Which Value : Honda  City Hatchback  ซื้อรุ่นไหนคุ้มสุด

แบ่งปันเรื่องนี้

เปิดตัวมาอย่างเป็นทางการเสียทีสำหรับ  Honda  City Hatchback   ใหม่ หลังจากตกเป็นข่าวมายาวนานถึง รุ่น 5 ประตู สไตล์สปอร์ต 

การเปิดตัวรุ่นใหม่ ออกมา ครั้งนี้ มีเพียง 3 รุ่นย่อย น้อยกว่า   Honda  City  รุ่น ซีดาน และวันนี้เฉกเช่นเคย เราจะพาทุกคนมาคุยถึงความคุ้มค่า ที่สุดในรุ่นว่ารุ่นย่อยไหย คุ้มค่าน่าคบหากัน 

Honda City Hatchback  รุ่น S+ 

เริ่มต้น ตัว 5 ประตู ทางฮอนด้า ใช้ชื่อรุ่นว่า  Honda City Hatchback S+  ให้งานออกแบบคมเข้มในเรื่องความสปอร์ต ตอบการใช้งาน ในทรวดทรง 5 ประตู 

ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น คุณได้โคมไฟหน้า โปรเจคเตอร์ติดปลายนวมมาด้วย ให้ไฟ  Day Time Running Light   ในรุ่นล่างๆ นี้ ตจะมาพร้อมกระจังหน้าสีเงินโครเมี่ยมให้สไตล์ดูมีความหรูหรา ไม่ได้เน้นความสปอร์ตดุดัน เหมื่อนในตัวบน ข่าวดี คือคุณได้ไฟท้าย  LED ,  สปอร์ยเลอร์หลังกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า  ติดตั้งมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 15นิ้ว สีเทา สไตล์ที่ดุแล้วมีความหรูหราน่าใช้งาน 

ในส่วนรายละเอียดภายนอก ยังมีเสาอากาศคลีบฉลาม , ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ,ระบบหน่วงเวลาปัดน้ำฝน ด้วย 

ทางดา้นในห้องโดยสาร แนะนำภายในเพียงสีเดียว คือ สีดำ รุ่นล่าง นำเสนอ เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าไม่ได้เน้นความหรูหราอะไรมากมาย งานตบแต่งคอนโซล เป็น  Piano Black ให้ระบบปรับอากาศธรรมดา ทั่วไป กุญแจ   Honda  Smart Key 

เบาะนั่งสามารถปรับสูง-ต่ำได้  เช่นเดียวกับ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง มือจับในรถให้มา 3 อัน เบาะนั่งหลัง  Ultraseat สามารถปรับพับแยกได้ 60/40 และ สามารถปรับพับได้ 4 รูปแบบในการใช้งาน แต่ไม่มีที่พักแขนตอนหลังมาให้ 

ด้านเครื่องเสียง เป็นวิทยุปกติ รองรับการเชื่อมต่อ  Bluetooth   ให้ลำโพง 4 จุด ในห้องโดยสาร 

เรื่องความปลอดภัย ถุลมนิรภัย ทางด้านข้างคู่หน้า และ ด้านหน้า ให้มาครบ 

ระบบ เบรกป้องกันล้อล็อค , ระบบควบคุมการทรงตัวในขณะเข้าโค้ง และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชันมีมาให้ รวมถุง ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน 

ส่วนเครื่องยนต์มีแบบเดียว กับขุมพลัง 3 สูบ 1.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ทำแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ตั้งแต่  2,000-4,500 รอบต่อนาที ส่งลงชุดเกียร์  CVT 

สรุป ออพชันตัวรถ 

 

ภายนอก 

  • กระจังหน้า โครเมี่ยม 
  • ล้ออัลลอย 15 นิ้ว สีเทา
  • โคมไฟหน้า โปรเจคเตอร์ 
  • ไฟ Day Time Running Light 
  • ไฟท้าย  LED 
  • เสาอากาศ คลีบฉลาม 
  • ภายในสีดำ
  • เบาะนั่งหุ้มผ้า ปรับสุงต่ำได้
  • พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง
  • เบาะหลังแบบ   ultra Seat   ปรับได้ 4 โหมด 
  • เบาะหลังไม่มีที่เท้าแขนมาให้ 
  • เบาะหลังพับได้ 60/40 
  • เครื่องเสียงวิทยุธรรมดา 
  • ระบบปรับอากาศ ธรรมดา 
  • เครื่องยนต์ 3 สูบ 1.0 ลิตร เทอร์โบ 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร 2,000-4,500 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์  CVT  
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค 
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน 
  • ระบบควบคุมการทรงตัว 
  • ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติ เมื่อเบนก กระทันหัน 

ราคา 599,000 บาท 

 

รุ่น SV 

เขยิบมาทางรุ่น  SV   ยังคงเป็นสไตล์ตัวหรู ตอบตลาดเหมือนเดิม เพิ่มเติมภายนอก เริ่มจาก ชุดล้อที่เปลี่ยนมาเป็นทูโทน สีดำ และหน้าเงา และกระจกมองข้าง เพิ่มไฟเลี่ยวในตัวมาให้ด้วย 

 

ด้านในห้องโดยสารให้ความพรีเมียมมากขึ้น ด้วยชุดเบาะนั่งหนังแท้ ผสมหนังสังเคราะห์ มือจับด้านในเปลี่ยนเป็นโครเมี่ยม  มาตรวัดเป็นแบบ เรืองแสง สีขาว ให้ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาด้วย เพิ่มที่เท้าแขนทางด้านหน้า เข้ามา 

ส่วนเครื่องเสียง เปลี่ยนจากวิทยุธรรมดา มาเป็นแบบจอสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ระบบ  Advance Touch  รองรับการเชื่อมต่อ  Apple Car Play   ในเบื้องต้น ผ่าน 4 ลำโพงเหมือนเดิม ทั้งยังเพิ่มช่อง  USB  มาให้อีกช่อง รวมเป็น 2 ช่องภายในรถ

เรื่องระบบความปลอดภัย ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

 

ภายนอก 

  • เปลี่ยนสีชุดล้อเป็นทูโทน 
  • กระจกมองข้าง พร้อมไฟเลี้ยวในตัว 
  • สามารถเลือก สีขาวแพลททินั่ม
  • ภายใน เบาะนั่งหนังแท้ ผสมหนังสังเคราะห์ 
  • มือเปิดประตูภายในโครเมี่ยม 
  • มาตรวัดเรืองแสงสีขาว 
  • ที่เท้าแขนทางด้านหน้า
  • เครื่องเสียง จอสัมผัส 8 นิ้ว 

ราคา 675,000 บาท 

 

รุ่น  RS 

ในรุ่น  RS   เป็นตัวแต่งพิเศษ มาพร้อมไฟหน้าแบบ  LED   เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่เป็นสี   Gloss Black   รวมถึง กระจกมองข้างเปลี่ยนเป็นสปอร์ตสีดำ ได้กันชนหน้า แบบใหม่ รวมถึงล้ออัลลอย อัพขนาดมาเป็น 16 นิ้ว ลาย 5 ก้านคู่สีดำ  สปอ์ยเลอร์หลังสีดำ

ภายในเป็นเบาะผ้าผสมหนังกลับ มีแถบ สีแดง เพิ่มความสปอร์ตให้กับตัว มาพร้อมาตรวัดสปอร์ต สีแดง  มี  Paddle Shift ให้มาหลังพวงมาัลย เพื่อความสนุกในการขับี่มากขึ้น รวมถึงติดตั้งระบบ   Cruise Control   เพิ่มเข้ามา 

ส่วนเบาะนังตอนหลัง เปลี่ยนพนักพิงหลัง ให้มีที่เท้าแขน พร้อมที่วางแก้วน้ำ เครื่องเสียงใช้ชุดจอเดียวกัน  มาพร้อมลำโพงในห้องโดยสาร 8 จุด และให้ระบบ   Honda  Connect   มาเลย 

ความปลอดภัย เพิ่มม่านนิรภัย เข้ามา ตอบโจทย์ความปลอดภัย 

 

ที่เพิ่ม / เปลี่ยนแปลง จากรุ่น  SV 

 

  • ภายนอกแต่งด้วยชุดแต่ง   RS  รอบคัน 
  • เปลี่ยนกระจังหน้า 
  • กันชนหน้าเฉพาะรุ่น 
  • สปอรยเลอร์หลัง 
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
  • สามารถเลือกสีแดงอีกไนต์ และ สีขาว แพลททินั่ม
  • ภายใน เบาะนั่งผ้าผสมหนังกลับ พร้อมแถบสีแดง 
  • เบาะนั่งหลังมีที่เท้าแขน 
  • มาตรวัดสปอร์ตสีแดง 
  • Paddle Shift 
  • Cruise Control 
  • ลำโพง ในห้องโดยสาร 8 จุด 
  • ระบบ  Honda  Connect 

ราคา 749,000 บาท 

 

สรุป   Honda  City Hatchback  รุ่นไหนคุ้มค่ามากที่สุด

 

หลังจากดูทั้ง 3 รุ่น รุ่นที่คุ้มที่สุด เป็นรุ่น   SV   สำหรับคนชอบความพรีเมียม ที่ลงตัวกับออพชั่นทันสมัยในยุคนี้ 

แม้ว่าภายนอกจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากจากรุ่น  S+   แต่ภายในให้มากกว่า ดูพรีเมียมกว่า โดยเฉพาะเบาะหนัง ที่มีความลงตัว มากกว่าและให้ความสบายที่มากว่าในการใช้งาน 

สำหรับรุ่น S+   เหมาะสำหรับ คนต้องการรถไม่เย้ยออพชั่นมากมาย นัก แต่ก็ไม่ได้ว่าให้มาน้อยเกินไป เหมาะสำหรับ คนจะซื้อรถแล้วไปต่อยอด หรือแต่งต่อ ขาด ก็พวก ออพชั่นจุกจิก เพราะเริ่มต้นมาของก็ครบอยุ่พอสมควร 

ทางด้านรุ่น RS  เป็นรุ่นราคามาแรง แต่เน้นความครบไม่ต้องแต่งเลยยังได้  แต่ราคาก็จะโดดไปอีกหน่อย สำหรับลูกค้าสายสปอร์ตตัวจริงเท่านั้น 

ภาพทั้งหมด คือ  Honda  City hatchback

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments