Mazda CX-30 เจาะรายละเอียด รุ่นไหนคุ้มสุดๆ …

วางจำหน่ายเสียทีในประเทศไทย กับ Mazda CX-30 รุ่นใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์คันใหม่จากค่ายมาสด้า หลังตกเป็นข่าวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาว่า รถรุ่นนี้จะเข้ามาวางจำหน่ายในไทย ให้ได้จับจองกัน

แม้ว่าการเปิดตัว  Mazda CX-30   จะเป็นไปด้วยความหงอยเหงาจากเหตุ ไวรัส โควิด -19 กำลังระบาด จนมาสด้า ประเทศไทย เป็นห่วงว่า จะทำให้นักข่าวลำบากใจ เลยยกเลิกงานเปิดตัวไปในนาทีสุดท้ายก่อนถึงวันงาน

ถึงงวดนี้ จะยังไม่มีใครได้เห็นรถแต่ละรุ่นกันตัวเป็นๆ เราก็ยังคงยึดธรรมเนียมเดิมในการมองหารุ่นย่อยคุ้มค่าที่สุดของรถแต่ละรุ่น เราจะมาดูกันว่า เจ้าอเนกประสงค์คันนี้รุ่นไหนคุ้มค่าที่สุด

Mazda CX-30

Mazda CX-30  2.0 C

มาสด้า เปิดตัว   Mazda CX-30   ใหม่ ด้วยพื้นฐานจาก   Mazda 3 มาทั้งหมด 3 รุ่นย่อย โดยรุ่นเริ่มต้น  2.0  C  ตอบโจทย์เริ่มต้นด้วยภาพลักษณ์ความเป็นรถยนต์ใช้งานดูหรูหราตั้งแต่แรกเห็น มาตรฐานของมาสด้าให้โคมโปรเจคเตอร์ พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และ ไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติ

ใบปัดน้ำฝนหน้าอัตโนมัติ พร้อมกระจกมองข้างและไฟเลี้ยวได้มาตั้งแต่ในรุ่นนี้ เช่นเดียวกันกับกระจังหน้าสีดำ พร้อมเสาข้างประตูสีดำ ส่วนด้านหลังติดตั้งสปอยเลอร์ พร้อมท่อไอเสียคู่สไตล์สปอร์ต  รุ่นเริ่มต้นติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว มาพร้อมยางขนาด 215/65 R16   ประตูท้ายรุ่นนี้ เปิดด้วยมือปกติ ไม่ใช่ระบบไฟฟ้า

Mazda CX-30

ส่วนภายในห้องโดยสาร  จัดเต็มด้วย วัสดุหนังสีดำ เบาะนั่งคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 10 ทิศทาง บันทึกท่านั่งได้ 2 โปรแกรม คนนั่งใช้มือปรับ 6 ทิศทาง เบาะนั่งตอนหลังสามารถปรับพับได้ในอัตรา 60/40 ทุกรุ่น

การตบแต่งคอนโซลหน้าใช้สีน้ำตาล ร่วมกับสีดำ คันเกียร์หุ้มด้วยหนังสีดำ  ตรงหน้าคนขับให้ระบบเรือนไมล์จอ  TFT   ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบหน้าจอแสดงผลการขับขี่ที่กระจกหน้าของรถ ให้ความทันสมัยในการขับขี่ยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสาร Mazda CX-30

ภายในห้องโดยสาร Mazda CX-30

พวงมาลัยปรับตั้งได้ 4 ทิศทาง ให้ระบบปรับอากาศแยกอิสระซ้าย-ขวา ระบบกุญแจ รีโมท พร้อมปุ่มสตาร์ท ไฟอ่านแผนที่ LED ทั้งคัน พนักเท้าแขนกลาง สามารถเลื่อนปรับหน้า-หลังได้

ติดตั้งระบบเครื่องเสียงมาให้รองรับการเชื่อมต่อ   Bluetooth  และ  Apple Car Play   แสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วย  Center Command   สามารถควบคุมได้จากบนพวงมาลัย  และ สั่งการด้วยเสียงรุ่นเริ่มต้น มาพร้อมลำโพงในห้องโดยสาร 8 จุด

เรื่องความปลอดภัยมีมากพอจะปกป้องไม่ว่า ระบบถุงลมนิรภัย คู่หน้า-ด้านข้าง และ ม่านนิรภัยสูงสุด 7 ตำแหน่ง  ช่วยการขับขี่ด้วยระบบ   Cruise Control  มีระบบเตือนมุมอับสายตา ขณะเปลี่ยนเลนและถอยหลัง

ในการขับขี่มั่นใจด้วยระบบ ABS  กระจายแรงเบรก EBD เสริมแรงเบรก   BA   พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว และ ป้องกันล้อหมุนฟรี  ,ระบบช่วยออกตัวทางลาดชัน และ ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ  เมื่อเบรกกะทันหัน ติดปลายนวมมาด้วย

ทางด้านเครื่องยนต์ไม่พลิกความคาดหมายให้เครื่องยนต์   Mazda SkyActiv 2.0 G   ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า สูงสุดที่ 6,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 213 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 4,000 รอบต่อนาที ขับด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเหมือนเดิม  สนุกสนานในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ   GVC Plus  ประหยัดน้ำมัน ด้วยระบบ  i-Stop   รวมถึง มีระบบเบรกมือไฟฟ้าด้วย

สรุปข้อมูล

  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED
  • ไฟท้าย  LED
  • กระจกข้าง ขึ้นลงอัตโนมัติ 4 บาน
  • สปอร์ยเลอร์หลัง
  • ท่อไอเสียคู่
  • ล้ออัลลอย 16 นิ้ว พร้องยาง 215/65/R16
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง สามารถบันทึกท่านั่งได้ 2 โปรแกรม
  • เบาะคนนั่งปรับ 6 ทิศทาง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา
  • ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า
  • มาตรวัดความเร็วดิจิตอล TFT   ขนาด 7 นิ้ว
  • ปุ่มสตาร์ท
  • เครื่องเสียงแสดงผลบนหน้าจอ 8.8 นิ้ว
  • ลำโพง 8 จุด
  • เครื่องยนต์   Mazda Sky Activ G 2.0 /165  แรงม้า
  • เกียร์ออโต้ 6 สปีด
  • GVC Plus
  • I Stop
  • เบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบควบคุมการทรงตัว
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และลื่นไถล
  • ระบบเบรก ABS
  • ระบบเตือนมุมอับขณะเปลี่ยนเลน
  • ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลัง

ราคาจำหน่าย 989,000 บาท

 

รุ่น  2.0 S

ในรุ่น   S   ตัวกลาง เริ่มต้นด้วยพื้นฐานเดียวกัน เพิ่มไฟ  Day Time Running Light   เข้ามา ส่วนไฟหน้า-ไฟท้าย รายละเอียดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ล้ออัลลอย ถูกอัพเกรด พรวดไปเป็นขนาด 18 นิ้ว จัดมาให้พร้อมยาง  215/55/R18   ดูสมส่วนมากกว่าเดิม  ประตูท้ายให้การเปิดปิดด้วยไฟฟ้าเพิ่มเติม

ส่วนภายในห้องโดยสารรายละเอียดไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก เพียงเพิ่มเติมกับรายละเอียดการตบแต่งโครเมียมที่ก้านพวงมาลัย ให้ความงดงามมากยิ่งขึ้น

ทางด้านระบบความปลอดภัยให้ความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุด พร้อม กล้องมองหลัง เท่านั้นที่เพิ่มมา

ถามว่า คุ้มไหม ถ้าพูดกันอย่างเปิดอกก็เรียกว่า สไตล์ตัวท๊อป ในราคาถูกลง

สิ่งที่เพิ่มจากรุ่น 2.0  C

  • Day Time running Light
  • ล้ออัลลอย ขอบ 18 พร้อมยาง 215/55/R18
  • ประตูท้ายไฟฟ้า
  • ระบบกะระยะถอยหลัง 4 จุด
  • กล้องมองหลัง

ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท

 

รุ่น  2.0 SP

ในที่สุด ก็เดินทางมาถึงรุ่นท๊อปออพชั่น มาสด้า นำเสนอ ครบทุกออพชั่นแบบจัดเต็มกราฟ ตั้งแต่ ไฟหน้าไฟท้าย แบบ   Signature Light  ต่างยังไงต้องไปหาดูกันเอาเอง  วัสดุเสาประตูด้านนอก เป็นสไตล์ Piano Black   ให้ความลงตัวครบเครื่องเรื่องสวยงาม ให้ล้อ 18 นิ้ว เหมือนรุ่นกลางเช่นกัน แต่มี ซันรูฟมาให้เพิ่มความหรูหราครบเครื่องกว่าเดิม

ในห้องโดยสาร โทนเดิม เพียงตบแต่งโครเมี่ยมมากขึ้น ที่ กลางพวงมาลัย และก้านพวงมาลัย พร้อมปุ่มสตาร์ทโครเมียม หลังพวงมาลัยติดตั้ง  Paddle Shift   มาให้ ระบบเครื่องเสียงเหมือนเดิม เล่นบนจอ 8.8 นิ้ว แต่ได้ความอลังการงานสุนทรีย์ ด้วยเครื่องเสียง   Bose   12 ตำแหน่ง  รอบห้องโดยสาร   แถมกระจกหลังตัดแสงอัตโนมัติ เป็นลูกเล่นสุดท้ายมากกว่าเดิม

ทางด้านความปลอดภัย แน่นอน ท๊อปออพชั่น แพ็คเกจ   Mazda I-ActivSense  มาเต็มขึ้น เริ่มจาก สัญญาณกะระยะถอยหลัง เพิ่มเป็น 6 จุด ให้กล้อง 360 องศา ช่วยในการบอกทิศทางการขับขี่

ระบบ   Cruise Control   ปกติ  อัพเกรดเป็น   Mazda Radar Cruise Control   เร่ง และเบรกเองได้ ตามสมควร ขับรถรักษาความเร็วคงที่ และแปรผันเอง ตามสภาพการณ์จราจร ยังให้ระบบอีกมากมาย ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนทางด้านหน้า พร้อมช่วยเบรกให้อัตโนมัติ
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
  • ระบบเตือน เมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
  • ระบบช่วยเตือน เมื่อเหนื่อยล้าจากการขับขี่
  • ระบบช่วยหยุดรถ เมื่อมีรถอยู่ในมุมอับสายตา
  • ระบบช่วยเบรกหยุดรถอัตโนมัติ ขณะถอยหลัง
  • ไฟหน้า  LED  อัจฉริยะ

ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สิ่งที่เพิ่มมาหลัก ๆ ในรุ่นท๊อปออพชั่น เป็นเรื่องระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ตลอดจน ฟังก์ชั่นและสไตล์หรูขึ้นกว่ารุ่นกลางเสียอีก

 

 

ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

สรุปรุ่นไหนคุ้ม

หลังจากยกทั้ง 3 รุ่นออกมากางแผ่ ออพชั่นต่างๆ เป็นผมถ้าไม่งบน้อยจริงๆ จะตัดตัวเริ่มต้นออกไปในทันที ด้วยเหตุผลง่ายๆ มันให้ล้ออัลลอย 16 นิ้ว ด้วยรถราคาขาดนี้ให้ล้อ 17 น่าจะดีกว่า  แต่ถ้าคิดว่า ซื้อมาแล้วจะมาหาล้อแม็กใส่ ก็พอได้อยู่

อันที่จริงมองมุมกลับรุ่นเริ่มต้น ก็ให้อะไรๆ มาครบ เพียงแค่ไม่ได้ออพชั่นความสบายเท่าไหร่ แต่คุณได้รถขนาดกำลังดีใช้งานทุกวัน ราคาเรียกว่าสมเหตุผล ไม่ว่าจะระบบความปลอดภัย   Blind spot  ก็ให้มา  ระบบเตือนมุมอับขณะถอยหลังก็ให้มา แค่ไม่มีเบรกหยุดให้ ต้องระวังเอง น่าแปลกมันดันขาดกล้องไม่งั้น ลูกค้า คงจะชอบและเลือกรุ่นนี้แน่ๆ

ส่วนภายในเบาะนั่งปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมบันทึกท่านั่ง 2 ตำแหน่ง ก็ให้มา เช่นเดียวกับแอร์ออโต้ แยกซ้าย-ขวา

รุ่นกลาง 2.0 S  มองออพชั่นภาพรวม จะเห็นว่า เป็นการเพิ่มออพชั่นความสบายเข้ามาอาทิ ฝาท้ายไฟฟ้า , กล้องมองหลัง และเซ็นเซอร์กะระยะ 4 จุด

ส่วยงานตบแต่งขยับอัพเพิ่ม มีไฟ   Day Time Running Light  ล้ออัลลอยขยับเพิ่มเป็น 18 นิ้ว จากรุ่นเดิม  ให้ความลงตัวมากขึ้น

เมื่อมองราคา คุณคงเห็นแล้วว่า เพิ่มจากปกติถึง 110,000 บาท ซึ่งถือว่ามาก กับอพชั่นไม่กี่อย่างที่เพิ่มเข้ามา

พอมามอง ตัวท๊อป ครบเซ็ทออพชั่นเต็ม ต้องยอมรับว่า ราคา 1,199,000 บาท ไม่ขี้เหร่ ตั้งราคามาเบียดคู่แข่งกันเลย  สิ่งที่ได้เพิ่มมาก็ไม่น้อย

ไม่ว่า Sun Roof  ,  งานออกแบบภายนอก เปลี่ยนไฟหน้า-ไฟท้าย ใหม่ เพิ่มความงดงามมากขึ้น ล้อ 18 เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

ภายในหลักเติมออพชั่นความหรูหรา ดูพรีเมี่ยมไม่บ้านๆ ด้วย งานตบแต่ง และคอเครื่องเสียงคงถูกใจพลังกระหึ่มจาก   Bose   โดนใจไปเต็มๆ พก  Paddle Shift   มาด้วย ลงตัวสุดๆ เรื่องการขับขี่ได้ความปลอดภัย ยาวอีกเป็นหางว่าว

เทียบกับราคาระหว่าเริ่มต้นกับ ตัวท๊อป 210,000 บาท เรียกว่า จ่ายได้ ควรจ่าย คุ้มเสียยิ่งกว่าอะไร

ถ้าให้เลือก 3 ตัว ผมว่า ตัวท๊อปคุ้มค่าสุดตามสไตล์รถออพชั่นเต็มราคาคุ้มดี ไม่แพงเกินรุ่นล่างไปนัก ถ้าเทียบกับเริ่มต้น จ่าย 210,000 บาท คุณได้อะไรหลายอย่าง ทั้งความปลอดภัย ความสวยงามมากกว่า และความพรีเมี่ยม ทั้งหมดนั้นจ่ายมากกว่าแต่คุ้มค่ามากขึ้น

รุ่นที่คุ้มต่อมา ผมเล็งว่าตัวเริ่มต้น 989,000 บาท ราคานี้ ดูดีๆ จะขึ้นขย่มคู่แข่งไซส์เล็ก สบายๆ นำเสนอที่ความตัวใหญ่ตอบโจทย์กว่า ถึงจะไม่มีออพชั่นหวือหวา แต่ก็ให้ออพชั่นลงตัว เท่าที่จำเป็นมาครบเครื่องเรียบร้อยแล้ว อาจไม่มากมายและไม่สบายนัก แต่ก็พอกับการใช้งาน

ส่วนรุ่นกลาง ส่วนตัวผมว่าไม่คุ้มเท่าไร เพราะ ของที่เพิ่มมากไม่กี่รายการ แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 110,000 บาท ถือว่า มาก ถ้านับว่ารายการใหญ่จริงๆ มีเพียง ประตูท้ายไฟฟ้า กับล้ออัลลอย 18 นิ้ว  ตัวกะระยะ 4 จุด พร้อมกล้องมองหลัง อาจดูจำเป็น แต่เอาจริงๆ ขอออพชั่นเป็นของแถมจากโชว์รูมเอาก็ได้

ดังนั้นรุ่นนี้จึงไม่ค่อยโอเคลงตัวเท่าไรนัก กับความคุ้มค่า เป็นรุ่นซื้อสไตล์มากกว่า

สรุปอีก ที

คุ้มสุด  2.0 SP ,   คุ้มรองลง มา 2.0 C   ส่วน  2.0 S   เหมาะสำหรับอยากซื้อสไตล์ไม่เน้นออพชั่นล้นคัน แค่ชอบความเหมือนในแบบตัวท๊อปเท่านั้น

ข้อมูลจาก  Mazda

เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง

 

 

 



Comments

comments