เป็นข่าวใหญ่ มาตั้งแต่กลางเดือยที่แล้ว แต่อาจโดนกระแสกลบจากเรื่องราวในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อฮอนด้า ประกาศลงทุนอีก 12,000 ล้านบาท ใน 2 โมเดลสำคัญ ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดในอนาคต
หนึ่งในนั้น มีรายงานจากสื่อใหญ่ Autolifethailand ว่า จะเป็นรถกลุ่ม B Segment ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นรถรุ่นอะไร แต่มีแผนวางจำหน่ายในปี 2028 หรือพูดง่ายๆ ขึ้นไลน์ปีหน้าแล้วพร้อมขายทันที ตามกรอบเวลาในการลงทุนและจัดการทดสอบตัวรถ ซึ่งถือว่าไวมากๆ
แต่ละสื่อ ต่างมองในแนวทางที่แตกต่ากันออกไป แต่สำหรับ Ridebuster ถ้ามองไปในตลาดวันนี้รถในกลุ่ม B Segement ที่มีในตลาดอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แต่ประเทศไทยยังขาดรถกลุ่มหนึ่งที่เคยทำตลาด และหายไปในเวลาต่อมา นั่นคือ กลุ่ม MPV ประตูสไลด์ขนาดเล็ก หรือ เราควรเรียกว่า Small MPV
และรุ่นดังกล่าวสำหรับฮอนด้า ไม่ใช่รุ่นอื่นไกลไปกว่า Honda Freed ที่เคบเข้ามาขายในไทยเมื่อสิบกว่าปีก่อน และวันนี้ยังถูกหลายคนถามหา ว่าจะมาขายอีกมั้ย ในอนาคต

ตัวรถ Honda Freed ปัจจุบัน ที่ขายในญี่ปุ่น คือรุ่นในเจนเนอร์เรชั่น ที่ 3 เปิดตัวขายในปี 2024
ด้วยจุดเด่นดีไซน์ทันสมัย และครบในแบบที่คนสมัยใหม่ต้องการ ยังคงเป็นรถอเนกประสงค์สไตล์ครอบครัว 6 ที่นั่ง และมาพร้อมกับการนำเสนอตัวรถ ที่มุ่งเน้นการใช้งานอย่างลงตัวในทุกมิติ
โดยในรุ่นที่จำหน่ายญี่ปุ่น มีทั้งเครื่องยนต์สันดาป และเครื่องยนต์ไฮบริด 1.5 e:hev
ซึ่งด้วยพื้นฐานในเรื่องนี้ มันจึงน่าสนใจ เพราะปัจจุบัน ฮอนด้าไทย ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์ไฮบริดเป็นพื้นฐานครบเกือบทั้งตระกูล จะขาดก็เพียงในกลุ่ม MPV
เดิมทีกลุ่มนี้ เราใช้กระบวนการทางการค้า นำเข้าจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง “อินโดนีเซีย” มาจำหน่าย
ทำให้สินค้า รถที่จะขายในไทยต้องผูกกับอีกประเทศ เมื่อเขาไม่ทำตลาด ประเทศไทย ก็อดไปด้วย ทั้งที่คนส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบอยากได้ รถทรงกล่องทรงตู้มาใช้ รับเด็กส่งผู้ใหญ่พาคนแก่ไปโรงพยาบาล

ปัจจุบัน ต้องกระโดขึ้นไปในกลุ่มราคา ล้านกว่าบาท อย่าง นิสสัน เซเรน่า โดยทางฝั่งฮอนด้าก็เอา ฮอนด้า สเตป แวกอน กลับมา แต่กดราคาสู้ไม่ได้
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ถ้าจะนำรถแบบนี้มาขายประเทศไทย ทางเดียวคือต้องนำมันมาผลิตในไทย จะทำราคาได้ โดยอาศัยซัพพลายเชนในประเทศ
Freed = B segment หรือไม่
มาถึงคำถาม สำคัญ แล้ว Honda Freed จัดเป็น B Segment หรือไม่ ..
ถ้ามองด้วยขนาดทรวดทรงตัวรถ บางคนอาจจะรู้สึกว่าไม่น่าใช่ แต่ถ้าเราจับมิติ ตัวถังรุ่นปัจจุบันมาดูกันตรงๆ รถรุ่นนี้กลับอยู่ในคลาสนี้

Honda Freed รุ่นปี 2024 มาพร้อมขนาดตัวถัง
- ยาว 4,310 มม.
- กว้าง 1,695 มม.
- สูง 1,755 มม.
- ฐานล้อยาว 2,470 มม.
หากดูตามนี้ ขนาดตัวรถรุ่นนี้จะอยู่ในระดับไม่ใหญ่กว่า Honda HR-V มันดีพอจะจัดคลาสอยู่ในระดับ B Segment ซึ่งเป็นตลาดที่ฮอนด้าเก่งและมีฐานแฟนที่แข็งแรงได้
นอกจากนี้ระบบขับเคลื่อน e:hev 1.5 ก็ถือเป็นของที่มีอยู่ในไทยอยู่แล้ว ทั้ง Honda City – HR-V
พลังขับ Freed อาจเพิ่มเป็น สูงสุด 123 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร เสียบกลางระหว่าง City และ HR-V พอดี

ทำให้ มันน่าสนใจที่จะมีศักยภาพพอที่จะเป็นรถรุ่นต่อไปด้วย
อีกอย่าง ถ้ามองไปที่อายุผลิตภัณฑ์ ฮอนด้า ฟรี เจน 3 โฉมปัจุจบัน เริ่มขายเมื่อปี 2024 ซึ่งมันใกล้จะถึงเวลาต้อง ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ 1 รอบ ในราวๆ ปีหน้า
ดังนั้น ถ้ามันมาไทยในปีหน้าหรือถัดไป (2028) ก็ไม่ได้ดูรู้สึกว่า มันล่าช้าเกินไปนัก
และปัจจุบัน คู่แข่งประตูสไลด์ ยังมีไม่มากหรือมีกำลังพอจะล้ม สิ่งที่ฮอนด้าเคยสร้างไว้จากอดีต
ยิ่งกว่านั้น ลูกค้าหลายคนถามหา และราคามือสองรุ่นเก่าก็ยังแข็งพอสมควร
แล้ว Honda Jazz ล่ะ
แม้ว่า อีกชื่อหนึ่งที่นาย โคจิ อิวานามิ น่าจะสับขาหลอกนักข่าวคือ Honda Jazz
แต่เราต้องไม่ลืมว่า Honda Jazz ตอนนี้ไม่ใช่รถทางฮอนด้าดูเหมือนจะเลือกทำตลาดเฉพาะกิจมากขึ้น ทั้งในญี่ปุ่นและอีกเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น
และในไทยเอง Honda City ที่สู้ทำตลาดมาตลอดหลายปี และมีรุ่นแฮทช์แบ็คมาทดแทนด้วย ซึ่งถ้าว่ากันตามกรอบเวลา ก็ดูจะมีช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการนำเสนอรุ่นใหม่ ที่คนไทยสนใจ

แต่ การปรับหน้าทาปากรถ ซิตี้ ล่าสุดอาจดีพอจะขยายกรอบเวลาแนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กออกไปอีก 2-3 ปี ต่อจากนี้
ดังนั้นที่ฮอนด้าต้องการ อาจไม่ใช่ รถเก๋งเล็กคันใหม่ แต่เป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าที่เคยเป็นสาวกได้กลับบ้านอีกครั้ง
ดังนั้นจากกระแสข่าวดังกล่าว ฮอนด้าลงทุนเพิ่มอีก 12,000 ล้านบาท รถที่น่าจะเป็นโจทย์ในกลุ่ม B Segment อาจเป็นรถที่คนไทยน่าจะได้ชื่นใจ
ถ้าวางระหว่าง Honda Jazz และ Honda Freed …หลายคนเวลานี้อาจเลือกฟรีดมากกว่า จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป
เราอาจไม่ตัดคนเดียวแล้ว อาจมีครอบครัวแล้ว แต่ยังต้องการรถที่ดีสำหรับใช้งานในเมืองประหยัดตอบโจทย์ รับส่งพ่อแม่แก่เถ้าและคุณลูกได้ ..
จะมีอะไรดีกว่า MPV สักคันในขนาดที่เหมาะสม ราคาที่คบได้ ..