เครื่องยนต์ 6 สูบ ไฉนเลย จึงมาในยุคนี้ ?

แบ่งปันเรื่องนี้

ฟอร์ด มาสด้า และ นิสสัน หรือ กระทั่ง โตโยต้า ทั้ง 4 แบรนด์ ต่างมีแนวทางเหมือนกันในการแนะนำเครื่องยนต์ 6 สูบ เข้าสู่ ตลาดรถยนต์ในยุคนี้ จนหลายคนเกาหัวว่า อ้าวไหน ว่า จะลดการปล่อยไอเสียไม่ใช่หรือ

แน่นอน การตัดสินใจครั้งนี้ นับว่าเป็นการเดินหมากสำคัญ ในวงการยานยนตืทั่วโลก โดยเฉพาะ เรื่องการปล่อยไอเสีย เมื่อจำนวนสูบมากกว่าย่อมหมายถึงมันปล่อยไอเสียมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย มิหนำซ้ำ เครื่องยนต์ยังน่าจะซดน้ำมันมากขึ้นด้ย

แต่เมื่อมาดูกันให้ดีแล้ว เครื่องยนต์ 6 สูบ อาจจะคุ้มค่า ไม่เพียงพลังที่เพิ่มขึ้น มันยังหมายถึงความพรีเมี่ยมมากขึ้นในทุกทาง ตั้งแต่เสียไปจนสมรรถนะการขับขี่

ย้อนไปช่วง 20 ปีที่แล้ว สมัยสิ้นยุค 90 เครื่องยนต์ 6 สูบ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง เริ่มทยอยหายไปจากตลาด ทีละรุ่น 2 รุ่น แล้ว ถูกเปลี่ยนเป้นเครื่องยนต์แบบ V6 แทน

สาเหตุสำคัญเรื่องนี้มาจากการตระหนักถึงความปลอดภัยในการพัฒนารถมากขึ้นเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ไม่มีที่ให้ขยับเยื้อน โดยเฉพาะ เมื่อคุณขับรถชนด้านหน้าอย่างแรง เครื่องยนต์ มีสิทธิ จะพุ่งทะลุผนัง เข้ามาจ๊ะเอ๋ ได้ในห้องโดยสาร ถือเป็นอันตรายอย่างมาก ในแง่การวิศวกรรม

ทางที่ดี คือต้อวงทำให้ห้องโดยสารมีพื้นที่เหลือ ข่าวดี สำหรับวิศวกร เครื่องยนต์ V6 มีขนาดเหลือเพียงครึ่งเดียวของเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง

ทำให้มันถูกใช้ในเวลาต่อมา ก่อนยุคเครื่องยนต์ 4 สูบครองเมือง และมาสุ่ยุคลดขนาดเครื่องยนต์ แล้วยัดเทอร์โบตามลำดับ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ าเครื่องยนต์ 4 สูบพกเทอร์โบ อาจจะสามารถทำกำลังได้ทัดเทียม เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่เมื่อเราใช้งานมันอย่างหนัก เช่นขับด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง

เทอร์โบชาร์จและเครื่องยนต์ก็ทำงานหนัก ให้อัตราประหยัดไม่ต่างจากการใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ เมื่อประกอบกับว่า 10 ปีที่ผ่านมา ระบบเกียร์มีการพัฒนาไปมาก

ระบบเกียร์หลายอัตราทด ที่มากวก่า 6 สปีด ถูกนำมาติดตั้ง ทำให้การตอบสนองเครื่องยนต์สามารถเดินเครื่องคงเส้นคงวาในรอบต่ำ และตอบสนองดีเมื่อต้องการกำลังในรอบเครื่องยนต์กลางๆ ทั้งหมดก็ลงตัว ต่อลมหายใจเครื่องยนต์ขนาดใหญ่

แล้ว ทำไมต้องทำเครื่องยนต์ 6 สูบด้วย ทั้งที่ เครื่อง 4 สูบ ขนาดใหญ่ ก็น่าจะทำได้เช่นกัน

ให้จินตนาการเครืองยนต์ เป็นฝุงม้า คุณมี 4 ตัวใหญ่ กับ คุณมี 6 ตัวขนาดกลางๆ ทั้งคู่อาจจะกินน้ำมันเท่ากัน หรือต่างกันไม่มาก แต่ที่แน่ๆ ม้า 6 ตัว ให้พลังมากกว่า ตอบสนองดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้

ฟอร์ด เพิ่มเครื่องยนต์ 6 สูบ ลงในกระบะ สำหรับลูกค้าที่ต้องการพลังขับมาเป็นพิเศษ

เรื่องเดียวกันนี้เกิดกับเครื่องยนต์เช่นกัน เครื่องยนต์ 4 สูบ จะสังเกตว่าไม่มีค่ายไหน ทำเครื่องยนต์ใหญ่กว่าขนาด 2.5 ลิตรมากนักในยุคนี้ งวิศวกร ยังสามารถจัดการกับแรงเสียดทาน และความร้อนได้ง่ายกว่ าเมื่อเครื่องมีสูบมากขึเน ดังนั้นสำหรับ ทั้ง มาสด้า ฟอร์ด และ นิสสัน พวกเขาจึงเลือกที่จะเบนเข็มไปทางเครื่องยนต์ 6 สูบแทน สำหรับรถที่ต้องการพละกำลังมากเป็นพิเศษ

ในกรณีมาสด้า เครื่องยนต์ 6 สูบ จะแนะนำในรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่มาพร้อม ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ซึงเครื่องยนต์ จะให้การตอบสนองครบเครื่องมีสมดุลในการขับขี่

ส่วนกรณีฟอร์ วางเครื่องยนต์ดีเซล V6 เทอร์โบเดียว เป็นรุ่นท๊อป สำหรับลูกคเาที่ต้องการพละกำลังจริงๆ อาทิ มีรถไว้ลากจุงสิ่งของ หรือใช้ในเส้นทางออฟโรดหนักๆ และเน้นสมรรถนะในการขับขี่ ซึ่งมาทำนองเดียวกับ Ford Ranger Raptor ซึ่งจะเห็นว่ามันมีสมรรถนะมาก อย่างบ้าคลั่ง

ในกรณี นิสสัน และ โตโยต้า มีความเหมือนกัน ที่พวกเขาเลือกเครื่องยนต์ 6 สูบ สถิตลงใน รถสปอร์ตสมรรถนะสูง เนื่องจากลูกค้าต้องการสมรรถนะในการขับขี่มากกว่าสิ่งอื่น มันเป็นเรื่องเดียวที่สำคัญ

แต่บรรดาค่ายรถยนต์เหล่านี้ ก็พร้อมแก้เกม เรื่องการปล่อยไอเสีย และประหยัดน้ำมัน ยกตัวอย่างมาด้า พวกเขาวางแผนติดตั้งระบบ Mild Hybrid 48 โวล์ต ให้เครื่องยนต์ 6 สูบรุ่นใหม่ ช่วยลดการทดงาน เวลาออกตัว และสนับสนุนการเร่งแซง

ส่วนฟอร์ด ใช้กลยุทธเกียร์มีอัตราทดจำนวนมาก ด้วยการติดตั้งมันเข้ากับ เกียร์ออโต้ 10 สปีด อันเลื่องชื่อของบริษัท ด้วย

ขณะที่ นิสสัน กับ โตโยต้า ไม่ได้มีกลยุทธ์ อะไร เนื่องจาก ใช่แล้ว พวกมัน เป็นรถสปอร์ต ไม่ได้หมายความว่า คุณใช้ไปจ่ายตลาดทุกวัน ดังนั้นไม่ต้องมีกลยุทธอะไรหวือหวานัก

ในภาพรวม เครื่องยนต์ 6 สูบ กลับมาในยุคนี้ เนื่องจากความต้องการสมรรถนะที่มากขึ้นจากคนบางกลุ่ม และเมื่อพิจารณาจากการซดน้ำมัน การปล่อยไอเสียแล้วก็ถือว่าได้คุ้มเสีย ทั้งยังดูพรีเมีย่มกว่า ทำราคามากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ทำไมบริษัท รถยนต์ต้องนิ่งเฉย เมื่อมีผู้ซื้อ ก็ย่อมต้องมีผู้ขาย จริงไหม

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments