พี่เขาพูดนับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะความจริงวันนี้ว่า คนจะซื้อมองความคุ้มค่ามากขึ้น นั่นทำให้รถยนต์บางรุ่นมีการเติบโตที่ชัดเจน อย่าง  Suzuki Celerio   เป็นต้น

Suzuki  XL7  มาต่อยอดความต้องการของลูกค้าที่มองว่าจะเปลี่ยนมือจากรถอีโค่คาร์ไปสู่รถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หลังจากครบโครการรถคันแรก รวมถึงชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะ เริ่มสร้างครอบครัว ก็มักจะอยากเปลี่ยนรถให้มีขนาดใหญ่ขึ้นรองรับเจ้าตัวเล็กที่กำลังมา หรือกำลังอยู่ในท้องคุณแม่

เดิมที ซูซูกิ ไม่มีรถกลุ่มดังกล่าว จะมีเพียง Ertiga   เจ้ารถแวน   MPV  ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการถแบบนี้ ทำให้ ลูกค้าปลีกตัวออกจากแบรนด์อย่างน่าเสียดาย เสียลูกค้าที่สู้อุตส่าห์ได้มาไปฟรีๆ การมาของ  XL7   ลบข้อนี้ได้เป็นปลิดทิ้ง ด้วยสมรรถนะและราคาที่ใช่

มันพกความประหยัด ความคุ้มค่า เหนือราคา ตลอดจน ฟังชั่นต่างๆ แบบจัดเต็ม เท่าที่เงินจะพอซื้อได้ รวมถึงยังได้เบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง มาด้วยเป็นออพชั่นมาตรฐาน ถ้าคุณมีงบไม่เกินล้าน ต้องการรถ 7 ที่นั่ง ก็ต้องรถกลุ่ม  MPV Crossover  นี่แหละ ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่รุ่น

ถึงจะมีคุณงามความดีหลายด้าน รถคันนี้ก็ไม่ได้ถึงกับ เพอร์เฟกไปหมดทุกเรื่อง มันยังมีบางอย่างที่อาจจะต้องนำปพิจารณาปรับปรุง อย่างแรก หนีไม่พ้นการเก็บเสียงของห้องโดยสารจากเครื่องยนต์ เมื่อเดินทางไกล เสียงเครื่องจะทะลุเข้ามาเยอะมาก ด้วยเครื่องยนต์ทำงานรอบสูงเกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาเดินทางไกล คงจะดีกว่านี้ ถ้ามันเงียบกว่านี้

ประการต่อมา ชุดเกียร์ควรจะปรับปรุงการโปรแกรม จาก ออกตัว 1 สับ 2 พอขึ้น 3 แล้วไป4 ใช่มันประหยัด เมื่อขับทางไกล แต่การขับในเมืองไม่ดีเท่าที่ควรนัก ขับแล้วจะรู้สึกว่ารถมันเหี่ยวๆไปหน่อย ผมอยากให้ลาก 3 สักแปป ประมาณ ถึง 2,000 รอบต่อนาทีก็ยังดี ค่อยสับไป 4 น่าจะได้ความรู้สึกพุ่งกว่านี้

นอกจากนี้   Cruise Control   เป็นสิ่งที่สมควรมีมาให้ใช้งาน เนื่องจากเป็นรถอเนประสงค์เอาไว้เดินทาง และล้อจะให้ดีอัพเกรดเป็น 17 นิ้ว น่าจะหายางง่ายกว่า ในความเป็นจริงบ้านเรา

พูดมาทั้งหมด ผมเหลียวไปมอง Suzuki  Ertiga   ที่มีรุ่นย่อย 2 รุ่น  ตอบลูกค้า บางที XL 7   ก็น่าจะมี 2 รุ่นบ้าง รุ่นประหยัดราคาไม่ข้าม 8 แสนบาท แบบที่ขายอยู่  และรุ่นออพชั่นมาเต็ม กว่าเดิม อาจจะมี   Cruise Control  ล้อขอบ 17 และเครื่องเสียงจอกลางอย่างดี รวมถึง จอสำหรับเบาะแถว 2 ภายในหุ้มหนังทั้งคัน ในราคา 8 แสนกว่าบาทกลางๆ  ก็น่าจะยังพอขายได้สบายมาก

ในตอนนี้ผมคิดว่า  Suzuki  XL7 GLX  เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจกับงบประมาณ รถอเนกประสงค์ราคาไม่ทะลุ 8 แสนบาท มันมีออพชั่นครบเครื่องในราคาที่ใช่ ขับแล้ว สมรรถนะก็วางใจได้ในแบบ  Suzuki วันนี้พวกเขาได้แนะนำรถอเนกประสงค์ในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึงได้ออกมาวางจำหน่าย ถึงมันจะเป็น   MPV Crossover   หากก็มีดีในแง่ความคุ้มค่าในการใช้งาน 7 แสนบาท ได้ 7 ที่นั่ง จะหาความคุ้มนี้ได้จากรถรุ่นไหนอีก ….

คงยากนะครับ ผมว่า

สามารถศึกษาข้อมูลตัวรถเพิ่มเติมได้ที่ Suzuki.co.th

***** ขอบคุณ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบ Suzuki XL7  มาให้ทดลองขับ 

**บทความนี้มีการแสดงความเห็นจากผู้เขียน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

เผยแพร่ครั้งแรกบน  Ridebuster.com  ทดสอบและรีวิว โดย   Bonn  ณัฐยศ ชูบรรจง 

ภาพและเนื้อหาของบทความนี่ มีลิขสิทธิของผู้เขียน  ห้ามนำข้อมูลหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความไปเผยแพร่ในสื่ออื่นที่ไม่ใช่ Ridebuster.com  โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

 



Comments

comments