7 เหตุผล ทางวิศวกรรม ทำไม รถกระบะ เกิดอุบัติเหตุ ง่ายกว่า รถเก๋ง

แบ่งปันเรื่องนี้

เมื่อพูดถึวรถยนต์ที่ได้รับความนิยมจากคนไทยจำนวนมาก รถกระบะ ยังเป็นรถยนต์ขายดี อันดับต้นๆ ของประเทศไทย จนบ้านเราเป็นตลาดกระบะขนาดใหญ่เบอร์ 2 รองจากประเทศอเมริกา

รถกระบะ ที่ได้รัยความนิยมมาก ที่ตามมาเป็นเงาตามตัว ก็เป็นเรื่องราวของอุบัติเหตุทางถนน จากรถกระบะ มีมากมายจำนวนมาก แม้ว่าจะมีปัจจัยหนึ่งมาจาก การจำนวนรถ ความนิยมของคนไทยเองด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่ง มาจากตัวรถ ที่มีการพัฒนาตัวรถน้อยมากในทางวิศวกรรม เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่นับวันสมรรถนะดีขึ้น แต่ไม่ใช่กับตัวรถในภาพรวม

1.ขับเคลื่อนล้อหลัง

เราต่างทราบกันดีว่า รถกระบะ ส่วนใหญ่จะใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ในการขับเคลื่อน เป็นแบบแผนวิศวกรรมแบบนี้มายาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อมาจนรุ่นเรา

รถกระบะ ออกแบบให้เป็นขับเคลื่อนล้อหลัง เพื่อความเหมาะสมในการบรรทุกออกตัวง่ายขึ้น เมื่อรับน้ำหนักบรรทุกบนกระบะหลัง จะกดช่วงล่างลงไปยังชุดล้อและยาง กระจายน้ำหนักตัวรถเพิ่มเติมจกส่วนของเครื่องยนต์และห้องโดยสาร ทำให้ออกตัวได้ดี ไม่มีปัญหา

แต่ในยามที่รถกระบะไม่ได้บรรทุก หรือ ศัพท์เรียกว่า “รถเปล่า” ความเบาของมันจะเป็นหอกข้างแคร่ โดยเฉพาะเวลาเราขับรถด้วยความเร็ว และ เจอ สภาพฝนตกถนนลื่น

การขับเคลื่อนล้อหลัง หาก เราหักพวกมาลัยแรงๆ ในรถเปล่า ไม่มีน้ำหนักกดทับ เมื่อรวมกับแรงบิดมหาศาลของเครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงช่วงล่างแบบคานแข็งตายตัว แหนบหลายแผ่นซ้อน ยิ่งทำให้ช่วงล่างหลัง หากลดเกิดการบิดตัว เอียวตัว จะสัมผัสพื้นเกาะถนนน้อยลง

ผลนำมาสู่การเสียการควบคุม ท้ายออก หรือ Over steer ได้ง่ายมาก เมื่อเทียบกับรถเก๋ง ขับเคลื่อนล้อหลัง ในอดีต หากขาดสติ ไม่มีทักษะ ในการแก้ไขสถานการณ์ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้

และปัจจุบัน รถเก๋ง ร้อยละ 95 เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ 4 ล้อ

2. เกียร์ธรรมดา

รถกระบะปัจจุบัน มีรุ่น เกียร์ ออโต้วางจำหน่ายมาสักระยะใหญ่แล้ว แต่ความจริงตลาดรถกระบะส่วนใหญ่ยังค่อนข้างนิยมเกียร์ธรรมดา มากกว่าด้วยปัจจัยทางด้านราคา และ รถส่วนใหญ่จำนวนหนึ่งในส่วนรถองค์กร เป็นรถที่คนขับไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้ขับ

ทำให้รถกระบะเกียร์ธรรมดา จึงยังมีค่อนข้างมาก บางคนที่ซื้อมาใช้เอง ก็อาจจะมองว่ารถนำมาเพื่อบรรทุก เกียร์ธรรมดา จะเหมาะสมกว่า

จริงๆ เกียร์ธรรมดา ไม่ได้ผิด แต่ มันอาจเป็นประเด็นต่อพฤติกรรมการขับขี่ เช่น กรณีสับเกียร์ กระชากคลัทช์แรงๆ อาจทำให้รถเสียการควบคุมได้ง่ายกว่ามากพอสมควร และ การขับรถเกียร์ธรรมดา จำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการขับขี่พอสมควร หากไม่คุ้นชินในบางจังหวะ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ

3.ระบบควบคุมการทรงตัวที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน เสียทีเดียว

นานมาแล้ว เรา Ridebuster เคยเรียกร้องให้ บริษัทรถยนต์ พิจารณา ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว มาเป็นมาตรฐานในรถกระบะ สืบเนื่องจาก รถสมัยนี้ เครื่องยนต์ดีเซลมีกำลังแรงบิดสูงมาก จนทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เมื่อเทียบกับความสามารถของรถ เมื่อ 10-20 ปี ก่อน

แม้เราจะเห็นว่า มีการปรับเปลี่ยนเติมออพชั่นระบบควบคุมการทรงตัวมาให้มากพอสมควร ในรถหลายรุ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่า รุ่นที่เป็นระดับล่างนั้น ช่วงราคา 5-7 แสนบาท ยังไม่ได้รับความสนใจ เท่าที่ควร รถกระบะ ประเภท แคป และ ตอนเดียวยังมีหลายรุ่นที่ไม่ได้รับ ระบบควบคุมการทรงตัวเข้ามา

ทำให้ เมื่อเกิดการลื่นไถล ที่พอจะรักษาสเถียรภาพตัวรถให้อยู่ได้ ไม่สามารถทำได้ ต้องอาศัยทักษะคนขับ ซึ่งยิ่งมีน้ำหนักบรรทุกมากก็ยิ่งควบคุมยาก ตามไปด้วย

4.การใช้รถผิดประเภท

ต้องยอมรับว่าด้วยความนิยมของรถกระบะ ทำให้คนไทยนิยมนำกระบะมาใช้งาน บางประเภท ที่ไม่สมควร โดยเฉพาะ การแต่งซิ่ง โหลดเตี้ย แม้ว่าในมุมหนึ่งจะมีความสามารถในการขับขี่มากขึ้น แต่ด้วยความจริงว่ารถแบบนี้ไม่เหมาะกับการนำมาท้าความเร็ว ทำให้ หลายครั้งเป็นต้นตอขออุบัติเหตุ

อีกประเด็น คือการนำมาบรรทุกหนักเกินพิกัด แม้ว่ารถ จะถูกออกแบบมาให้สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มาก เนื่องจากโครงสร้างแชสซีมีความแข็งแรง จนเป็นที่มาของรถกระบะคอก ที่เราเห็นตามท้องถนน

แต่ในความจริง การขนของหนัก และ สูง ทำให้ รถมีการโคลงตัวมาก เป็นไปได้ยากต่อการควบคุม รวมถึงลดและชะลอความเร็ว

บ่อยครั้งเราจึงเห็นรถแบบนี้ เทกระจาด ตามท้องถนน

เมื่อเป็นรถเปล่า รถกระบะ จะมีกำลังขับเหลือเฟือ สำหรับการขับขี่

5.เครื่องยนต์แรงเกินไป

เราต้องยอมรับว่า รถกระบะ ถูกออกแบบให้มีแรงขับพลังสูง เพื่ออำนวยความสะดวกในการบรรทุก หรือ ลากจูงสิ่งของ ถ้าต้องการ

แต่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่ มีกำลังแรงบิดมหาศาล บางคัน มากจนสามารถลากรถพ่วง 18 ล้อ ได้โดยง่าย และเป็นที่มาของอันตรายที่หลายคนคิดไม่ถึง

แรงบิดเยอะ ในอีกมุม มันหมายถึง การลื่นไถลง่ายขึ้น ถ้าคุณขับรถกระบะ ที่ไม่มีระบบควบคุมการทรงตัว จะพบว่า บางครั้ง เราออกตัวรถจากไฟแดง ล้อจะฟรีทิ้งส่งเสียงเอี้ยดอ้าด บนถนนแห้ง ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าขับบนถนนเปียก จะพบว่า ถ้าคุณเผลอ ล้อฟรีหักพวงมาลัย นิดเดียว รถจะเสียการควบคุม หมุนคว้างได้ทันที เลย

นี่จึงเป็นเหตุผล ที่เครื่องยนต์ดีเซลในรถกระบะ ควรมีระบบควบคุมการทรงตัว

6. ช่วงล่างหลัง แบบแหนบ

ช่วงล่างหลังในรถกระบะ ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ ของเรื่องนี้ด้วย

ระบบกันสะเทือนแบบอิสระ แหนบหลายแผ่นซ้อนนั้น มีข้อดีเรื่องต้นทุนในการผลิต และการบำรุงรักษา ในทางกลับกัน มันเป็นช่วงล่างตายตัว และ จะทำงานได้ดี ถ้ามีน้ำหนักบรรทุก ช่วยกดลงไปบนเพลาท้าย

เมื่อไร้น้ำหนักบรรทุก เราต้องยอมรับว่า ความสามารถของช่วงล่างแหนบจะถูกทอนความสามารถลงไป พอตัว จนรู้สึกว่าท้ายเบา จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องลดลมยางหลัง เมื่อไร้น้ำหนักบรรทุกท้าย

7. ความสูงจากพื้นมากกว่า

รถเก๋ง มีความสูงจากพื้นของค่อนข้างน้อย ทำให้มันเกาถนนดี ดูดติดพื้นเวลาใช้ความเร็ว อย่างกับตุ๊กแก

สำหรับรถกระบต่างออกไปแม้แต่กระบะตัวเตี้ยเอง ก็ดียังมีความสูงจากพื้นถึงท้องรถสูงกว่ารถเก๋งพอสมควร ทำให้เวลาเกิดอาการลื่นไถล จะเสียอาการง่ายกว่ามาก

อาจจะดีในแง่ ถ้าต้องใช้รถสมบุกสมบัน ในทางกลับกัน มันก็ทำให้ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็ยากแก่การควบคุม ยิ่งกลุ่มขับสองยกสูง ด้วย ต้องอาศัยทักษะการขับขี่พอสมควร

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดทั้งมวล จะไปโทษว่า รถกระบะไม่ดี คงไม่ใช่ เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็นไปตามหน้าที่การใช้งานที่เหมาะสมของมัน ส่วนสำคัญ คือ คุณต้องไม่ประมาทในการขับขี่ รถกระบะไม่ใช่รถสปอร์ต … ควรขับด้วยความเร็วที่เหมาะสม และระแวดระวังในการใช้งานให้ดีครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments