เปิดสเปกก่อนจะเปิดราคาอย่างเป็นทางการสำหรับ MG URBAN อีวีรุ่นใหม่ที่ครั้งนี้มาในร่างเก๋งทรงท้ายตัด 5 ประตูประกอบในประเทศไทย

ตัวรถสร้างจากพื้นฐาน ไฟฟ้าล้วน SAIC’s E3 pure electric architecture platform ที่ออกแบบมาเฉพาะด้วยตัวรถยาว 4.3 เมตร พร้อมหน้าตาสไตล์อังกฤษตั้งแต่
กระจังหน้าทรงทึบแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active grille) มีโลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO มาพร้อม ไฟหน้า LED 3 ดวงเล็กในโคมทรงเรียบง่าย พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED ในโคมเดียวกัน
กันชนหน้าทรงสปอร์ตพร้อมช่องระบายอากาศแบ่ง 2 ฝั่งทรงสี่เหลี่ยมคางหมูคล้าย MG CYBERSTER ประดับด้วยคิ้วชายล่างใต้กันชนหน้า กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA ที่เปิดประตูดึงก้าน ล้ออัลลอย พร้อม AERO WHEEL COVER ขนาด 16 นิ้ว ในรุ่น Standard และ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น MAX กับ ULTRA
สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 LED ประตูท้ายไฟฟ้าเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แนวยาวโดยไฟท้าย 2 ฝั่งมาในลายธงยูเนียนแจ็คแบบ LED

ภายในหรูหราด้วยคอนโซลหน้าผสานเข้ากับพื้นผิวสัมผัสที่นุ่มนวล พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันทรงห้วตัดท้ายตัด 3 ก้าน ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง มาตรวัดความเร็วดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว ระบบจอสัมผัสอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะแบบลอยตัว ขนาด 12.8 นิ้วในรุ่น Standard และขนาด 15.6 นิ้วในรุ่น MAX กับ ULTRA
โดยรุ่น ULTRA ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8155 รองรับการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม การสะท้อนหน้าจอมือถือไปยังหน้าจอสัมผัสหรือ Mirroring สั่งงานด้วยเสียง ผสานการทำงานแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม SMART TECHNOLOGY ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถรองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟน
ช่องเสียบ USB-C 2 จุดหน้า และ 1 จุดหลัง ปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมีกรองอากาศ PM 2.5 กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด ไฟสร้างบรรยากาศภายใน INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA แท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA เครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA

เบาะนั่ง 5 ที่นั่ง หุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบโครงเบาะรองรับกับสรีรศาสตร์ที่ดีขึ้นโดยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่นย่อย ส่วนด้านคนนั่งปรับ 4 ทิศทาง พร้อมเป่าลมคู่หน้า ในรุ่น MAX กับ ULTRA
เบาะนั่งหลังใช้โครงสร้างแบบชิ้นเดียวเพื่อการรองรับสรีระ ปรับเอนได้สุด 27 องศาและยังพับแบบ 60/40 ได้ด้านสัมภาระด้านท้ายมีความจุก่อนพับเบาะ 480 ลิตร และพับเบาะ 1,266 ลิตร พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร

MG Urban ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหน้ วางจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย
รุ่น Standard ความจุแบตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นขนาด 42.8 kWh จากสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 364 V ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 435 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จได้ทั้ง AC กำลัง 6.6 kW 10-100% ภายใน 7.5 ชั่วโมงและ DC 10-80% กำลังสูงสุด 82 kW ภายใน 28 นาที
ส่วนรุ่น MAX กับ ULTRA ความจุแบตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นขนาด 53.9 kWh จากสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 387 V ให้กำลัง 160 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร วิ่งไกลสุด 530 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จได้ทั้ง AC กำลัง 6.6 kW 10-100% ภายใน 7.5 ชั่วโมงและ DC 10-80% กำลังสูงสุด 88 kW ภายใน 30 นาที
ทั้งหมดมาพร้อมโหมดการขับขี่ 5 โหมดทั้ง ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM
และมี KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ กลาง สูง
รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW พร้อมฟังชั่นคันเร่งแบบ One Pedal ช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัย ADAS มากถึง 19 รายการเด่นด้วย ช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION) ครั้งแรกในกลุ่ม โดย MG URBAN เปิดราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 มิถุนายน 3 รุ่นย่อยทั้งรุ่น Standard, MAX และ ULTRA ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด