Home » 15 ปี Mazda Sky Activ .. ฮิโรชิม่าเขย่าโลก
Bust Technic

15 ปี Mazda Sky Activ .. ฮิโรชิม่าเขย่าโลก

ในยุคนี้อาจจะเป็นยุคที่ทุกคนมองหารถยนต์ไฟฟ้า หรือไม่ก็รถไฮบริด

แต่ในบรรดาค่ายญี่ปุ่น มาสด้า กลายเป็นค่ายบางคนมองว่าปรับตัวช้าสุดไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขานี่แหละที่สร้างแรงกระเพื่อมให้วิศวกรยานยนต์ทั่วโลกตั้งคำถาม

เครื่องยนต์สันดาปที่คุณใช้อยู่พัฒนาจนสุดขีดความสามารถของมัน แล้วหรือยัง

เปิดสูตรไม่ลับ ปฏิวัติพัฒนาสันดาป

ในขณะที่หลายค่ายเริ่มไปทางระบบไฮบริด และหรือรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่ค่ายจีนจะบูมแบบวันนี้

ย้อนไปเมื่อ 15 ปี ก่อนใครเลยจะคิดว่าวันนั้น มาสด้าเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไม่กี่รายที่เลือกเดินสวนกระแสอย่างชัดเจน ตามสไตล์เลือดนักสู้จากเมืองฮิโรชิม่า

ในวันที่ มาตรฐานไอเสียติดปีก การทดสอบในห้องแล็ปเพื่อผ่านมาตรฐานไอเสียระดับสูงทั่วโลก บีบให้วิศวกรส่วนใหญ่มองไปในทางเดียวกันว่า อาจจะถึงเวลาต้องย่อไซส์เครื่องสันดาปลง แล้วติดตั้งเทอร์โบชาร์จ เพื่อผ่านการทดสอบมาตรฐานสุดเข้มข้น

จนเกิดเป็นกระแสนิยม Engine Down Sizing เครืองยนต์บล็อกเล็กติดเทอร์โบ ที่ทำให้คนจำนวนมากสนใจ

มาสด้าอาจพูดได้เต็มปากว่า เป็นหนึ่งในค่ายที่เลือกเดินสวนกระแสอย่างชัดเจนที่สุด พวกเขาไม่ได้ทำเครื่องยนต์ขนาดเล็กติดเทอร์โบ

แต่ต่ออายุเครื่องยนต์สันดาปปกติหรือที่หลายคนเรียกว่า เครื่อง N/A ( Natural Aspiration) ให้มีลมหายใจต่ออย่างน้อยจากวันนั้นจนวันนี้ ก็ยังใช้งานอยู่ในรถหลายรุ่นของบริษัท

มาสด้า ทำอย่างไร

พวกเขาอาศัยความรู้ทางด้านวิศวกรรม ที่สั่งสมมานาน มาพัฒนาต่อยอด และยังตัดสินใจครั้งสำคัญ ในการเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาสู่รถบ้าน

หลาคนอาจมองว่า มาสด้าทำแค่เครื่องยนต์ หรือเกียร์แต่ความบ้าบิ่นของพวกเขา คือการทำรถทั้งคันให้ดีขึ้น จนรถมาสด้าได้รับการยอมรับจากคนในช่วงนั้นว่า เป็นรถที่ตอบโจทย์ในการขับขี่ดีกว่ารถญี่ปุ่นทั่วไป ที่มีในตลาด

งานวิจัยของมาสด้า ถูกถ่ายทอดออกมาให้ทั่วโลกรับรู้ ผ่านแนวคิดว่า Defy Convention หรือ เอาความธรรมดานำกลับมาคิดใหม่

เป็นรากฐานของ เทคโนโลยีที่ชื่อ Mazda Sky Active Technology

ร่ายมนต์เบนซิน กำลังอัดสูง

อย่างที่ผมเกริ่นไปนี่คือการพัฒนารถทั้งคันให้ต่างจากเดิม ขับดีกว่าเดิมไม่พอยังตอบสนองในแง่ความประหยัด และลดปล่อยไอเสียด้วย

มาสด้าทำอย่างไร หัวใจสำคัญของรถยนต์คือเครื่องยนต์ พวกเขาพัมนาเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ออกมา และไม่มีใครคิดว่ามาสด้าจะเอาจริง

ตามปกติแล้ว เครื่องยนต์กำลังอัดสูง หรือ High Compression Ration Engine เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธ์ของวงการมอเตอร์สปอร์ต

เครื่องยนต์แบบนี้มักถูกใช้ในรถแข่ง มันมีประสิทธิภาพในการเผาไหม้สูง และทำกำลังขับได้ดี

มาสด้า เลือกเส้นทางนี้กับเครื่องยนต์ของพวกเขา นำเสนอเครื่องยนต์ Mazda SkyActiv G

จนเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เบนซินสำหรับรถตลาดที่มีกำลังอัดสูงมากในยุคนั้น โดย Skyactiv-G รุ่นแรกใช้กำลังอัด 14.0:1

การเพิ่มกำลังอัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางความร้อนของเครื่องยนต์ ขณะที่ Mazda ยังพัฒนารูปแบบห้องเผาไหม้ การฉีดเชื้อเพลิง และการไหลของไอเสีย เพื่อให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครื่องยนต์ Sky Activ G 2.0 เจนแรกเปิดตัวด้วย กำลังขับสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดเฉียด 200 นิวตัวตันเมตร

แนวทางเครื่องยนต์กำลังอัดสูงของมาสด้า กระจายไปในเครื่องยนต์ทุกตัวของบริษัท มีตั้งแต่ 1.3 , 1.5 2.0 และ 2.5 ลิตร

และด้วยประสิทธิภาพมหาศาล ทำให้ในภายหลังค่ายรถยนต์หลายเจ้าดำเนินรอยตาม ในการพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปกำลังอัดสูง แม้จะไม่เท่ากับที่มาสด้าเคยสร้างไว้

แต่ถ้าเปิดรายละเอียดทางเทคนิคเครื่องยนต์ N/A สมัยใหม่หลายรุ่น จะพบว่า มันมีกำลังอัดในช่วง 10.5-12.0 :1 ซึ่งในยุคก่อนไม่เคยทำกำลังอัดมากถึงเพียงนี้

ท้าทายโลก ด้วยดีเซลรอบจัด

ไม่เพียงแต่เครื่องยนต์เบนซิน มาสด้ายังมาแปลกกว่าค่ายญี่ปุ่นเจ้าอื่นด้วยเครื่องยนต์ดีเซลที่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของพวกเขา

ดั้งเดิมเครื่องยนต์ดีเซล จะมีรอบให้ใช้งานเพียง 4,000 รอบต่อนาที แถมยังค่อนข้างเสียงดัง และมีปัญหาเรื่องควันดำบ่อยครั้งในระหว่างการใช้งาน

Mazda ลดอัตรากำลังอัดลงมาเหลือ 14.0:1 เพื่อเปิดโอกาสให้ควบคุมกระบวนการเผาไหม้ได้ละเอียดขึ้น พร้อมลดปัญหาการเกิด NOx และเขม่า โดยทำงานร่วมกับระบบฉีดเชื้อเพลิงและเทอร์โบแบบ Sequential Twin Turbo

2014-MAZDA-CX5-XDL001

การลดกำลังอัดลงยังช่วยลดความรุนแรงของการเผาไหม้แบบฉับพลัน ทำให้เสียงการทำงานของเครื่องยนต์ลดลง ขณะเดียวกัน Mazda ยังพัฒนาให้เครื่องยนต์ดีเซลของพวกเขาสามารถลากรอบได้ลึกกว่าปกติถึง 5,000 รอบต่อนาที

ก่อนที่ล่าสุดจะมีการพัฒนาวิธีการจ่ายน้ำมัน จากการฉีดครั้งเดียว เป็นการฉีดหลายๆครั้งในเสี้ยววินาที ทำให้ ละอองน้ำมันเชื้อเพลิงมีความละเอียดมากขึ้นเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น

จนใครเลยจะคิดว่าเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ของมาสด้า สามารถทำกำลังขับสูงสุด 190 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับขนาดเครื่องยนต์

2014-MAZDA-CX5-XDL005

แต่ความแปลกใหม่ของมาสด้า ก็เผชิญความท้าทายสำคัญในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาน้ำดัน ที่ทำให้หลายคนที่สนใจกังวล จนเครื่องยนต์ดีเซลมาสด้าขายยาก ทั้งที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการทำงาน

SkyActiv Drive ผู้สวนกระแส CVT

อย่างไรก็ดี ,เครื่องยนต์ที่พัฒนามาดี ต้องการคู่หูที่มั่นใจในการเดินทาง

ระบบส่งกำลัง มาสด้ายังสวนหมัดทุกค่ายญี่ปุ่นในยุคนั้นที่หันไปกอด ระบบ CVT กันอย่างแพร่หลาย มันประหยัดน้ำมันตอบสนองดี แต่เมื่อขับขี่ใครที่เคยผ่านระบบ CVT มาอาจจะทราบ มันเหมือนขับรถไร้วิญญาณชอบกล

มาสด้าในฐานะผู้นำจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ ด้วยปรัชญาต่างๆมากมาย มีแนวคิดว่า ถ้าเอาความรู้สึกดีๆของ เกียร์เฟืองมาใช้ แต่ยังประหยัดแบบเกียร์ CVT มันจะเป็นไปได้ไหม

คำตอบนั้น อยู่ในชุดเกียร์ Sky Activ Drive ออโต้ 6 สปีด ที่ติดตั้งและใช้มานานในรถหลายรุ่นของมาสด้า

ถึงบางคนอาจมองว่ามันก็แค่เกียร์ออโต้พัฒนาใหม่ แต่มาสด้าปรับจูนตั้งแต่ชุด Toque Converter มาจนการโปรแกรมเกียร์ที่ให้ความรู้สึกทั้งนุ่มมนวลและต่อเนื่อง

ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกที่ขับ Mazda 2 ที่เชียงรายได้ รถกำลังไม่ได้มากจากเครื่องยนต์เบนซืน 1.3 มีเพียง 90 ม้าให้ใช้ แต่อานิสงค์ชุดเกียร์ มันสามารถขึ้นลงเขาได้อย่างสบายใจ มีอัตราประหยัดน่าประทับใจ

เมื่อสองปีก่อน ได้สัมผัส Mazda 3 ที่ยังใช้งานวิศวกรรมเดิม แต่ปรับปรุงไลน์อัพใหม่ ผมยิ่งรู้สึกว่านี่คือรถที่ใช่ ในวันที่ทุกคนไปไฟฟฟ้า และไฮบริด

จิตวิญญาณการขับขี่ที่เราคุ้นเคย สามารถพบเจอได้ในรถสันดาปของมาสด้า

เล่นหนักถึงโครงสร้า งจนรถตอบโจทย์ทั้งคัน

ยิ่งที่กว่านั้น มาสด้ายังใส่ใจถึงเรื่องการขับขี่ถึงเชิงโครงสร้างตัวถัง Mazda Sky Activ Chasis ยุคแรกใช้กลยุทธ์ Gram Strategy ลดความซับซ้อนโครงสร้าง เพื่อทำให้น้ำหนักเบาลง จะได้ขับดีขึ้น

มันเหมือนการสังคายนาบอดี้รถใหม่ ที่ทำมาตลอดหลายปีทั้งคัน

ภายหลังมาสด้าเดินต่อด้วยการเปิเดโครงสร้างตัวถังรุ่นใหม่ Mazda Vehicle Architecture แนะนำลงใน Mazda 3 และ CX-30

ร่ายมนต์สอดผสานไม่เก่ง ก็ซิ่งได้

ก่อนท้ายสุดมาสด้าจะวางแนวคิด เอาตัวช่วยต่างๆมาทำงานผสานกัน ภายใต้ระบบ Mazda SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS แนะนำออกมาในปี 2016

มาสด้าเหมือนเชื่อมโยงโสดสัมผัสของรถ จากเดิมที่แต่ละระบบทำงานในแต่ละหน้าที่กัน วันนี้กลับมาคุยกัน ผ่านเทคโนโลยี G-Vectoring Control (GVC)

มันใช้การควบคุมแรงบิดเครื่องยนต์ในจังหวะเริ่มเลี้ยว เพื่อจัดการการถ่ายน้ำหนักของตัวรถ ทำให้แรงกดบนล้อเหมาะสมขึ้น และช่วยให้รถตอบสนองต่อพวงมาลัยได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

จนขับรถได้เหมือนใช้อวัยวะในร่างกาย และตอนที่ผมได้ลองเทคโนโลยีตัวนี้ครั้งแรกมันก็ทำได้เช่นนั้น ยิ่งตอนปี 2019 ก่อนโควิดระบาด

มีโอกาสไปขับ Mazda ทำรีวิวแถวสวนผึ้ง ผมไปพบทางโค้งเส้นหนึ่ง ยิ่งขับยิ่งรักมาสด้า

และวันนี้อย่าแปลกใจที่รถหลายรุ่นมีเทคโนโลยีลักษณะนี้คล้ายๆ กันออกมา จนขับรถแล้วรู้สึกมั่นใจในการขับขี่ มากกว่ารถยุคก่อน

จากวันแรกที่ Mazda แนะนำ Skyactiv Technology จนถึงวันนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในรถสันดาปของพวกเขา

15 ปีต่อมา โลกยานยนต์กำลังเดินไปอีกทาง และคำถามจึงย้อนกลับมาหา Mazda อีกครั้งว่า สิ่งที่พวกเขาเชื่อมาตลอดนั้น ยังเพียงพอสำหรับโลกยุคใหม่หรือไม่

ณะเดียวกัน Mazda ก็เดินหน้าเพิ่มทางเลือกด้านรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ ตามแนวนโยบาย Mazda Multi-Solution

Mazda 6e ที่ขายในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ที่จริง มาสด้ายังพยายามคิดค้นไปถึงการใช้พลังงานทางเลือกแบบอื่นๆ ที่เหมาะกับแต่ละท้องทิ้ง

ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อแค่ทำให้สันดาปยังเป็นคู่ใจในการเดินทาง สำหรับคนชอบขับ เท่านั้น แต่มันโยงถึงคำถามสำคัญ

ปรัชญา Well to Wheel มันคุ้มค่าต่อการใช้งาน ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายที่ต้องจากลาหรือไม่

Mazda ไม่ได้สร้างรถให้ทุกคนรัก แต่สร้างรถให้คนที่ชอบขับขี่ รักจนถอนตัวไม่ขึ้น

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

Comments are closed.