ยุคนี้โลกให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า มาสด้า ดูจะเป็นค่ายญี่ปุ่นรายสำคัญ แม้จะตระหนักการมาของเทคโนโลยี แต่ไม่มีท่าทีเร่งรีบ
มาสด้าเลือกจับมือพันธมิตรจีน แนะนำรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ทำขายเอง และง่วนกับการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาป

แนะนำขุมพลังรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ 6 สูบ ในยุคที่ทุกค่ายต่างถอยหนี รวมถึง ข่าวลือเครื่องโรตารี่ที่ออกมาทุกปี
จนทั่วโลกมอง มาสด้ายังถือหางและเดิมพัน เครื่องยนต์สันดาป เหมือนที่ทำมาตลอด 100 ปีก่อน
Skyactiv จุดประกาย เครื่องสันดาปเป็นได้มากกว่า
ที่จริงแล้ว, มาสด้าสนใจรถยนต์ไฟฟ้า แต่มั่นใจว่าจะยังไม่ได้รับความนิยมมาก ถ้าขาดปัจจัยสนับสนุน รวมถึงการมองในความเป็นจริง ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้งาน จนสินอายุไข มาสด้านิยามว่า “Well To Wheel”
มาสด้าลงมือศึกษาจริงจังถึงที่มาไฟฟ้าและมองเห็นปัญหาสำคัญว่า ไฟฟ้าส่วนใหญ่ ยังมาจากสัดส่วนการสันดาปมากกว่าการใช้พลังงานหมุนเวียน มันไม่ใช่เส้นทางแห่งอนาคตที่แท้จริง
มาสด้าเองจึง ประเมินว่า พวกเขาน่าจะขายรถยนต์ที่มีความสามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียง 25% ภายในปี 2030
จุดพลิกผันสำคัญ คือ การมทึนทุนมหาศาลพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง จนเป็นผู้จุดประกายเครื่องยนต์สมัยใหม่ในยุคหลังๆ

เครื่องยนต์ High Compression Ratio หรือเครื่องยนต์กำลังอัดสูง เดิมที เป็นไอเท็มลับสำหรับสนามแข่ง มาสด้าเลือกนำออกสู่ถนน ภายใต้เทคโนโลยี Mazda Skyactiv Technology
เริ่มแนะนำมาตั้งแต่ราวๆ ปี 2011 แหวกแนวด้วยเครื่องยนต์เบนซินกำลังอัดสูงถึง 14.0:1 สูงที่สุดในตลาด และ เครื่องยนต์ดีเซลกำลังอัดต่ำเพียง 14.0:1 จนคนทั่วโลกพูดถึง
แนวคิดมาสด้า เป็นไปด้วยความตั้งใจเอาฝันมาสู่ถนน แล้วปรับแนวคิดกระจายไปในเครื่องยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมาในระยะหลัง
ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก 1.3 , 2.0 และ 2.5 ลิตร กลุ่มเครื่องยนต์ดีเซลวางจำหน่ายในขนาด 1.5 และ 2.2 ลิตร ถือเป็นการปฏวัติวงการในโลกยานยนต์ยุคใหม่

ไม่เพียงเท่านี้ ยังท้าทายความคิดดั้งเดิมพัฒนา เครื่องยนต์สันดาปรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะเครื่องยนต์เบนซินจุดระเบิดแบบดีเซล (Spark Controlled Compression Ignition) ใน Mazda SkyActiv X
ตลอดจน ท้าทายด้วยการเป็นค่ายรถยนต์รายแรกๆ ที่ตัดสินใจขยายขนาดเครืองยนต์ ในรถรุ่นใหม่
เช่น ขยายเครื่องดีเซล Mazda SkyActiv D จาก 1.5 ลิตรเป็น 1.8 ลิตรและยกระดับเครื่องยนต์ MazdaSkyActiv G จาก 1.3 ลิตร สู่ 1.5 ลิตร เพื่อให้สามารถใช้ส่วนผสมเบาบาง และปล่อยไอเสัยน้อยลง
นอกจากนี้ มาสด้าเป็นค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นรายแรกในรอบหลายปีที่ตัดสินใจพัฒนา เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ในขณะที่ทุกคนกำลังอพยพไปไฮบริด ด้วยความเชื่อมั่น ว่าจะตอบโจทย์ตรงความต้องการของลูกค้าที่มองหารถในวันหน้า
เดินทิศ ไม่เอาเทอร์โบ เป็นหัวใจหลัก
ความน่าสนใจในเทคโนโลยี SkyActiv อีกประการ คือ “ขบถ” ไม่เดินเส้นทางลดขนาดเครื่องยนต์
ปรัชญาวิศวกรรม ลดขนาดเครื่องยนต์หรือ Engine Down Sizing เริ่มเป็นกระแสมาตั้งแต่ปลายยุค 2000s
ผู้ผลิตส่วนใหญ่ปรับขนาดเครื่องยนต์ เพื่อลดขนาดห้องเผาไหม้ ติดตั้งเทอร์โบชาร์จ เพื่อให้พลังขับเทียบเท่าเครื่องยนต์ดั้งเดิม
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ Honda 1.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ จะมีกำลังขับใกล้เคียงเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรดั้งเดิม
มาสด้าเลือกหนทางยากกว่า ใช้หลักสูตร ส่วนผสมในการเผาไหม้บางกว่าปกติ จนไม่จำเป็นต้องปรับขนาดเครื่องยนต์
จนระยะหลัง เครื่องยนต์สันดาปยุคใหม่ เพิ่มอัตรากำลังอัดจาก 8.0-9.0 :1 เป็น 11.0-12.0:1 บางแบรนด์อย่างนิสสันเครื่องยนต์แปรผันกำลังอัดได้
พัฒนา โครงสร้างตัวถัง ไม่ใช่แค่ระบบขับเคลื่อน
แต่จุดที่ทำให้มาสด้ามั่นอกมั่นใจว่า สันดาปธรรมดา เครื่อง N/A สามารถไปต่อได้ เพราะ พวกเขาไม่ได้แค่พัฒนาระบบขับเคลื่อน
มาสด้า เป็นหนึ่ง 4 ค่ายญี่ปุ่น เลือกพัฒนาโครงสร้างตัวถังใหม่ในช่วงปี 2019 เพื่อให้สอดคล้องกับ กฏระเบียบทางด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และไม่ลืมจะมอบความสบายในการขับขี่และการโดยสารให้แก่ลูกค้า

เทคโนโลยี Mazda SkyActiv เลือกพัฒนาโครงสรา้งตัวถัง เป็นอีกหัวใจ ผมยังจำมาได้ถึงวันนี้ ในหลักการ “Gram strategy”
แทนที่จะปรับเครื่องยนต์อย่างเดียว มาสด้าฟิตแอนด์เฟิร์มตัวถัง ดูในทุกรายละเอียดลดความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง แม้กระทั่งน้ำหนักสกรู น๊อตและ รีเวท ก็ไม่ถูกมองข้าม
ด้วยข้อเท็จจริงว่า ทุกกรัมที่เพิ่มขึ้น จะต้องเบ่งพลังเครื่องยนต์ ต้นตอหลักในการปล่อยไอเสีย ตามไปด้วย
กาลดน้ำหนัก= การลดการปล่อยไอเสีย ในทางอ้อม
จน รถยนต์อย่าง Mazda 3 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรปล่อยไอเสียเพียง 149 กรัม ต่อกิโลเมตร และมีอัตราประหยัดโดยรวม 6.3 ลิตร /100 ก.ม.
หากเทียบกับ คู่แข่งที่เลือกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ มันปล่อยไอเสียสูงกว่าเพียง 10 กรัม ต่อกิโลเมตร และซดน้ำมันมากกว่าเพียง 0.5 ลิตร /100 ก.ม. ตามข้อมูลจากอีโค่สติ๊กเกอร์
น้ำมันเชื้อเพลิงหัวใจสำคัญ พาสู่อนาคต
อย่างไรก็ดี , ครื่องสันดาปก็ยังหนีไม่พ้นน้ำมันเชื้อเพลิง มาสด้าเป็นค่ายรถยนต์เพียงไม่กี่ราย ที่สนใจน้ำมันพลังงานทางเลือกใหม่
ถ้ายังจำได้ มาสด้าเป็นหนึ่งในค่ายที่พัฒนารถให้ใช้พลังงานทางเลือกได้ถึง E85 และยังคงความสามารถดังกล่าวมาจนปัจจุบัน เลือกซื้อได้ในทุกรุ่น ยกเว้น Mazda 2 และ Mazda MX-5
ความสนใจในการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือก ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมาสด้า พ่อหนุ่มฮิโรชิม่ามีความตั้งใจมาก
โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล มีการทดลองเป็นรูปธรรมในรถแข่ง Mazda 2 ดีเซล ตั้งแต่ปี 2021 ลงแข่งรายการ Super Taikyu



มาสด้ายิ่งเผยภาพชัดในงาน Japan Mobility Show 2025 ที่ผ่านมา จัดแสดงนิทรรศการภายในบูธ
ไขข้อข้องใจ ทำไมมาสด้าต้องสนใจการพัฒนาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ตั้งแต่การวางแนวทางพัฒนาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ไปจนถึง วิธีและกระบวนการดักคาร์บอนแล้ว นำมาเป็นส่วนผสมสำหรับเชื้อเพลิงสังเคราะห์
พร้อมแสดงข้อเท็จจริงว่า มันทำมีกระบวนการอย่างไร และสร้างผลอย่างไรในการลดคาร์บอน จากรถสันดาป

วันนี้ “มาสด้า”อาจถูกมองในฐานะแบรนด์ที่ดูจะตกขบวนในเกม EV -ไฮบริด แต่บางทีพวกเขาอาจไม่เคยต้องการจะไปอยู่ในเกมของใคร ไม่เลือกฝั่ง แค่เลือกเป็นตัวเอง
ถ้าจะมีค่ายไหนที่ไม่ยอมแพ้ ต่อการ”เครื่องยนต์สันดาป” ผมเชื่อว่า “Mazda” จะต้องโผล่ขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์วันหน้า
พ่อหนุ่มฮิโรชิม่า สายเลือดนักสู้ วันนี้เลือกแก้โจทย์ที่ยากที่สุดโลก
กับคำถามสำคัญ “เครื่องสันดาป ควรไปต่อหรือพอแค่นี้?”
ข้อมูลจากมาสด้า จากการเก็บเรียบเรียงโดยทีมงาน Ridebuster
ภาพจากงาน Japan Mobility Show 2025 ถ่ายโดยทีมงาน