รถญี่ปุ่นแพงขึ้น รถยุโรปถูกลง เกิดอะไรขึ้น…ทำไมยุคนี้อลเวง

แบ่งปันเรื่องนี้

ท่ามกลางความต้องการรถยนต์ใหม่ หลายคนที่ซื้อรถในระดับไฮเอ็นด์ ตั้งแต่ Compact Car ขึ้นมา จะเห็นว่า รถญี่ปุ่นสมัยนี้มีราคาแพงบขึ้นกว่ายุคก่อนค่อนข้างมาก กลับกันเมื่อเงยหน้ามองรถยุโรป หรูหราไฮโซราคาของมันก็ต่ำลงมาเรื่อยๆ จนบางคันเรียกว่าเฉี่ยวกับรถญี่ปุ่นนิดเดียว จนต้องแอบมีคิดบ้างว่าจะเล่นรถยุโรป ดีหรือไม่

หลายคนคงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคนี้ ทำไมรถยุโรป มีราคาถูลงมาก ในขณะที่รถญี่ปุ่นมีราคาแพงขึ้นตามลำดับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ทั้งที่เมื่อก่อน รถยุโรป และ รถญี่ปุ่นมีราคาแพง หนีห่างกัน จนอาจจะต้องเรียกว่า ซื้อรถยุโรปต้องเป็นคนรวยตัวจริงเท่านั้น ที่จะซื้อรถยุโรปมาใช้

ทำไมรถญี่ปุ่นแพงขึ้น ยุคนี้

ถ้าให้พูดก็ต้องเรียนกันตามตรงว่าที่จริงรถยนต์ในทุกยุคทุกสมัยมีการปรับราคาขึ้นมาโดยตลอดจากรุ่นสู่รุ่น ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาตัวรถมากขึ้ย มีความสามารถในการขับขี่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และอีกมากมาย เป็นเหตุผลของการขึ้นราคา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รถญี่ปุ่นครองใจคนไทย มานาน และได้รับความนิยม มายาวนาาน แต่ช่วงนี้หลายคนเริ่มรู้สึกว่ารถญี่ปุ่นจะแพงเป็นพิเศษ ในบางรุ่นบางยี่ห้อ ส่วนสำคัญ มาจากการพัฒนาเทคโนดลยีของตัวรถในหลายด้านในยุคนี้ด้วย

เพียงย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว เทียบกับรถในสมัยนี้ รถรุ่นเดียวกัน อาจมีความสามารถแตกต่างกันมาก จนไม่สามารถทัดเทียมได้ ยกตัวอย่างเช่น Honda Civic FB ที่ขายในปี 2011 กับ Honda Civic FE ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาใหม่ล่าสุด แม้จะเป็นรถรุ่นเดียวกัน แต่มีพัมนาการไปไกลกว่าที่เราเคยคิดพอสมควร

ทั้งเครื่องยนต์,ความสามารถในการขับขี่ , การออกแบบตัวรถ และยุคนี้ครับ สิ่งที่สำคัญไม่ได้แพ้กันเลย ก็คือ เรื่องของระบบความปลอดภัย โดยเฉพาะระบบความปลอดภัยขั้นสูง เป็นประเด็นของการพัฒนาด้วย จนบริษัทรถยนต์ต้องทุ่มทุนในจุดนี้ไปมาก

จะเห้นได้จากการที่หลายบริษั ทยอยแนะนำโครงสร้างตัวถังใหม่ออกมาแทน ทั้ง Subaru, Toyota,Suzuki , Mazda บางแบรนด์ปรับปรุง เสริมแกร่งโครงสร้างเดิมให้ดีกว่ารถยุคก่อน จนเรียกว่าสุดวิสัยจริง ยังมีโอกาาสรอดตายมากกว่าลงโลงกว่ารุ่นก่อนหน้า หลายเท่าตัว

ไม่เพียงแค่นี้ บริษัรถยนต์ญี่ปุ่น ยังเจอความท้าทายสำคัญในเรื่องการลดการปล่อยไอเสียที่ได้รับความตระหนักมากขึ้นทั่วโลก ทุกบริษัพยายมอย่างยิ่งในการพัมนาระบบขับเคลื่อนให้ลดการปล่อยไอเสีย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีการอัพเกรดระบบขับเคลื่อนให้ทันสมัย ในหลายรูปแบบ อาจจะแปรเปลี่ยนไปตามแต่ละบริษัท ยกตัวอย่างเช่น ฮอนด้า หันมาเอาดีเครื่องยนต์เทอร์โบ ,มาสด้า หันมาทำเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง หรืออย่างนิสสัน ก็หันมาใช้เครื่องยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์พันธมิตรอย่าง Renault

รถใหม่ที่ขายในวันนี้ แทบทุกรุ่นมีการอัพเกรดระบบขับเคลื่อนให้รุดหน้า รวมถึงยังเริ่มมีการนำเสนอ เทคโนโลยีใหม่อย่างระบบไฮบริด เข้ามาตอบสนองลูกค้า ด้วย แต่ระบบขับเคลื่อนแบบนี้ก็ยังค่อนข้างมีราคาสูงอยู่ เมื่อเทียบกับเครืองยนต์สันดาปปกติ

ดังนั้น สาเหตุที่รถญี่ปุ่นวันนี้แพงขึ้น ก็มาจากการพัฒนาตัวรถให้ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งทางดา้นความปลอดภัย , ประสิทธิภาพการขับขี่ ที่ดีขึ้น รถบางแบบ อาทิ Honda City เครื่องยนต์ 1.0 เทอร์โบ มีความสามารถกว่ารุ่นเดิมมากแทบจะเป็นเท่าตัว ซึ่งราคาอาจจะแพงขึ้นแต่ไม่ได้มากนัก

แล้วรถยุโรปทำไมถูกลง

เดิมทีรถยุโรปมีราคาค่อนข้างแพง ปัจจุบันมีราคาถูกลงมาก โดยเฉพาะ สองแบรนด์เจ้าตลาด เบนซ์ และ BMW ที่มีราคาลดลงกว่าเดิมเยอะ

ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งสองแบรนด์กลับเข้ามาเปิดโรงประกอบรถในประเทศไทย โดยนำชื้นส่วนเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาประกอบจนเป็นรถพร้อมขายในบ้านเรา แทนที่การนำเข้าทั้งคันที่มีต้นทุนสูง โดยอาจจะมีการใช้ชืิ้นส่วนในประเทศบ้างบางส่วนที่สามารถควบคุมคุณภาพได้เช่น พวกยางรถยนต์ เป็นต้น รวมถึง แบรนด์ชั้นนำ เมอร์เซเดสเบนซ์ มีการสร้างโรงประกอบชิ้นส่วนสำคัญ โรงงานผลิตแบตเตอร์รี่ไฮบริดในประเทศไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตหรือนำเข้าไปได้พอสมควร

การนำรถเข้ามาประกอบในประเทศนั้นในแง่การคิดภาษีนำเข้าไม่ได้คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารถยนต์เหมือนในยุคก่อน ระวางของการนำเข้าชิ้นส่วนมีราคาถูกกว่า การนำเข้ารถทั้งคันยอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับแบรนด์ยุโรปที่ไม่ได้ประกอบในไทย อย่าง Volvo ก็อาศัยสิทธิทางภาษีจากการเปิดเขตเสรีการค้าในอาเซียน โดยนำรถมาจากประเทศมาเลเซียบ้านใกล้เรือนเคียง บ้างอาจจะมาจากประเทศจีนด้วยก็มี

จะมีเพียง Audi เท่านั้นที่ยังเป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันแท้ๆ ทั้งคัน เป็นค่ายเดียวในวันนี้ที่ยังคงนำรถที่ผลิตจากดรงงานาในยุโรปจริงๆ ฉบับต้นตำหรับมาวางขายดู

นอกจากประเด็นการลดภาระทางภาษีแล้ว เราต้องยอมรับว่า ด้วยความก้าวไกลทางด้านเทคโนโลยีของรถยุโรปนั้น ทำให้มันตรงกับความต้องการของรัฐบาลไทยในการลดมลภาวะ ภายใต้เงื่อนไขภาษีสรรพสามิตรแบบใหม่ จัดเก้บตามการปล่อยไอเสีย หรือ ที่เรียกว่า ภาษี Co2

แนวทางภาษี Co2 เปลี่ยนแนวคิดจากยุคเดิม มอบสิทธิทางภาษีให้กับรถที่ใช้เทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งที่รัฐกำหนด หรือต้องการส่งเสริม มาสู่การวัดไอเสียปลายท่อจากการทดสอบโดยหน่วยงานที่ภาครัฐกำหนด แล้วใช้เกณฑ์จัดเก็บแบบขั้นบันใด ตามค่าไอเสียที่กำหนด โดยไม่ได้จำกัดเทคโนโลยีที่ใช้

ทำให้รถยุโรปได้เปรียบในเรื่องนี้ เนื่องจากมีการพัฒนามายาวนานกว่ารถญี่ปุ่น และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกว่าในรถเช่น ระบบไฮบริดเสียบปลั้ก ,ดีเซลยูโร 6

ทำให้ รถยุโรป นอกจากเสียภาษีนำเข้าต่ำลง ยังเสียภาษีสรรพสามิต ต่ำลงกว่าเดิมในอดีต ทำให้สามารถตั้งราคาขายได้ถูกลงพอสมควร

เช่นกรณีของ BMW X5 Xdrive 30d M Sport ตอนนำเข้าราคาอยู่ที่ 5,699,000 บาท พอ ทาง BMW ประเทศไทย เริ่มเดินสายการประกอบในประเทศ ราคาลดลง เหลือเพียง 4,699,000 บาท หรือ ถูกลง 1 ล้านบาท เลยทีเดียว

วัดให้ดีราคาถูก แต่คนละคลาส รึเปล่า

สาเหตุที่ในวันนี้คนจำนวนมากเริ่มมองว่ารถยุโรปถูกลง นอกจากเรื่องราวของภาษี และการประกอบในประเทศ ที่เรากล่าวไปแล้ว ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากราคาตัวรถบางรุ่นที่ถูกลง จนเกิดปรากฏการณ์ต่ำกว่า 2 ล้านบาทในรถหลายรุ่น

ส่วนใหญ่รถยุโรปที่มีราคาต่ำกว่า 2 ล้านนั้น จะเป็นรถตระกูลเริ่มต้น บางยี่ห้ออย่าง เมอร์เซเดสเบนซ์ จะเรียก รถเหล่านี้ว่า New Generation Compact Car เป็นรถสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นง่ายตอบโจทย์ความทันสมัย ไม่เน้นพื้นที่โดยสาร ขนาดตัวรถ ถ้าให้เทียบ ก็เหมือนกับรถในระดับ compact Car เช่น Civic ,Altis แต่เมื่อมาลองนั่งในห้องโดยสารจะพบว่า พื้นที่ในการใช้สอยก็ไม่ได้หวือหวา บางทีอาจจะเรียกว่าเล็ก เป็นรถสำหรับคนโสด

ออพชั่นตัวรถไม่ได้ให้มาเยอะแต่มีเท่าที่ลูกค้าพอใจในงบประมาณนี้ เครื่องยนต์ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสุด เช่นไม่ได้ให้ระบบเครื่องยนต์ดีเซล หรือไฮบริดเสียบปลั้ก แต่เป็นขุมพลังที่ดีพอสำหรับตอบสนองในทกด้าน เช่นเครื่องยนต์ 1.33 เทอร์โบชาร์จ สามารถทำกำลังขับได้ 163 แรงมา้ และประหยัดแบบรถอีโค่คาร์ ยังอาย

ด้วยความก้ำกึ่งของการวางรุ่นรถมาขาย ทำให้ คนมักมองว่า รถยุโรปถูกว่าทั้งที่ไม่จริงเลย Mercedes Benz A-class A200 AMG Dynamic ทำราคา 2,150,000 บาท สำหรับรุ่นประกอบไทย

ถ้าเอารถที่มีลักษณะคล้ายกันจากผู้ผลิตญี่ปุ่นมาเทียบ อย่าง Honda Civic Turbo RS ราคาขายอยุ่ที่ 1,199,000 บาท ราคาขายรถทั้งสองรุ่นจะต่างกันราวๆ 1 ล้านบาท เลยทีเดียว

ไม่ใช่คุณเล่นจับแพชนแกะ เช่น เอา Honda Accord ไปเทียบราคากับรถอย่าง A Class ที่มีขนาดตัวต่างกันราวพ่อกับลูก เลยทำให้มองราคาว่ารถยุโรปถูกลง ทั้งที่ก็จริงในแง่หนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

แล้วควรซื้อรถยุโรปไหม

ถ้าบังเอิญ คุณมีเงินและงบประมาณถึงรถยุโรป และต้องการจะสนองความต้องการตัวเองสักครั้ง นั่นก็เป็นสิทธิของแต่ละคนในการซื้อรถ ทุกคนย่อมอย่ากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองเสมอ

แต่ส่วนที่ต้องคำนึงตามมาอย่างถี่ถ้วนไม่ใช่ เรื่องของการซื้อรถเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการบำรุงรักษารถคันนั้นให้อยู่กับเราไปนานๆ ถ้าคุณซื้อรถแบรนดืที่มีแพ็คเกจบำรุงรักษา เรื่องนี้ก็ดีไป สบายใจหายห่วง แค่เติมน้ำมันเปลี่ยนยางกันอย่างเดียวเท่านั้น

หากรถที่ถูกใจถูกชะตาปรากฎเป็นแบรนด์ที่ไม่มีแพ็คเกจแบบนี้แถมมา ถ้าควักเงินจ่ายเองทุกครั้ง ก็ต้องยอมรับสภาพกันตามตรงว่ารถยุโรปนั้น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจะยิ่งแพง

สำหรับคนที่ใช้รถยุโรปเป็นประจำ จะทราบดีอีกข้อว่า ควรเปลี่ยนรถเสมอทุกๆ 5-6 ปี เนื่องจากราคารถจะตกเมื่อรถรุ่นใหม่กำลังบจะออกขาย และบางแบรนด์ราคายิ่งตก หากขายหลังหมดประกันบำรุงรักษา

อย่างเช่น BMW F30 320d 9ปีที่แล้ว รถใหม่ขายราคา 2.99 ล้านบาทในโชว์รูม ผ่านมาวันนี้ รถมือสอง ขายกันแค่คันละ 9 แสน- 1 ล้านบาทเท่านั้น

นั่นหมายถึงรถรุ่นนี้ราคาตกลงไปมากพอสมควร เกิน 50% ใน 3ปี สาเหตุที่ราคาขายลดลงมากขนาดนี้เนื่องจากว่า คนส่วนใหญ่มักจะไม่ซื้อยุโรป อาจจะด้วยกลัวปัญหาการบำรุงรักษา และหากเกิดเสียขึ้นมา ถ้าซ่อนจะโดนค่าซ่อมแรง และบาน ทำให้รถมือสองยุโรป ราคามักตกลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าหมดประกันวารันตีแล้ว ยิ่งราคาน่าอนาถ

นั่นคือเท่าที่เราบอกได้

ถ้าถามว่ารถญี่ปุน่ราคาแพงขึ้นเพราะอะไร นั่นเพราะการพัมนามากขึ่นของตัวรถ ส่วนรถยุโรปราคาถุกลง เพราะวันนี้โดยมากนำเข้ามาประกอบในประเทศ และความสามารถของรถก็สามารถลดการก่อไอเสียได้เยอะด้วย

แต่การจะดูว่าถูกหรือแพง สำคัญก็ต้องเทียบรถให้ตรงคลาสด้วย คุณจึงจะเห็นภาพว่า รถรุ่นนั้นๆ ยังไงญี่ปุ่นก็ถูกกว่าอยู่ดี

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments