ประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆเปิดตัวก่อนใครในเวอร์ชันพวงมาลัยขวาสำหรับ GWM ORA 5 พร้อมครั้งแรกแนะนำไฮบริด วางขาย

GWM ORA 5 วางจำหน่าย 2 ขุมพลัง เป็นทางเลือกให้ลูกค้า แนะนำทั้งรุ่นไฮบริด และไฟฟ้าล้วน
ตัวมาพร้อมงานออกแบบที่คุ้นหน้าตาจากจีน ติดตั้งระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ พร้อมระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL และไฟท้าย LED แบบซ่อน เพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ตัวรถ
ทางด้านข้างติดตั้งล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18 พร้อมสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ
ในรุ่นรุ่น ULTRA มาพร้อมหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ เพิ่มความโปร่งให้ห้องโดยสาร และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า
ยกระดับทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้าและที่ปัดน้ำฝนด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ภายในอมอบความสะดวกสบายและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอข้อมูลการขับขี่ และสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น ULTRA) รวมถึง กุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่
เรื่องการเชื่อมต่อเป็นหน้าที่ หน้าจอมัลติมีเดียสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Bluetooth เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงรองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ติดตั้งระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps มาพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น Pro และลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง ในรุ่น ULTRA ยกระดับความสุนทรีย์ในการเดินทาง อีกทั้งยังมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เฉพาะรุ่น ULTRA) ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการขับขี่ให้พรีเมียมและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ปรับไฟฟ้าคู่หน้าโดยเบาะคนขับปรับ 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น ULTRA) ขณะที่เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน มาในโทนสี Dark Grey (สีดำ-เทา) และสี Brown Beige (สีน้ำตาล-เบจ) เฉพาะรุ่นอีวี

มีทั้ง Hybrid และ ไฟฟ้า
ORA 5 ใหม่ มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และ รุ่นไฮบริด ตามความต้องการของลูกค้า
รุ่นไฟฟ้าล้วน นำเสนอ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร สมรรถนะให้อัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 5 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
พกและความจุแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 58.3 kWh ระยะทางวิ่งไฟฟ้า (NEDC) 520 กิโลเมตรรองรับการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 120 กิโลวัตต์ 30-80% เพียงแค่ 20 นาทีการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC) สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์

ด้านรุ่นไฮบริด ติดตั้ง ขุมพลังไฮบริด DHT-HEV เจเนอเรชันใหม่ แบบ 2-Speed Direct Drive ออกแบบให้เกิดความสมดุลสูงสุดระหว่างประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สมรรถนะ และความทนทานในระยะยาว
ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบแปรผันซูเปอร์ชาร์จ VGT 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตันเมตรจับคู่มอเตอร์ไฟฟ้าให้พลังสูงถึง 190 แรงม้า แรงบิด 236 นิวตันเมตร
ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมแบบสามองค์ประกอบนิกเกิล-โคบอลต์-แมงกานีส และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ เมื่อทำงานร่วมกันจะได้แรงม้ารวมสูงสุด 223 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 476 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับระยะทางขับขี่มากกว่า 1,000 กิโลเมตร ประหยัด 23.2 กิโลเมตรต่อลิตร
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ DHT 2 สปีด พร้อมระบบ Regenerative Energy Recovery ช่วยนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับ ORA 5 มีสีภายนอกให้เลือกถึง 4 สี ทั้ง Onyx Black (สีดำ) Ivory white (สีขาว) Mountain grey (สีเทา) และ Emerald green (สีเขียว) สำหรับรุ่นอีวีล้วน โดยมากันถึง 4 รุ่นย่อย มีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวดังนี้
- รุ่น EV PRO ราคา 629,000 บาท
- รุ่น EV ULTRA 699,000 บาท
- รุ่น HEV PRO ราคา 709,000 บาท
- รุ่น HEV ULTRA ราคา 779,000 บาท