Home » ชาร์จ AC มีไว้ทำไม ในยุคที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
Evolution

ชาร์จ AC มีไว้ทำไม ในยุคที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

หากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีระบบชาร์จ AC อาจโกลาหลและไม่นิยมเท่านี้

เป็นสิ่งที่ผมคิดเสมอ ทุกครั้งที่เห็นสื่ออื่นๆ ชมเปราะ โห! รถคันนี้ชาร์จอย่างเทพเลย ไม่ถึง 20 นาทีเสร็จอย่างเจ๋ง อวยกันจนคนมองว่า “การชาร์จ DC คือพระเจ้า” แล้วเริ่มตั้งคำถาม AC มีไว้ทำไม

ทั้งที่ในตัวรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน ระบบการชาร์จ AC หรือ Alternating Current Charge ถือเป็นรากฐาน แม้ว่าระยะหลัง เราจะไม่เห็นการพัฒนาของมัน หรือมีก็น้อยมากจนเริ่มถูกตัดออกไปจากบทสนทนา เวลาจะเลือกซื้อ EV

เหตุใด DC คือ พระเจ้าในสายตา หลายคน

เราต้องยอมรับความจริงว่า ก่อนที่คนส่วนใหญ่จะหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เกือบทุกคนต้องผ่านมือรถน้ำมันมาก่อน

ข้อดีของ รถน้ำมัน สามารถเติมพลังงานเร็ว เสียเวลาน้อยมาก เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นสสารของเหลว

การเติมน้ำมันเต็มถัง อาจใช้เวลาเพียง 10 นาที รวมขั้นตอนจ่ายเงิน สำหรับรถที่มีถังน้ำมันราวๆ 80-100 ลิตร แล้วสามารถวิ่งได้ 800-1000 กิโลเมตร ในถังเดียว

ความคุ้นชินดังกล่าว ทำให้คนจำนวนมากตั้งคำถาม ถึงระยะเวลาการชาร์จแบตเตอร์รี่ในรถยนต์ไฟฟ้าว่า จะมีโอกาสหรือไม่ ที่มันจะเร็วเท่ากันเติมน้ำมัน

เป็นโจทย์ใหญ่ที่กระตุ้นการพัฒนา DC มากกว่า การชาร์จผ่าน AC

นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ หลายคนเริ่มไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ไม่สามารถติดตั้งตู้ชาร์จได้ ทำให้การชาร์จ AC เริ่มไม่ค่อยจำเป็นเท่าไรนัก ทั้งที่คือพื้นฐานของ EV

ระบบ ชาร์จ Ac ทำงานอย่างไร

ก่อนอื่น ระบบที่เกี่ยวเนื่องการชาร์จ ในรถยนต์ไฟฟ้าหลักๆ จะมี 2 ระบบ คือ

1.ระบบ On Board Charger (OBC) ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้า จากภายนอกไปเป็นประจุไฟฟ้าให้แบตเตอร์รี่แรงดันสูง ประหนึ่งหม้อแปลงที่มีติดรถมาให้ใช้

2.Battery Management System (BMS) หน่วยประมวลผลแบตเตอร์รี่ทำหน้าที่ควบคุมการรับและจ่ายกระแสไฟของแบตเตอร์รี่ ซึ่งรวมถึงการใช้งานและการชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่

การชาร์จ AC เมื่อระบบรับไฟฟ้าจากภายนอกที่มีกระแสแรงดัน จะอาศัย OBC ของรถ แปลงประจุไฟฟ้า ให้เหมาะสม แล้วนำเข้าไปเก็บในแบตเตอร์รี่ คล้ายๆ กับการชาร์จมือถือที่เราคุ้นเคยกันดี

จะชาร์จเร็วชาร์จช้า ก็ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของ OBC บนรถ อาทิ MG 4 สามารถรับการชาร์จไฟฟ้าได้ 7 Kw เป็นต้น

และรวมถึงแหล่งจ่ายไฟภายนอก เช่น ถ้าชาร์จจากที่ชาร์จฉุกเฉิน อาจทำกำลังได้เพียง 1-3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เอาไว้ใช้แก้ขัดยามเข้าตาจน แต่สำหรับ Wall Charge อาจทำความเร็วได้ตั้งแต่ 5-22 Kw ต่อชั่วโมง

ผลคือ การชาร์จ AC มักจะกินเวลานาน ต้องมีใช้เวลาหลายชั่วโมง ยิ่งแบตเตอร์รี่ใหญ่ยิ่งนานขึ้น

ทำไมยังต้องมี AC

ถึงหลายคนเริ่มมองว่า มันไม่ค่อยมีประโยชน์ นอกจากเอาไว้ชาร์จที่บ้าน แต่อาจไม่คิดมาก่อนว่า ถ้าไม่มีการชาร์จ AC รถยนต์ไฟฟ้า อาจไม่แจ้งเกิดแบบวันนี้

1.ชาร์จที่ไหนก็ได้

ด้วยการวางพื้นฐานให้รถยนต์ไฟฟ้า มีระบบการชาร์จ AC ทำให้มันเป็นพาหนะที่ค่อนข้างอิสระต่อการจัดการหาพลังงาน สามารถไปชาร์จที่ไหนก็ได้ ขอให้มีปลั้ก ก็สามารถจับไฟฟ้าใส่ลงรถ ใช้ขับเคลื่อนต่อได้ทันที

ละลายภาพเดิมของรถน้ำมัน ที่ต้องแวะปั้มเติมพลัง เปลี่ยนเป็น ขับตรงกลับบ้านแล้วใช้ชีวิตกับครอบครัว ในขณะที่รถเติมพลังงาน

หรือแม้แต่คุณสามารถเติมพลังรถยนต์คันเก่งได้ ในระหว่างกำลังไป กินข้าว ช๊อปปิ้ง ดูหนัง สามารถเติมพลังงงานได้แบบ Passive คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่รถ สามารถไถมือถือดูผ่านแอพได้ รถฉันชาร์จจะเสร็จยัง

(แต่ตอนนี้สังคม EV ไทยกำลังกดดันให้ คนต้องอยู่ในรถ เพราะวินัยการชาร์จ ยังไม่ดี ทั้งที่ผิดวัตถุประสงค์การวิศวกรรมแต่แรก)

การออกแบบดังกล่าว ช่วยลดข้อจำกัดการใช้เวลาเติมพลังงาน ..ก็ถ้าเมื่อมันมานาน ก็ให้รถจัดการแล้วคุณไปใช้ชีวิตเสีย

จนอาจพูดได้เต็มปาก ว่า ถ้าวิศวกรไม่ใส่ AC มาให้รถยนต์ ไฟฟ้าไม่มีทางแจ้งเกิด แน่นอน เพราะในยุคแรกไม่มีใครกล้าลงทุนจุดชาร์จ จนมีมหาศาลอย่างวันนี้

2. พลังงานที่ถูกกว่า

ข้อสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิด อาจเป็นเรื่องความพยายามต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

แต่สำหรับหลายคนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สารภาพมาเถอะ คุณซื้อเพราะอยากลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ถ้ากำลังพยักหน้า การชาร์จ AC คือเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจโดยแท้

ปัจจุบันการชาร์จที่บ้าน ยังเป็นการชาร์จที่ให้ค่าเดินทางต่ำที่สุดในการใช้งาน ค่าไฟต่อหน้าไฟฟ้า (1 KW) ตกเพียงหน่วยละ 3-5 บาทเท่านั้น ถูกกว่าการชาร์จไฟฟ้าในระบบตู้ DC ถึงเท่าตัว

เมื่อหารค่าใช้จ่ายในการเดินทางออกมา รถยนต์ไฟฟ้า จึงมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า

อย่าง MG 4 ที่บ้าน กินไฟ 14 KW /100 กิโลเมตร ที่บ้านเป็นตู้แบบวงจร 2 หม้อแยกค่าไฟหน่วยละ ราวๆ 3 บาท

หารออกมา 14*3/100 = 0.42 บาท ต่อกิโลเมตร เท่านั้น

3. มีไฟยามฉุกเฉิน

แล้วรู้ไหมครับว่า ระบบ AC ยังออกมาแบบมาให้สำหรับการใช้งานในยามฉุกเฉินได้ด้วย

ระบบสามารถแปลงไฟกลับ ออกมาใช้ได้ผ่านชุดอุปกรณ์เสริมฟังชั่น V2L ปัจจุบันค่ายรถมักเอาเรื่องนี้มาเล่าว่า มันสามารถใช้ได้กับการเสียบปลั้กตั้งแคมป์

แต่จริงๆ เจ้าแรกที่พัฒนาให้ระบบ AC จ่ายไฟกลับออกมาได้อย่างมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ใน Outlander PHEV เขาคิดไกลกว่านั้นมาก

เขาต้องการให้ไฟในรถเป็นไฟสำหรับยามฉุกเฉิน สามารถแปลงกลับไปยังอุปกรณ์ชาร์จรถ ที่เรียกว่า “Bi directional Charger” สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้านได้วย

4.ถนอมและ ยืดอายุแบตเตอร์รี่

ท้ายสุด แม้การชาร์จ DC จะไวปานสายฟ้าฟาด แต่ AC ยังเป็น นายทวารสำคัญ ช่วย ถนอมแบตเตอร์รี่

การเติมไฟที่ดีต้องนิ่ง เสถียร ต่อเนื่อง การใช้ไฟแรงดันต่ำค่อยๆ อัดประจุจึงเป็นตัวช่วยลดการเสื่อมสภาพได้ดี

ยิ่งถ้าเราหมั่นชาร์จ AC เสมอ แบตเตอร์รี่จะมีประจุไฟฟ้าในระดับ Sweet Spot ลดการเสื่อมของแบตเตอร์รี่ และสอดรับกับการใช้งานในประจำวันของทุกคน

จริงหรือไม่ ชาร์จ Ac ระบบชาร์จบนรถจะเสื่อมไว

อย่างไรก็ดี, การชาร์จ AC ถูกตั้งคำถามหนึ่ง ที่สำคัญมากๆ “การชาร์จ AC ต่อเนื่องนานๆ จะทำให้ OBC ไปไวกว่าหรือไม่”

เรื่องนี้ให้จินตนาการว่ารถยนต์ไฟฟ้า เสมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เมื่อเราเสียบไฟฟ้า หากไฟเข้านิ่งๆต่อเนื่อง ความร้อนที่เกิดขึ้นสามารถจัดการได้

วงจรของระบบก็ไม่ใช่อ่อนแอ เปราะบางจนพังง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าบางตัว กว่าจะเสียใช้เวลานานมาก บางคนใช้พัดลมนาานหลายปี กว่ามันจะลากลับบ้านเก่า กับวงจร OBC นี้ก็เช่นกัน

ระบบจะทำงานจนกระทั่งเสร็จสิ้นการชาร์จ เมื่อตัดการรับไฟฟ้าจากภายนอก ก็ไม่มีไฟผ่านวงจรแล้ว

มาถึงตรงนี้ คงเห็นความสำคัญของหัวชาร์จเล็กๆ AC มันแทบจะเรียกว่าเป็นรากฐาน สร้างรถยนต์ไฟฟ้ามาวันนี้

หัวชาร์จนี้อาจถูกละเลย จากบทสนทนา แต่ไม่ควรมองข้าม มันทั้ง สะดวกสบาย ช่วยยืดอายุแบตเตอร์รี่ และเป็นคู่ใจ ยามฉุกเฉิน

แค่โลกวันนี้ โลกวันนี้ถูกปั่นว่า DC ยิ่งแรงยิ่งดี ทั้งที่ AC อาจเป็น “เดอะแบก” ตัวจริง

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

Comments are closed.