Yamaha E01 EV สกู๊ตเตอร์ ที่ตรงจริต นักขี่ ที่สุดในวันนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

ท่ามกลางความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก อีกตลาดที่เราดูจะต้องจับตามองกันให้ดี ก็ดูท่าจะไม่พ้น รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า นั่นเอง ปัจจุบัน รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เริ่มมีเข้ามาตอบโจทย์บ้างแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์จากจีน ขายกันพรึบพับมากมาย

Yamaha E Zero One
h

หากท่ามกลางกระแสดังกล่าว ยามาฮ่า เป็นค่ายที่ถูกจับตามอง อย่างมาก ในฐานะ ค่ายมอเตอร์ไซค์ญี่ปุ่น ที่กำลังจะโชว์ทีเด็ด ด้วยมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า กึ่งคอนเซปต์กึ่งพร้อมขายจริง ที่เข้ามาโชว์ตัว ตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาในนาม Yamaha E01 หรือ ต้องเรียกว่า Yamaha E Zero One

รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Yamaha E01 ถือเป็นโครงการที่ทั่วโลก ต่างจับตา เนื่องจากยามาฮ่าได้สร้างรถคันนี้มาถึงขั้นพร้อมทำการทดสอบแล้ว สามารถขับได้จริงขี่ได้จริง หรือ ที่เรียกว่า Real-World Proof-of-Concept (PoC) เข้าใกล้จะขายจริงไปอีกขั้น

ที่จริงแล้ว ยามาฮ่ามีความเชี่ยวชาญในการทำ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มาตั้งแต่ปี 1991 และรุ่นล่าสุดที่อออกมา คือ E-Vino ขายในประเทศญี่ปุ่น และข้างเคียง มันเคย ถูกนำมาโชว์ตัวในไทย แต่ไม่ขาย เนื่องจากเหตุผลบางประการ

ประกอบกับ ยามาฮ่า ถือว่า มีบทบาทสำคัญในยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก เมื่อแบรนด์ ตั้งตน เป็นผู้ผลิต มอเตอร์ไฟฟ้ารายสำคัญของญี่ปุ่น โดยพวกเขา ร่วมผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กับรถยนต์ไฟฟ้า อย่าง Toyota B4X และ Subaru Solterra กลายเป็นก้าวย่าง ที่ทำให้ หลายคนจับตาการมาของ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รุ่นถัดไป

วางแผน ยึดหัวหาด คลาส 125

ถ้าจะถามว่า Yamaha E01 จะจัดอยู่ในคลาสไหน ก็คงต้องกันตามตรงว่า ทางค่ายวัศวินสีน้ำเงิน ตั้งใจ ในการส่งรถคันนี้เข้ามาเอาใจ ลูกค้าคนเมือง เดินหมากสำหรับ มอเตอร์ไซค์กลุ่ม 125 ซีซี

สาเหตุที่เข้ามาในกลุ่มนี้ มีหลายเหตุผลที่น่าสนใจด้วยกัน

ประการแรก คู่แข่ง อย่าง ฮอนด้า มีรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Honda PCX EV ขายในกลุ่มนี้ มาหลายปี (แต่ยังไม่ใช่ประเทศไทย) และยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ สักเท่าไรนัก

ข้อต่อมา กลุ่ม 125 ซีซี เป็น กลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมอเตอร์ไซค์ มีตลาดใหญ่เยอะมาก ทั้ง ยุโรป ,ไต้หวัน ,ไทย และหลายประเทศ

ที่สำคัญ รถกลุ่ม 125 ซีซี มักถูกใช้เพื่อเดินทางในเมือง เนื่องจากมีขนาดเล็ก คล่องตัว ราคาจับต้องง่าย สามารถ เป็นพาหนะที่สะดวก ในการเดินทางในเมือง นั่นยิ่งทำให้ ยามาฮ่า กระตือรือร้น ในการทำรถมาลงในคลาสนี้

การวิศวกรรม ในภาพรวม Yamaha E01

ขณะที่หลายคนกำลังตื่นเต้นว่า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า กำลังใกล้จะเป็นจริง ในวันนี้ โดยเฉพาะจากแบรนด์ญี่ปุ่นนั้น ที่จริง โครงการ Yamaha E01 เผยข้อมูลครั้งแรก มาตั้งแต่ปี 2019 ในงาน Tokyo Motor Show

ความตั้งใจของ ความคิด รถต้นแบบตอนนั้น คือ สร้างรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อใช้ในการเดินทางในเมืองนั้นเอง

มิติ ตัวรถที่มีการเปิดเผย ออกมาในเวลานั้น และยังใช้ต่อมาในการสร้างสรรค์ผลงานจริง มันจะมี

  • ความยาว 1,960 มม.
  • กว้าง 810 มม.​
  • สูง 1,190 มม.

การขับเคลื่อน เป็นหน้าที่ ของมอเตอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ หรือ Air Cooled Brushless DC Motor โดยในเวอร์ชั่นที่พัฒนาออกมาในวันนี้ มีกำลังขับ 8.1 กิโลวัตต์ (10.86 แรงม้า) สูงสุด ที่ 5,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 30.2 นิวตันเมตร ที่ 1,950 รอบต่อนาที

มี โหมดการขับขี่ทั้งสิ้น 3 โหมด ได้แก่ Eco, standard และ Power แต่ละโหมด ตอบสนองต่างกัน ด้วยการปรับจูนให้เหมาะสม ทั้งการตอบสนองคันเร่ง ,​แรงบิด และ ความเร็วสูงสุดที่สามารถใช้งานได้ ดังนี้

กำลังสูงสุด (KW)แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร)ความเร็วสูงสุด (ก.ม./ช.ม.)
Eco8.130.2100
Standard8.124.5100
Power5.421.460

นอกจากนี้ ทางยามาฮ่า ยังท้าทาย ความเชื่อเรื่องมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากผู้ผลิตชาวจีน ที่ออกมาตีตลาดมานานหลายปี ด้วยการติดตั้งแบตเตอร์รี่แบบตายตัวหรือ Fixed Batterry ให้แบตเตอร์รี่ ลิเธียมไอออน ขนาด 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง

มีระยะทางต่อการชาร์จ ในการทดสอบ WMTC หรือ World Motorcycle Test Cycle 130 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ และตามที่ยามาฮ่า เคลมการใช้งานได้จริงๆ อยู่ที่ราวๆ 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ

มันอาจจะไม่ได้มาก หากก็พอสำหรับการใช้งานในเมือง สำหรับคนทั่วๆไป ที่เพียงขี่จากบ้านไปที่ทำงาน ไปเรียน หรือ อาจจะไปจ่ายตลาดแถวบ้าน ที่ไม่ใช่การใช้งาน ขนส่งในเชิงพาณิชย์

ส่วนเรื่องการชาร์จรถ นั้น ก็สามารถตอบสนองได้ 3 รูปแบบ ด้วยกัน คือ

ระยะเวลา (ชั่วโมง)การชาร์จ (%)
Fast Charge10-90
Normal Charge 50-100
Portable Charge 14 0-100

ทั้งหมด จ่ายไฟลงหัว แบบ Type 1 ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ โดยทีมวิศวกร ของยามาฮ่า เพื่อให้ สามารถใช้งานได้เฉพาะ

โดยตัวรถทั้งหมด จะมาพร้อมกับ Portable Charger เก็บอยู่ใต้เบาะนั่ง และสามารถพกไปไหนมาไหนได้ถ้าต้องการ ส่วน ตู้ชาร์จ Normal Charger นั้น อาจจะต้องซื้อเพิ่มหรือไม่ หรือจะมีให้บริการที่ศูนย์นั้น ยังยากจะคาดเดา

จุดที่น่าสนใจ ของ Yamaha E01 ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ยามาฮ่า ยังเอาศาสตร์ในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ โดย การจัดวางแบตเตอร์รี่รวมถึง มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นแพ็คเกจเดียวกัน วางไว้ใต้บริเวณผู้ขับขี่ ซึ่งอยู่ตรงกลางรถ ทำให้ ได้ จุดศูนย์ถ่วงที่ดีที่สุด

รวมถึง ยังออกแบบให้มอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ด้วยกันตรงกลาง แล้วใช้สายพานไปขับเคลื่อนพูเล่ย์ ปั่นลงล้อ คล้ายระบบที่แนะนำใน T-Max ด้วย ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น จนสื่อบางท่าน ให้นิยามว่านี่คือ Baby T-MAX เลยก็ว่าได้ ในความรู้สึกก็ดูจะไม่ผิดเท่าไร

ส่วนช่วงล่างทางด้านหน้า เป็นแบบ เทเลสโกปิก ปกติทั่วไป ด้านหลัง เป็นโช๊คอัพคู่ วางไว้ตรงกลาง เชื่อมตัวรถไปยังสวิงอาร์ม โช๊คอัพ ไม่ได้ตัวใหญ่หรือยาวมาก มันเป็นเพียง โช๊คสั้นๆ เท่านั้น

การทดลองขี่

มาถึงตรงนี้เชื่อว่า หลายคน คงจะพอเห็นแล้วว่า รถคันนี้ไม่ธรรมดา ในการสร้างสรรค์ขึ้น มันเป็นรถที่สร้างโดยตั้งใจทำขึ้นมา จากชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเข้าใจ ความต้องการของคนทั่วโลก ที่กำลังอยากจะผันตัวไปสู่ยุค EV

Ridebuster เราได้รับเกียรติ อย่างมาก ให้เป็นส่วนหนึ่งของ PoC Drive โดยการทดลองขี่ครั้งนี้ ไม่ใช่ การขี่เพื่อชี้ว่า รถมอเตอร์ไซค์ใหม่ คันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ มีนิสัยอย่างไร

แต่เป็นการขี่เพื่อให้ข้อมูลกับ Yamaha Cooperation ประเทศญี่ปุ่น ที่จะได้ มีโอกาส ศึกษาพฤติกรรมการขับขี่ ของคนไทย ว่า มีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง โดยรถทุกคัน มีซิมในตัว ทุกอย่างที่ผมทำบนรถคันนี้ จะส่งตรงไปยังบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น นับเป็นเกียรติสูงสุด ครั้งหนึ่งของการยึดถืออาชีพ นักขับ และนักทดสอบ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผม เลยทีเดียว

ก่อนจะขับ ผมขอทบทวนเรื่องงานออกแบบ ของ Yamaha E01 กันสักหน่อย รถคันนี้ เรียกว่า ตั้งแต่เห็นที่มอเตอร์โชว์ มันก็มีกลิ่นอาย ของความเป็นรถจักรยานยนต์นำสมัย และมีดีเอ็นเอ หลายอย่าง ของยามาฮ่า ครบเครื่องในคันเดียว

อย่างแรก ด้านหน้า มาพร้อมไฟหน้าโคมโปรเจคเตอร์ ให้ไฟส่องสว่าง LED ตอบสนองในการใช้งาน ช่วงหน้ารถดูเรียบหรูทันสมัย ช่องชาร์จจัดวางไว้ทางด้านหน้า การเปิด-ปิด สามารถทำได้จากสวิทช์กุญแจที่คอ ข้างช่องชาร์จเป็นไฟ Day Time Running Light ที่ออกแบบมาให้มีความสวยงาม ดูสปอร์ตเฉกเช่นสกู๊ตเตอร์หลายรุ่น มันมาพร้อมกระจกบังลมหน้า ตายตัว ปรับไม่ได้ นับว่าน่าเสียดายนิดหน่อย

ช่วงตรงกลาง ด้วยการออกแบบ แบตเตอร์รี่วางไว้ กลางลำรถ ทำให้ มันมีเฟรมท่อนกลางขนาดใหญ่ อาจจะเป็นที่คุ้นชิน ของมอเตอร์ไซค์ในกลุ่ม สกูตเตอร์ 150 ซีซี แต่เจ้านี่ใหญ่กว่ามาก จนเบียดที่วางเท้า ในยามขับขี่ ซึ่งที่วางเท้าที่ว่า ก็ออกแบบมาให้มี 2 ตำแหน่ง เหมือนรถสกู๊ตเตอร์หลายรุ่นที่จำหน่ายในปัจจุบัน

เบาะนั่ง มีความสูงไม่มาก ผู้ชายขี่ได้ ผู้หญิงขี่ดี คนตัวใหญ่ เบาะนั่งไม่ได้ทำออกมาใหญ่มากนัก เป็นชิ้นเดียว แต่มีการยกระดับ ช่วงผู้โดยสารให้สูงขึ้นไปอีกเล็กน้อย ท้ายรถให้ไฟ LED เป็นชุดเดียวกัน ทั้ง ไฟเลี้ยว, ไฟเบรก ในตัว

ส่วนตรงหน้าคนขับ เป็นชุดจอแสดงผล แบบ Full-Digital LCD Mono Tone รายละเอียดหลักๆ จัดแสดงสถานะแบตเตอร์รี่ และการรีเจนไฟฟ้า ทั้งยังให้ข้อมูล ในเรื่องของระยะทางการวิ่ง, ระยะทางคงเหลือที่สามารถเดินทางได้ ,รวมถึง อุณหภูมิภายนอก ในขณะขับขี่ และสถานะแรงดันไฟฟ้าแบตเตอร์รี่ลูกเล็ก (สำหรับเปิดและเลี้ยงระบบการทำงานของตัวรถ)ด้วย

ด้านใต้เบาะ เป็นช่อง U-Box ที่เก็บของขนาดใหญ่ โดยทางทีมวิศกร ออกแบบให้มัน สามารถ เก็บที่ชาร์จพกพาได้ เอาไปใช้ได้ทุกที่ตามต้องการ เป็นการชาร์จแบบ Mode 2 คือ สามารถเสียบจากเต้ารับปกติไปกับรถได้เลย

เส้นทางการขับขี่งวดนี้ ทางยามาฮ่า จัดให้เราลองบนเส้นทาง เขาใหญ่ โดยขับจากที่พัก คีรีมายา แล้วดิ่งไปบนสุด ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ระยะทางไปกลับ โดยสุทธิ 60 กว่ากิโลเมตร

การใช้งาน Yamaha E01 ก็คล้ายกับรถสกู๊ตเตอร์ทั้งหลายของค่าย ด้วยหลักการบิด เปิดระบบ จากนั้น การสตาร์ทมือ เมื่อไฟเขียวขึ้น รถก็พร้อมขับออกไปได้เลยทันที

เฉกเช่น รถยนต์ไฟฟฟ้า พอสตาร์ทแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น คือความเงียบ ไร้แรงสั่นสะเทือน ไร้ความรู้สึกใดๆ คุณพร้อมก็ออกตัวได้ทันที

ผมสังเกตว่า ที่จริง ยามาฮ่า สมควรจะเพิ่มเสียงสังเคราะห์ในความเร็วต่ำ เพื่อให้ คนรอบข้างได้ยิน และระวังตัว แม้ว่าจะมีเสียงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า อยู่บ้าง หากก็ใช่ว่าจะดังพอจะคนเฉลียวใจ จนขับมาใกล้ บีบแตร “ปรี๊น” ทีนี่ มีสะดุ้งเฮือกกันบ้างแน่นอน

ตอนออกตัว ด้วยการใช้ มอเตอร์ไฟฟ้า ขับผ่านสายพาน จึงได้ความรู้สึกที่ค่อนนิ่มนวล ประดุจ ชุดเกียร์ CVT ต่างตรง มันเป็นการขับแบบอัตราทดตายตัว ไม่ใช่หลักการใช้คลัทช์เหวี่ยงหนีศูนย์ แล้วแปรผันอัตราทดไปเรื่อยๆแบบในรถปกติ พอบิดคันเร่ง ก็พร้อมออกเดินทางในทันทีใด จนกลายเป็นรถออกตัวง่าย

เทียบกับเรา ผู้ขับขี่ที่น้ำหนัก 100 กว่า กิโลกรัม ถ้าขับ มอเตอร์ไซค์ 125 ซีซี ต้องใช้คันเร่งเยอะกว่ามาก แต่นั่นไม่ใช่กับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ที่ทำได้ดีกว่ามาก จนน่าชื่นชม

การขับขี่ช่วงแรก เป็นลักษณะ คาราวาน คล้ายกับขับตามการจราจรในเมือง เราเดินทางด้วยความเร็ว 20-50 ก.ม./ช.ม.​แล้วแต่ช่วง สิ่งที่เห็นชัด คือ รถคันนี้ออกแบบมาตอบสนองได้ดีในย่านนี้ แม้ในเวลานี้เราจะใช้ อีโค่ โหมด ก็ทำได้ดีกว่าที่คาดมาก

บิดข้อนิดเดียวความเร็วเพิ่มง่ายมาก แต่อีโค่โหมดนั้น ต่างตรง ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 60 ก.ม./ช.ม. เท่านั้น ซึ่งเหมาะต่อการใช้งานในเมืองเป็นหลัก

ผมเริ่มมาใช้ Standard และ Power Mode เป็นหลัก ตามลำดับ ช่วงขึ้นเขาใหญ่ ค้นพบว่า 2 โหมดนี้ความรู้สึกการตอบสนองคันเร่งไม่ต่างกันมาก ซึ่งใช่ Power Mode อาจบิด ตึงมือไปตามใจดีกว่า แต่ก็เพียงเล็กน้อย เพียง 5-10 % เท่านั้นไม่ได้มากมายอย่างที่คาดเดากัน

Yamaha E Zero One

เมื่อเราปิดคนเร่งระบบจะทำการดึงกำลังเครื่องกลับหรือ ซึ่งจะก่อให้เกิดแรง Engine Brake แต่พอเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เราเรียกมันว่า การ Regenerative Braking คือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสร้างแรงต้านช่วยหน่วง ซึ่งรถคันนี้มีมาให้

เมื่อเกิดการรีเจนฯ ระบบจะแสดงผล บนหน้าปัด ซึ่งการรีเจน ของรถรุ่นนี้ดีพอจะช่วยหน่วงเวลาลงเขาได้อย่างมั่นใจ และ ปลอดภัย

ผมแอบเสียดาย ที่เราไม่สามารถตั้งค่า การรีเจน ว่าสามารถทำได้ มากหรือน้อยเพียงใด บางคนอาจชอบการรีเจนหนักๆ เช่น ขี่ขึ้นดอยบ่อย บางคนอาจชอบการรีเจนเบาๆ เนื่องจากยังศรัทธากับการเบรกด้วยตัวเองอยู่ อันนี้เป็นส่วนที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง

Yamaha E Zero One

ระบบช่วงล่างและการควบคุม

จะขี่มอเตอร์ไซค์อย่างมั่นใจ สำคัญอยู่ที่ระบบกันสะเทือนนั่นเอง ระบบกันสะเทือน รถคันนี้ไม่ได้หวือหวา มันเป็นระบบ Telescopic ทางด้านหน้า และด้านหลังเป็นโช้กคู่สั้นๆ วางอยู่ช่วงต้น สวิงอาร์มหลัง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ดี

จริงๆ ตั้งแต่แรกเห็นผมแทบจะเดาได้ว่า อาการรถเป็นอย่างโช้กอัพสั้น ทำให้การตอบสนองของโช้กที่ไม่สามารถยืด หรือ ยุบได้เยอะ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกกับรถที่ออกแบบมาให้ขี่ทางเรียบ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่มีถนนหนทางดีกว่าในเมืองไทยหลายเท่าตัว

หนทางช่วงแรก มีความเรียบ ทำให้เรารู้สึกการขับขี่ที่เฟิร์ม มั่นคง และมีความสบาย เป็นรถสกู๊ตเตอร์ที่คุณจะรักในทันที

Yamaha E01 EV Scooter

รวมถึงการให้ ศูนย์ถ่วงต่ำ จัดไว้ตรงกลาง ทำให้ น้ำหนักที่กดลงไปบนถนนผ่านหน้าให้ความรู้สึกถึงความมั่นใจ จะลองสลาลอม จะลองโหนเข้าโค้ง ก็มั่นใจไม่มีอาการหวิว เบา แบบจะปลิวออกไปข้างทาง

เรื่องจุดศูนยถ่วงนี้ เด่นชัด ขึ้นเมื่อเราต้องผ่านถนนที่มีความคดเคี้ยวบนเข้าใหญ่ แม้ว่าเราจะใช้ความเร็วในโค้ง อยู่บ้างหลายจุด ก็รู้สึกว่า ยังมั่นใจ รถยังไปได้อีก ถ้าต้องการรีดสมรรถนะของมันออกมาจริงๆ

แต่ความมั่นใจนี้เริ่อมถอยไปนิด เมื่อพบว่า ในจังหวะที่ต้องบั้ม หรือ กระดอนถนนปะ หรือ หลุม มีแรงสะท้อนจนถนนค่อนข้างมาก ยิ่งจังหวะลูกระนาด ลดความเร็วนั้น มีความตึงตัง พอสมควร

นั่นเพราะ โช้กสามารถ ยืด-ยุบได้น้อย ถ้าขับบนถนนเรียบๆคือดี เกาะหนึบพอสมควร แต่พอ ทางที่เริ่มขุรขระหน่อย ซึ่งบ้านเราส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวๆนี้ บวกกับการตอบสนองเร็วของโช้ก มันจึงทอนความมั่นใจเรื่องนี้ลงมานิดหน่อย

Yamaha E01 EV Scooter

เบรก เป็นอีกอย่างที่ผมรู้สึก ยังไม่ลงตัว อาจจะด้วย น้ำหนักตัวเปล่ารถ 158 กก. และ อย่างผมก็บวกไปอีก 100 กก. แต่เบรก ยังเป็น ปั้มเดี่ยว พร้อมจานแบบเจาะระบายความร้อนขนาดปกติสำหรับรถ 125cc-150cc ที่ปกติหนักไม่ถึง 130 กิโลกรัม ทั้งทางด้านหน้า และด้านหลัง อยู่เลย

คืออันที่จริงมันก็พอ ในการใช้งานทั่วไป แถมยังมีเรื่องของการรีเจน เข้ามาช่วยเสริมแรงลดความเร็วอีก แต่เอาเข้าจริง พอต้องกำเบรก โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องเบรกแรงๆ กลับรู้สึกว่าไม่น่าพอใจนัก อาจจะด้วย รถที่เราขี่ทดสอบ เพิ่งมาจากญี่ปุ่นสดๆ ยังไม่มีการ ล้างหน้าผ้าเบรก ใดๆเลย ผมแทบเปิดซิง ขี่พวกมันคนแรกๆ ประสิทธิภาพการเบรกจึงอาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง อย่างที่ควรจะเป็น จึงขอตบแปะ เรื่องเบรกไว้ ในโอกาสหน้า

แต่วันนี้ที่ขับ บนเขาใหญ่ ใช้ความเร็ว เข้าโค้งต่อเนื่องเบรก บ่อยๆ ต้องการให้มันดีกว่านี้อีกหน่อย จะดีมาก

Yamaha E01 วันนี้ยังไม่ขาย …แต่อนาคตไม่นานเกินรอ

ขี่เจ้านี่ซิ่งขึ้นเขาใหญ่วันนี้ไปกลับ สรุปสุทธิ ที่ 56.4 ก.ม.​กลับมาถึงคีรีมายา โดยมีแบตเตอร์รี่เหลืออีก 41% มีระยะทางเหลือขี่ได้ 37 ก.ม.​ หรือขับได้จริงๆ คือ 93 กิโลเมตร

Yamaha E01 EV Scooter

แต่ต้องบอกก่อนครับว่า นี่คือ การขี่ทดสอบ โดยมีทางลาดชัน และใช้ความเร็ว ผมใช้โหมด Power เสียบเป็นส่วนใหญ่ด้วย ระยะทางที่ได้ จึงอาจจะค่อนข้างน้อย แต่ถ้าเป็นการใช้งานจริง ขับด้วยโหมด Eco ย่อมจะได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการจราจรในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ของเรา

ถ้าผมลอง คำนวน ความคุ้มค่าในการเดินทางคร่าวๆ แบตเตอร์รี่ 4.9 กิโลวัตต์ ชาร์จ ตู้ DC ปกติ จะเฉลี่ยที่ 7.5 บาท ต่อหน่วย (กิโลวัตต์) ค่าชาร์จ ทั้งหมด 36 บาท ชาร์จเดียววิ่งได้ 93 กิโลเมตร จะสุทธิ ค่าเฉลี่ยการเดินทาง ต่อกิโลเมตร ที่ 0.39 บาท ต่อกิโลเมตร

ส่วนในกรณี ชาร์จบ้าน ด้วย มิเตอร์แบบ Tou ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยหน่วยละ 2.18 บาท /หน่วย ค่าชาร์จอยู่ที่เพียง 10.62 บาท โดยประมาณ ชาร์จเดียววิ่งได้ไกล 93 ก.ม. จะมีค่าเฉลี่ยการเดินทางต่อกิโลเมตร ที่ 0.11 บาท ต่อกิโลเมตร

Yamaha E01 EV Scooter

นั่นถูกกว่าการใช้น้ำมันอย่างมากในยุคน้ำมันแพงขนาดนี้

จากที่ผม ตามดูในโซเชี่ยล พบว่า หลายคนมีข้อสงสัย ในรถคันนี้ และวิพากษ์ วิจารณ์ อย่างกว้างขวาง ได้แก่

คำถาม : ทำไม ยามาฮ่า ไม่ทำแบตเตอร์รี่ให้ถอดสลับได้ ?
คำตอบ : แม้ว่า ยามาฮ่า อาจจะยังไม่เปิดเผย รายละเอียดแบตเตอร์รี่รถอย่างจริงๆ แต่ ดูเหมือนแบตเตอร์รี่ค่อนข้างใหญ่ ด้วยกำลังประจุ 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า แบตเตอร์รี่รถไฮบริด หลายรุ่นในปัจจุบัน ด้วยซ้ำ ดังนั้นแทนที่ผุ้ใช้จะสะดวกสบาย แต่มันอาจเพิ่มความลำบากแทน เพราะผู้ใช้ต้องแบกมันไปมาด้วยน้ำหนักที่ค่อนข้างมากนั่นเอง

คำถาม : ทำไม ถึงทำให้รถวิ่งได้แค่ 100 กิโลเมตร น้อยจัง ?
คำตอบ : กลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์มีหลายกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ใช้เพื่อการส่วนตัว จะเน้นขี่จากบ้านไปที่ทำงาน หรือ ทำธุระ คาดว่า ยามาฮ่า มองกลุ่มนี้มากกว่า และจริงๆถ้าวางแผนการเดินทางดีๆ มันก็ถือว่าพอเพียง ต่อการใช้งาน ทั้งยังสามารถ พกที่ชาร์จไปจิ้ม ระหว่างทำธุระได้ด้วย

คำถาม : ความเร็วสูงสุด น้อยจัง แค่ 100 ก.ม./ช.ม. ?
คำตอบ : อันที่จริง เรื่องความเร็วสูงสุด ถ้าเป็นการใช้งานในเมือง ความเร็ว 100 ก.ม./ช.ม. ก็นับว่าเยอะแล้ว ในต่างประเทศ มีการจำกัดความเร็วอย่างชัดเจน ในเมืองให้วิ่ง ไม่เกิน 60 ก.ม./ช.ม.​ ในหลายพื้นที่ และความจริง รถมอเตอร์ไซค์ 125 ซีซี ก็มี ความเร็วสูงสุดมากกว่านี้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี หลังจาก ลองขี่ ผมค้นพบว่า ยามาอ่า ได้คิด สูตรสำเร็จ มาดีพอสมควร กับการสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สักคันให้ตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างแท้จริง

Yamaha E01 มีอัตราเร่งที่ดี มีช่วงล่างที่ตอบสนองดีโดยเฉพาะถนน ทางเรียบ สมดุลที่ดี ให้ความมั่นใจในการเข้าโค้ง มันดีกว่า สกู๊ตเตอร์ 125 ซีซี ทั่วไป หรือแม้แต่ 150 ซีซี ด้วยซ้ำ

Yamaha E01 EV Scooter

เพียงแต่ ข้อจำกัดของการใช้งาน คือระยะทางที่จำกัด คุณควรจะวางแผนในการเดินทาง โดยเฉพาะ คนที่ชอบร่อนไปเรื่อยอาจจะยังไม่เหมาะ มันน่าจะเหมาะ กับคนที่มีที่เดินทางชัดเจนแน่นอน จากบ้านไปที่ทำงานแค่นั้น เป็นต้น

หลังจากได้ขี่ สื่อมวลชนที่ร่วมทดสอบ หลายคน แม้แต่ผมเอง พูดในทางเดียวกันว่า คงถึงเวลา ต้องเปลี่ยนอีแก่ที่บ้าน มาเป็นคันนี้ เพราะ นี่คือรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ถูกจริตกับการขี่มากที่สุด ลองแล้วใช่!!!

คำถามเดียว ที่หลายคนอยากทราบตอนนี้ คงเป็นราคาจำหน่าย ของมัน ว่าจะออกมาเท่าไรหรือครับ ??

คำตอบคือ

ตอนนี้ ยามาฮ่ายังไม่ขายรถรุ่นนี้

ไม่ใช่ว่า เขาหวง หรือ เล่นตัว เพียงแต่ วิศวกรยังต้องการข้อมูลอีกนิดหน่อย เพื่อ ไปตัดสินในการทำรถขั้นสุดท้าย เพื่อขายจริง หรือ Production

ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องหนึ่งที่ผมวิจารณ์ไป คือ หัวชาร์จ Type 1 แบบซ็อกเกตพิเศษเฉพาะ ผมได้ให้ความเห็นกับ ยามาฮ่า ว่า ย่าแม้แต่จะคิด เพราะ หัวชาร์จ Type 1 ก็หาแท่นชาร์จยากพอตัวแล้ว จะมาเล่นท่าพิศดาร หาหัวชาร์จยาก ต้องใช้ของยามาฮ่าเท่านั้น จะโดนลูกค้าโขกสับเข้าให้ ไม่เหมาะสม

หรือ โหมดการขับขี่ระหว่าง Power และ Standard ที่ไม่ได้ ดูมีการตอบสนองต่างกัน มาก เหลือเพียง 2 โหมด ก็พอมั้ง คือ Eco / Power จบ เลือกเลยจะประหยัดหรือแรง น่าจะดีกว่า

มันยังมีบางอย่างที่วิศวกร อาจจะต้องไปถกเถียงกัน ก่อนจะออกมาเป็นรถคันจำหน่ายจริง นั่นอาจใช้เวลาไม่นานจากนี้ เท่าที่ดู ความพร้อม ของรถ PoC ก็ชัดเจนแล้วว่า มันขี่ได้จริง และพร้อมใช้งานมากแค่ไหน นี่น่าจะราวๆ 90% ของการพัฒนาแล้ว

ติดเพียง ยามาฮ่า ญี่ปุ่นจะไฟเขียวขายไทยไหม แล้วถ้าไฟเขียวจะขายเท่าไร กัน

ตอนนี้ ถ้าผมเดา ราคารถรุ่นนี้น่าจะเหยียบ 120,000-130,000 บาท โดยประมาณ เพราะ มีเทคโนโลยีจากรถใหญ่ หลายอย่างอยู่ มันย่อมไม่ถูกแน่ๆ ส่วนราคาที่ว่อน เน็ตนั้น เป็นการคาดเดา ว่าจะมีราคาดังกล่าว ยามาฮ่า ไม่เคย ประกาศ ราคาที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าจะในไทย หรือในตลาดโลก คงต้องรอลุ้นกันต่อไป

อีกความเป็นไปได้ คือ ยามาฮ่าอาจจะไม่ปล่อยขาย แต่เป็นปล่อยเช่าให้ใช้ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วน กำลังให้ความสำคัญกับระบบนี้อย่างมาก เนื่องจาก สามารถจัดการเรื่องแบตเตอร์รี่ได้ และไม่เป็นปัญหากับผู้ใช้ ได้ข้อมูลไปพัฒนารถรุ่นต่อไปด้วย

ไม่ว่าจะยังไง ส่วนเดียวที่เราทำได้ในรถคันนี้ คือ เฝ้ารอ ว่ามันจะขายเมื่อไร

ส่วนวันนี้ที่มีโอกาสขี่มันจริง บนถนนเมืองไทย ผมขอยกให้ นี่คือ ถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ดีที่สุด เหมาะกับการใช้งานที่สุด ใกล้เคีย งคำว่า มอเตอร์ไซค์มากที่สุด

จนต้องพูดว่า เออ !!! มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า มันต้องแบบนี้สิ

ส่วนใครที่สนใจ ในเดือน สิงหาคมนี้ ยามาฮ่า แย้มว่า อาจจะมีเปิดให้ประชาชน ที่สนใจได้ทดลองขี่กันในรูปแบบ Demo Day จะเป็นเมื่อไร อย่างไร ต้องติดตามกันให้ดีครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments