5 เหตุผลอาจไม่เคยรู้ ขับรถช้าก็มีผลเสียเช่นกัน

ให้คะแนนเรื่องนี้

ท่ามกลางความสำนึกในสังคม การขับรถที่ดีมักถูกสอนให้เราขับรถโดยใช้ความเร้วไม่มาก เคารพกฎจราจร และมีมารยาทบนถนน

การขับรถช้าตามความเร็วที่กฎหมายกำหนดเป็นสิ่งสำคัญมาก เราถูกจับปรับเมื่อใช้ความเร็วเสมอ แต่วันนี้เราจะมองมุมต่างโดยเฉพาะในแนวคิดสุดโต่งว่าการขับรถช้าเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งต่อคุณเองและเพื่อนร่วมทาง

1.ผลเสียต่อสุขภาพ

การนั่งขับรถเป็นระยะเวลานานๆ ไม่ใช่เรื่องดี เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมนานๆทำให้เส้นเลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก และยิ่งคนที่มีปัญหาสุขภาพหลังอาจเป็นโรคเรื้อรังได้เลยถ้าคุณทำบ่อยครั้ง ดังนั้นการใช้ความเร็วให้เหมาะสมจึงช่วยลดปัญหาสุขภาพคุณได้ไม่มากก้น้อย ในกรณีเดินทางไกล เช่นขับรถต่างจังหวัด สมควรจะพักทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อผ่อนคลายและเปลี่ยนอิริยาบท เป็นเวลา 10-15 นาที จะช่วยให้คุณเหนื่อยล้าน้อยลงในการขับรถได้

2.ปล่อยไอเสียเยอะกว่า

จุดเริ่มต้นของ เรื่องกระแส  PM2.5   เป็นเรื่องที่ทำให้เราฉุกประเด็นว่า การขับรถช้าก็มีผลเสียเช่นกัน ตามรายงานของ  กรมการขนส่งทางบกเสนอผ่าน   Thai PBS   ระบุชัดว่า การขับรถที่ช้าเกินไป แม้ว่าจะให้ความประหยัดในการขับขี่มากพอสมควร แต่ก็กลับมีผลเสียในเรื่องการปล่อยไอเสีย เช่นกัน

ตามข้อมูลชี้กว่า รถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลที่ขับด้วยความเร็ว 30 กม./ช.ม. มีการปล่อยฝุ่นละออกสูงถึง 273 กรัม แต่เมื่อขับด้วยความเร็ว 60 ก.ม./ช.ม. จะปล่อยฝุ่นละอองลดลง เหลือ 256 กรัม เท่านั้น

อัตราการปล่อยฝุ่นลดลง ใช้ได้กับรถทุกประเภท ตามการเปิดเผยในข้อมูลชิ้นนี้ และเรื่องเป็นที่ถกเถียงกันในต่างประเทศว่า การจำกัดความเร็วตามกฎหมายกำหนด ทำให้เพิ่มการปล่อยไอเสียโดยไม่จำเป็น แม้ว่าจะมีผลดีในเรื่องความปลอดภัยทางถนน หรือการเกิดอุบัติเหตุน้อยลง ก็ตาม

การเปลี่ยนสภาพการจราจร เป็น  Stop  and Go  ผลเสียมากกว่า  Flow Traffic   ตามการศึกษาในประเทศอังกฤษ ในเรื่องไอเสียตามข้อมูลการศึกษาในปี 2009 จากนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทค และเรื่องนี้ส่งผลให้มีการเพิ่มการจำกัดความเร็วและจัดทำ  Traffic circle   ในหลายพื้นที่ของอเมริกา

ดังนั้น ถ้าจะขับรถให้ปล่อยไอเสียน้อยลง ไม่ควรขับช้าเกินไป แม้ว่าแตราประหยัดจะดี แต่คุณกำลังปล่อยไอเสียเพิ่มขึ้นด้วยในอีกทาง จากการขับเป็นเต่า

3.ทำให้รถติด -การจราจรชะลอตัว

การขับรถช้าเกินไปเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถติด  (โดยเฉพาะการขับช้าแช่ขวา)

การขับรถช้าของคุณไม่มีปัญหามันเป็นสิทธิในการใช้ทาง แต่การขับรถช้าเกินไป อาจเป็นต้นตอทำให้การจราจรชะลอดตัว และในท้ายที่สุดติดขัดได้ เนื่องจากเมื่อคุณใช้ความเร็วต่กกว่าปกติ รถที่ตามหลังคุณก้ใช้ความเร้วช้าตาม หรืออาจจะช้ากว่าคุณด้วย

ในที่สุดแล้ว  การจราจรที่ตามมาด้านหลังจะเริ่มชะลอตัวตาม และเป็นปัญหาจราจรได้ในที่สุด ดังนั้นถ้าจะขับรถช้า มาอยู่เลนกลาง หรือชิดซ้าย จะดีที่สุด

4.เหนื่อยล้าน้อยลง

การขับรถในระยะทาง 200 กิโลเมตร ถ้า คุณใช้ความเร็วพื้นฐานบนหน้าปัดที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่หยุดพัก คุณจะใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 22 นาทีโดยประมาณ กลับกันถ้าใช้ความเร็ว 100 กิดลเมตรต่อชั่วโมง จะใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานั้น เป็นเพียงนามธรรมของการเปรียบเทียบความเร็วในการเดินทาง ในความเป็นจริงไม่มีทางที่คุรจะใช้ความเร็ว 90 ก.ม./ช.ม. ยืนพื้นได้โดยตลอด นั่นเท่ากับเราต้องขับรถมากกว่า 2.22 ชั่วโมงเมื่อใช้ความเร็ว 90 ก.ม./ช.ม.

ถ้าสมมุติคุณเพิ่มความเร็วในการเดินทางจาก 90 มาเป็น100 ในความเป็นจริงเราประหยัดเวลามากขึ้นแน่นอน ใช่อาจจะต้องแลกกับความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก เพราะรถปัจจุบันก็มีสมรรถนะที่ดี จนบางครั้งขับด้วยความเร็วมากกว่านี้ยังตอบโจทย์

ดังนั้นจะขับช้าให้เมื่อยไปทำไม

5.ช้าเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

ความเหนื่อยล้าในการขับรถเป้นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และยิ่งคุณขับรถนาน ร่างกายก็เรียกร้องต้องการพักผ่อนเช่นกันครับ การขับช้ามีโอกาสเสียงที่คุณจะหลับใน และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน

แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าเป็นเรื่องของการที่รถที่ขับช้าเกินไปหรือเร็วเกินไปจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้  ประเด้นดังกล่าวมีการศึกษามาตั้งแต่ยุค 60-70 เรียกว่า U Curve   โดยมองว่าถ้าการจราจรเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับหนึ่ง ถ้ามีผู้ขับช้ากว่าหรือเร็วกว่าจะเป็นอย่างไร

ผลปรากฏว่าในการศึกษานี้ชี้ว่าการขับรถด้วยความเร็วเท่ากับการจราจรขณะนั้น หรือเร็วกว่า – ช้าในระยะความเร็ว +/-5 ก.ม./ช.ม. ไม่ได้สร้างผลเสียอย่างไร และในการเพิ่มความเร็วมากกว่าการจราจรโดยรอบ 5-10 ก.ม./ช.ม. แม้จะมีผลเสียเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบ้าง ก็ไม่ได้มากมายนัก

ความเสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุจะมากขึ้นเมื่อใช้ความเร็วมากกว่าการจราจร 15 ก.ม./ช.ม. อีกอย่างตามกฎทางฟิสิกส์ วัตถุที่มีความเร็วใกล้เคียงกันเมื่อเกิดการชนกัน จะเป็นการผลักกันทำให้เกิดการลื่นไถลมากกว่า ทำให้ความเสียหายไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการชนวัตถุที่หยุดนิ่ง เช่นรถที่จอดอยู่ หรือ ต้นไหม้ – กำแพง

ติดตามและกดเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้ที่

Comments

comments