Home » อเนกประสงค์เล็ก ยอดนิยมทั่วโลก เหตุใดไม่ปังในไทย
Blog Buster บทความ

อเนกประสงค์เล็ก ยอดนิยมทั่วโลก เหตุใดไม่ปังในไทย

Honda Jazz- Suzuki Swift เป็นรถเก๋งเล็กรถยอดนิยมของคนไทยในอดีต วันนี้ ทั่วโลกแทนที่มันด้วย “รถอเนกประสงค์เล็ก”

รถแบบนี้ได้รับความนิยมทั่วโลก ทุกคนให้ความสนใจ แต่ไม่ใช่กับในบ้านเมือง ที่ชื่อว่า “ประเทศไทย” ทุกคนมองข้าม มันไปโดยปริยาย

Toyota Raize , Honda WR-V และ Suzuki Fronx เป็นรถกลุ่มใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้ หลังยุคปี 2020s ในฐานะอเนกประสงค์ขนาดเล็กที่สุด เท่าที่จะเหมาะสมต่อคำว่า “รถอเนกประสงค์”

ด้วยจุดขาย ขนาดตัวไม่เกิน 4 เมตร ระยะยฐานล้อยาว ระยะยื่นไปปลายกันชนสั้น มาพร้อมกลิ่นอายสปอร์ตและเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะในการขับขี่ในระดับที่น่าพอใจ เป็นรถที่คนไทยให้ความสนใจมากตั้งแต่หลังโควิด แต่พอขายจริงกลับยอดไม่เดิน

ทั้งที่จะว่าไปมันคือ อดีตรถเล็กถูกมาทำให้พร้อมลุยมากขึ้น เหมาะกับการใช้งานคนมากขึ้นตามยุคสมัย

Suzuki Fronx

แฮชแบคยังปัง แต่อเนกประสงค์ปังกว่า

จุดที่ทำให้ ผู้บริหารและวิศวกร คิดทำรถแบบนี้มาขาย มาจากความนิยมรถอเนกประสงค์อย่างล้นหลามในตลอด 10 ปีที่ผ่าน

ความต้องการรถอเนกประสงค์ทั่วโลก กระทบความคิดการพัฒนาและผลิตรถเก๋งแบบดั้งเดิม แม้จะมีความต้องการอยู่บ้าง แต่คนอยากได้รถอเนกประสงค์มากกว่าเพราะมันดูใช้งานได้หลากหลาย แถมยังพร้อมสำหรับความสมบุกสมบันมากกว่าในการใช้งาน

ผู้ผลิตหลายเจ้าจึงตัดสินใจพัฒนารถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กขึ้นมา ส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่เกิน 4 เมตร เป็นขนาดเดียวกับรถ 5ประตูยอดนิยมในอดีต อาทิ Honda Fit -Suzuki Swift หรือ กระทั่ง Toyota Yaris

ด้วยเป้าหมายสร้างอเนกประสงค์เน้นใช้งานในเมือง แต่ถ้าต้องเดินทางไกลก็ยังตอบโจทย์

วางกลุ้มเป้าหมายหลัก เป็นบรรดาคนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้ชีวิตหลังเรียบจบ มองหารถยนต์สักคัน ครบเครื่องทางด้านการใช้งาน มีกรอบอิสระมากกว่ารถเก๋ง ที่มีภาพลักษณ์สำหรับใช้งานเฉพาะพื้นที่มากกว่า

จุดตายสำคัญ ต้องสู้กับไฮบริด – EV

แต่จุดที่ทำให้รถอเนกประสงค์กลุ่มนี้ไม่ปังในไทย ทั้งที่ทั่วโลกต่างได้รับความสนใจ ไม่ว่าจะในประเทศยุโรปและญี่ปุ่น นั่นคือ ความเรียบง่ายของมันเกินไป

ปัจจุบันรถกลุ่มนี้ที่ขายในไทยประกอบมาจากอินโดนีเซียทั้งหมด นิยมติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ไม่ได้แนะนำเทคโนโลยีอะไรหวือหวา ทันสมัย เนื่องจากต้องการทำราคาให้คบหาง่าย

บางรุ่นใช้เกียร์ CVT บางรุ่นใช้เกียรอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Mild Hybrid ติดตั้งเพิ่มเติมให้ความประหยัด

คนยัมองว่า มันก็แค่รถาันดาปอีกรุ่นที่เพิ่งวางขาย

แต่ 3-4 ปีที่ผ่านมา คนไทยจำนวนมากให้ความสนใจกับคำว่า “ไฮบริดและ รถยนต์ไฟฟ้า” มากกว่า รถสันดาป เริ่มถูกมองข้าม

คนมอง รถสันดาป ว่า กินน้ำมัน มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งที่ยังไม่เคยลองขับ จับสัมผัส หรือพิสูจน์ว่ามันประหยัดกว่าหรือเปล่า

นอกจากนี้ ราคาที่วางจำหน่ายในปัจจุบันหากเพิ่มอีกนิด จะได้เทคโนโลยีไฮบริด ในรถกลุ่ม B-SUV อย่างใน Nissan kick , Toyota Yaris Cross, Mitsubisihi Xforce หรือ Honda HR-V

ภาษี+ นำเข้า = จุดตาย ด้านราคา

รถที่ปล่อยไอเสียเยอะ จะต้องจ่ายภาษีแพงกว่าปกติ ซึ่งเราจะเห็นได้จากอีโค่สติ๊กเกอร์ ทั้ง Honda WR-V ที่เปิดตัวขายมาตั้งแต่ปี2022 จัดเก็บในอัตรา ร้อยละ 25 ล่าสุด Suzuki Fronx ก็โดนจัดเก็บในอัตราเดียวกัน

ปัจจุบันด้วยการส่งเสริมระบบขับเคลื่อนที่มีความสามารถขับด้วยไฟฟ้าได้ ทำให้รถสันดาปดั้งเดิ่ม เริ่มทยอยยุติกการผลิตในไทยไปเรื่อยๆ

ส่งผลให้รถสันดาปดั้งเดิม ถูกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่เหมาะสม เช่น อินโดนีเซีย จึงต้องมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการนำเข้าสินค้า

เมื่อเคาะราคาขายจริง จะมีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูงกว่า รถที่ผลิตในประเทศ และได้อัตราภาษีช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า -รถไฮบริด

เราเห็นได้ชัด จากราคาจำหน่าย Honda WR-V RS ราคาจำหน่ายสูงถึง 8 แสนบาทกลางๆ และรุ่นล่าสุด Suzuki Fronx ที่มีราคาสูงสุด 799,000 บาท

หากเปรียบเทียบกับที่ญี่ปุ่น รถที่มีออพชั่นเดียวกัน ราคาจำหน่ายสูงสุดเพียง 562,000 บาท และในอินโดนีเซีย มีราคาไม่ข้าม 6 แสนบาท

หรือว่างง่าย ภาษีแรง+นำเข้า = ราคาแพง โดยอัตโนมัติ

รถคือ สถานะ สำหรับคนไทย

อย่างไรก็ดี,ปัจจัยที่สำคัญอีกประการ คือ ขนาดตัวรถ ซึ่งคนไทยจะคุ้นชิ้นกับในรถเก๋งมากกว่า

ปกติแล้วคนไทย จะคุ้นกับตัวรถอเนกระสงค์ที่มีขนาดตั้งแต่ 4.3 เมตรขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่ม B – Segment SUV ก่อนข้ามไปกลุ่ม Compact SUV ที่มีขนาดตัวรถใหญ่กว่านั้น

พอแนะนำกลุ่มใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง แต่มีราคาแพงขึ้น จึงทำให้คนมองข้าม

เราต้องยอมรับว่า คนไทยนิยมซื้อรถบ่งบอกสถานะทางสังคม ขนาดตัวรถยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อ

พอเป็นคำว่า “อเนกประสงค์” คนจะเริ่มคิดถึง ความสบายในการโดยสารตอนหลัง ต้องมีพื้นที่มากพอในการพาญาติผู้ใหญ่เดินทาง มีพื้นที่มากพอในการจุสัมภาระ เป็นอย่างแรกๆ และสมควรจะต้องขับสบาย

หลายคนพอมองตัวรถภายนอกดูเล็ก มักจะมีภาพคิดว่ามันน่าจะมีภายในที่ค่อนข้างเล็กทันที โดยไม่ลองจับลองสัมผัส

ยิ่งเมื่อต้องจ่ายเงินระดับ 7 แสนบาทกลางๆ เป็นราคาที่เพิ่มอีกนิดเดียว คุณก็ได้รถ B-SUV ใหญ่กว่ากว้างกว่า ยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจทันที

บทสรุป อเนกประสงค์เล็ก วันนี้ไม่ปัง ..วันหน้าไม่แน่

กว่า 4 เดือน นับตั้งแต่ Suzuki Fronx เริ่มทำตลาดในบ้านเรา และ 3 ปี ตั้งแต่ Honda WR-V เริ่มขายในไทยชัดเจนว่า คนไทยไม่นิยม อเนกประสงค์เล็ก

ทั้งที่ในอดีต รถเก๋ง 5ประตูขนาดเล็ก ขายดีลูกค้านิยม ซื้อขายเป็นเทน้ำเทท่า แต่วันนี้รถยนต์นั่งขนาดเล็กเดิมๆ อดลดลง ด้วยอายุผลิตภัณฑ์ อเนกประสงค์เล็กมาขายก็ยอดไม่ปังเท่าเดิม

ปัจจัยหลัก ที่ทำให้ อเนกประสงค์เล็กไม่ปัง คือความไม่สมเหตุสมผลระหว่างราคา กับ ขนาดและสมรรถนะตัวรถ

แม้รถอเนกประสงค์ะตอบ Pain Point บางข้อของคนไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสภาพฝนตกหนัก น้ำท่วมขังรอการระบาย ไม่ต้องมาลุ้นแบบในอดีต และความพร้อมสำหรับการใช้งานสมบุกสมบัน

แต่ด้วยกรอบความคิดภาครัฐ เรื่องปล่อยไอเสีย ภาษี ประกอบกับผู้ผลิตหลายรายเลือกจะนำเข้าจากเพื่อนบ้าน

กลายเป็นส่วนผสมดันให้ราคารถกลุ่มนี้แพงขึ้น ทั้งที่ราคาไม่ควรเพิ่มจากอีโค่คาร์หรือรถเล็กในอดีต มากถึง 1-2 แสนบาท จนเหมือนซื้อรถเก๋งขนาดเล็กตัวท๊อป

ถ้าจะพูดว่า ภาครัฐ คือจำเลย ที่ทำให้ตลาดกลุ่มนี้ไม่เติบโต ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว

เพราะ มาสด้าเพิ่งทุ่มเงินชุดใหญ่ เตรียมผลิตอเนกประสงค์แบบเดียวกันนี้ในไทย และได้รับสิทธิในการส่งเสริมการลงทุน มีแนวโน้มทำราคาได้ถูกจากการลงทุนผลิตจำหน่ายจากในประเทศ

ต่างจาก ฮอนด้า และ ซูซูกิ เลือกละทิ้งฐานไทย หรือ ให้ไทยทำหน้าที่อื่น แล้วนำเข้ามาขาย แม้ได้กรอบเงื่อนไขทางภาษี แต่โดนค่าขนส่งเพิ่มอีก ซึ่งนิสสันเคยมีบทเรียนนี้มาแล้วในยุค Nissan juke

รถกลุ่มนี้ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่ชอบ แต่ชอบแล้วรักไม่ลง ด้วยราคาที่ดูจไปไกล เกอนความจริง เมื่อเทียบกับขนาดและเทคโนโลยี

คนไทยฉลาดในการเลือกซื้อมากกว่าที่คิดมันต้องเหมาะสม ลงตัว ครบเครื่อง ตอบโจทย์ เพราะซื้อแล้วใช้งานกันยาวๆ

คล้ายกับ สาวสวยมากความสามารถ คุณอยากได้เป็นศรีภรรยา ตืดเพียงสิ้นสอดทางบ้าน จนเรียกว่า ต้องรกักันจริงเท่านั้น

แต่รถยนต์หนึ่งคันไม่ใช่ความรัก ถ้าแพงเกินเหตุ คนก็พร้อมเดินไปดูคันอื่นทันที

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

Comments are closed.