Volvo XC40 Recharge ประหยัดดั่งคิดแรงดังใจ

แบ่งปันเรื่องนี้

เป็นระยะเวลากว่าหลายปีที่ รถยนต์   Volvo XC 40   ใหม่ เข้าทำตลาดในประเทศไทย ในฐานะน้องเล็กสุดของแบรนด์สวีเดน และปลายปทีผ่านมา ก็ถึงคิว Volvo XC40 Recharge หรือ XC40 Hybrid

การมาของ   Volvo XC40   ทำให้คนไทยมีหวังใช้รถพรีเมียมราคาไม่แพง ตอบสนองโจทย์ความหรูหรา มิหนำซ้ำยังไม่ทิ้งความปลอดภัย ตามสโลแกน  Volvo For Life จนขายดีเป็นเทน้ำเท่ แต่แล้วหลังจากที่ผม นำมาขับทดสอบก็ต้องบอกว่า มันติดปัญหาอยู่บ้าง ในบางเรื่องทั้ง ความแข็งกระด้างช่วงล่าง ที่ร้ายที่สุดคือ รถซดน้ำมันชนิด รถสปอร์ตยังมีอาย

Volvo XC40 Recharge

Volvo XC 40 กลับมาอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา และอาศัยจังหวะรัฐบาลไทย ใส่ใจเรื่องปล่อยไอเสีย ปรับการคิดภาษีสรรพสามิตร ตามการปล่อยไอเสียของรถ ด้วยระบบ เครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด แบบไฮบริดเสียบปลั้กที่เรียกว่า   Recharge

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการปรับปรุงรถคันเดิมให้น่าใช้ขึ้น มันไม่ใช่เพียงแค่รถรุ่นเดิมที่มีเพียงเครื่องที่ดีขึ้น

Volvo XC40 Recharge   กลับมาพร้อมหน้าตาที่เราคุ้นเคยของทรวดทรงรถยนต์อเนกประสงค์คอมแพ็ค ที่ออกแบบมาเป็นขนาดเล็กกระทัดรัดทันสมัยมากขึ้น ขนาดตัวรถไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีความยาว 4,425  มม.​ กว้าง  1,863  มม.   สูง 1,652 มม. มาพร้อมฐานล้อ  2,702  มม.

Volvo XC40 Recharge
Volvo XC40 Recharge
สีใหม่ Gracier Silver เป็นสีที่มาในรุ่น Inscription เท่านั้น

ดูรวมๆ ตัวรถก็ไม่ได้เปลี่ยอนวทางการออกแบบอะไรมากนัก เว้นเพียงกระจังหน้าโครเมียมใหม่ เงาวิ่งตั้งแต่ไกล ล้ออัลลอยใหม่ขนาด 19   นิ้ว จัดมาพร้อมยาง  Pirelli P. Zero   ขนาด   235/50/R19  ส่วนด้านข้างมีช่องชาร์จไฟ อยู่ที่แก้มหน้าซ้าย ตำแหน่งประจำของ  Volvo

พบรถทดสอบวันนี้ มองบางมุมเป็นสีขาวเบามุมอมเทาๆฟ้าๆ นั่น เจ้าคู่ขาเราวันนี้ เป็นสีใหม่ ที่เรียกว่า   Gracie Silver  สีเทาเหลือบๆ ก็ดูสวยดีไปอีกแบบ สีนี้เป็นสีที่มีในรุ่น   Inscription  มันจะมาพร้อมภายในห้องโดยสารสีดำเท่านั้น แต่ถ้าคุณเลือกสีอื่นในรุ่นนี อาจจะเลือกภายในสีแดง Oxide  Red   ก็ได้

เปิดประตูเข้ามาในห้องโดยสาร รวมๆ ก็เรียกว่า อาจจะไม่เปลี่ยนมากนัก  Volvo  XC 40 Recharge inscription  แนะนำตัวเอง ด้วยงานจัดวางท่านั่งและองค์ประกอบต่างๆ เหมือนรุ่นเดิมที่เราคุ้นเคย

นั่นเริ่มจากฝาท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า ใช้งงานสะดวกรวดเร็ว ถาถือของมาเยอะก็สามารถใช้การดตะเปิดหรือที่เราส่วนใหญ่อาจจะเรียกว่า   kick sensor   ก็ได้ 

เบาะนั่งตอนหลังยังสามารถพับได้ในอัตรา  60/40  เหมือนเดิม ท่านั่งยังชันหลังไม่เปลี่ยนแปลง พื้นที่ในการโดยสารมีพอตัว อาจไม่ได้ถึงกับกว้างสบายแบบพี่ชาย   Volvo XC 60   แต่ถือว่า เพียงพอต่อการใช้งาน บนหลังคามี ซันรูฟขนาดใหญ่ เปิดกว้างมาถึงผู้โดยสารตอนหลัง และสามารถเลือกเปิดผ้าได้หลายระดับ เผื่อผู้โดยสารตอนหลังไม่อยากร่วมสังเคราะห์แสงกับคุณ

ภายในห้องโดยสาร ส่วนใหญจะยังคุ้นตาไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก

ถ้าถามว่าอะไรเปลี่ยนไปในรุ่นนี้ก็ต้องยอมรับว่า มีรายละเอียดไม่มากนัก ที่แน่ๆ ทันทีที่หย่อนตัวลงนั่ง คุณจะพบ   Volvo Sensus  ทำงานเชื่อมต่อ ผ่านจอขนาด 9  นิ้ว วางตั้งแบบในรุ่นพี่ ในรุ่น   R-design  และ  inscription  ลงตัวในเรื่องความสุนทรีย์ ด้วยชุดลำโพง  13  ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์จาก  Harman Kardon  ตรงหน้าคนขับเป็นจอภาพขนาด 12.3  นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นมากมาย

เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า พร้อม บันทึกท่านั่ง 2  ตำแหน่ง ตามต้องการ มาพร้อมการปรับไฟฟ้า และ Lumbar Support  ในตัวช่วยเพิ่มความสบายในการโดยสาร

ในองค์รวมห้องโดยสารอาจจะพูดได้ว่า ไม่ได้แตกต่างเท่าไรนัก เว้นว่า คุณจะเลือก สีแดง ซึ่งก็จะได้ความรู้สึกอารมณ์สปอร์ตปลุกความเร้าใจมากขึ้นกว่าเดิม

การวิศวกรรม

ใต้เรือนร่าง Volvo  XC 40  ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงด้วยแพลทฟอร์ม   CMA   หรือ Compact Modular Architecture   ที่ใช้ในรุ่นเดิม โครงสร้างตัวถังนี้ถูกเซทไว้ 2 แบบ  คือ   Sport  สำหรับใครชอบความเร้าใจ เน้นซิ่งทุกครั้งที่ลงถนน ถ้าการซิ่งไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต  เซทติ้งแบบ Dynamic  อาจจะเหมาะกับคุณที่มองหาความสนุกสนานในการขับขี่เร้าใจ และใช้งานสะดวกสบาย ซึ่งมีในรุ่น R-Design Expression  และ Inscription  เท่านั้น จะซื้อรถคันนี้ก็ขอให้มั่นใจว่า เลือกให้ถูกตั้งแต่จิตวิญญาณเริ่มต้น

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในรุ่นใหม่นี้ อยู่ที่การเปลี่ยนเอาเครื่องยนต์รหัส T5  เดิม โยนทิ้งไปแล้ว หันมาอัพเกรดความทันสมัยและสนุกสนาน ด้วยเครื่องยนต์รหัส   T5 Twinengine ขับเคลื่อนด้วย เครื่องยนต์ 3 สูบแถวเรียงขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด  180 แรงม้าที่  5,800   รอบต่อนาที มาพร้อมแรงบิดสูงสุด  262   นิวตันเมตร ระนาบต่อเนื่อง ตั้งแต่   1,500-3,000  รอบต่อนาที

เครื่องยนต์ทำงานควบกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่มีกำลังสูงสุด   82  แรงม้าที่  4,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 160   นิวตันเมตร ส่งกำลังบำรุงจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 10.7  กิโลวัตต์ ปริมาณไฟฟ้าใช้งานจริงได้เพียง  8.5  กิโลวัตต์ สามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนได้  44  กิโลเมตร (ถ้าชาร์จจาก Wall Box ถ้าชาร์จจากชาร์จเต้าเสียบฉุกเฉินในรถ วิ่งได้สูงสุด  40  ก.ม.)

ระบบมีกำลังขับรวมสูงสุด  262  แรงม้า  และ ทำแรงบิดสูงสุด  425   นิวตันเมตร ทั้งหมดขับเคลื่อนลงชุดเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่  7  สปีด ช่วยตอบสนองในการขับขี่

การทดลองขับ

การเปลี่ยนแปลงสถานที่รับรถทดสอบ   Volvo  ช่างเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างจะไกล มันไกลมากจนถึงขนาดแม่ ที่มาช่วยส่งกลัวลูเดินทางในช่วงโควิด ถามว่า นี่เขาไปเก็บรถไว้ที่บางแสนหรือเปล่า

ตอนพบหน้า  Volvo  XC 40 Recharge  ครั้งแรก มองเผินๆ ก็เหมือนรถรุ่นเดิมที่เคยผ่านมือมา ส่วนตัวที่ถูกใจแอบชอบ คงเป็นชุดสีที่แปลกตา จะเงินก็ไม่ใช่จะขาวก็ไม่เชิง ดูแล้วมีเสน่ห์แปลกๆ เหมือนกัน

หน้าตารถอย่างที่บอกไปในช่วงต้นว่า มันเปลี่ยนเพียงกระจังหน้าโครเมี่ยม รวมถึง ล้ออัลลอยขอบ  19 ลายใหม่ และช่องชาร์จที่เพิ่มเข้ามาทางด้านข้าง

เมื่อขึ้นรถมา XC 40  ยังคงเรื่องความเป็นรถที่ขึ้นลงง่ายสะดวกในการใช้งาน  ประตูเปิดได้กว้าง ทั้งหน้าและหลัง ทัศนวิสัยกว้างทั้งด้านข้าง และด้านหน้า จุดบอดมีบ้างนิดหน่อย แต่ถือว่ารับได้ ไม่ได้เป็นปัญฆาหน้ากังวลใจ

การเป็นรถอเนกประสงค์ ก็มีข้อดีอยู่อย่าง คุณมีทัศนวิสัยที่กว้างมองได้ไกล ด้วย

เปลี่ยนสายตากลับมามองภายใน ก็ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนไปนัก ไม่ว่าจะเป็นชุด  Volvo  Sensus หน้าจอขนาด  9  นิ้ว  เรือนไมล์ขนาด 12.3  นิ้ว จะเปลี่ยนก็เพียงกราฟฟิก จาก เป็นรอบเครื่องยนต์ เป็นแบบ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้อย่างดี

เดินทางกลับบ้าน !!!

วอลโว่ เปลี่ยนที่รับรถทดสอบ ใหม่  ออกมาอยู่ที่สมุทรปราการ เรียกว่า ขับนิดเดียวเที่ยว ชลบุรี-บางแสนได้สบายๆ  ขึ้นรถเห็นว่ารถถูกชาร์จแบตเตอร์รี่ ไว้เต็มพิกัด สามารถขับไฟฟ้าได้ทันที 44 กิโลเมตร จากที่เคยขับรถยนต์   PHEV   ของวอลโว่หลายรุ่น มันจะพยายามใช้ ไฟฟ้าให้หมดก่อน และค่อนใช้เครื่องยนต์

ด้วยความเราต้องขับอีกไกล อย่างน้อย   50-60  ก.ม.  ก่อนเข้าเมือง ก็เลยต้องงัดทริคการขับขี่สักหน่อย ในรถยนต์ไฮบริดเสียบปลั้กหลายรุ่น รวมถึงวอลโว่ จะมีโหมด ล็อค กับ ชาร์จมาให้ด้วย

โหมด ล็อค มีเพื่อ ล็อคไม่ใช้ไฟในแบตเตอร์รี่เลย ความจริง มันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ระบบจะใช้ไฟให้น้อยที่สุด แล้วชาร์จไฟฟ้ากลับไปยังระยะทางที่เราคิดว่าต้องการใช้

กลับกันโหมดชาร์จ จะใช้ในเวลาเราขับทางไกลมายาวๆ ไฟในแบตเตอร์รี่แห้งเหือด เราต้องการจะมีไฟฟ้าขับในเมือง เพื่อประหยัดน้ำมัน ก็กดโหมดนี้ การใช้โหมดชาร์จ จะเป็นการใช้เครื่องยนต์ปั่นกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอร์รี่ ในขณะที่เราขับขี่ มันจึงกินน้ำมันมากกว่าปกติ ต้องแรกกัน

อีกไกล กว่าจะถึงพระราม  9 ผมตัดสินใจล็อคแบตเตอร์รี่กลับไปใช้ทดสอบการขับขี่ในเมือง การกดล็อคแบต หรือ ชาร์จ สามารถทำได้จากหน้าจอตรงกลาง เมื่อเราล็อคแบตเตอร์รี่ ไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่จะถูกใช้น้อยที่สุด

อย่างที่กล่าวครับ ว่า มันไม่ได้หมาย ระบบจะไม่ใช้เลย มันจะแอบหายไปบ้างและจะรีดไฟฟ้ากลับมาอย่างไว เวลาเราขับขี่ เพื่อให้อยู่ในปริมาณที่เราต้องการใช้งาน

เมื่อกดโหมดนี้หลักๆ เครื่องยนต์จะเป็นผู้นำการขับขี่ ขุมพลัง  3  สูบ  1.5  ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ  180  แรงม้า ฟังดูด้อยกว่าเดิม พอสมควร การบวกมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามา ทำให้ กำลังขับมีความกระฉับกระเฉง มากกว่าตัวเลขในสเป็ค

การออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า สั้นๆ แม้ในโหมดล็อค ก่อนเครื่องยนต์จะมารับช่วงต่อ ในความเร็วต่ำ ลดการรอรอบการทำงาน เกียร์และเทอร์โบเป็นปลิดทิ้ง

พอเข้ามอเตอร์เวย์ บางวัว ผมก็ยิงยาวๆ ใช้ความเร็วตามที่เขากำหนด  110-120 ก.ม./ช.ม. การจราจรไหลลื่น ขับได้อย่างสบายใจ เทียบกับตัวเดิม การตอบสนองแอบดีกว่า มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเร่งแซง พร้อมแรงอัดขับสนุก แรงบิดพุ่งของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ บล็อกเล็ก

ก่อนเข้าบ้านมาเติมน้ำมัน เตรียมพร้อมกับการขับขีในวันต่อๆไป วันเดียว ขับไปเสีย 117.7 กิโลเมตรเติมไป   8.6  ลิตร พอดี คิดเป็นอัตราประหยัด   13.68   ก.ม./ลิตร  โดยยังมีไฟชาร์จเต็มจากวอลโว่ เหลือให้ใช้ในวันพรุ่งนี้

การขับในเมือง

รถไฮบริดจะเหมาะขับที่ไหนมากกว่าในเมือง แม้ว่าช่วงนี้ จะเป้นยุค โควิด ทุกคน   Work from Home  การจราจรไม่ติดขัด แต่ก้ยังมีบางจุดที่ติดขัดเนื่องจากการก่อสร้างรถฟฟ้าสายต่างๆ

การเสาะหา การจราจรติดขัดดู จะเป็นเรื่องลำบากและจำเป็นต้นทำในยุคนี้ ขึ้นรถในวันนี้ เราใช้โหมดไฮบริดปกติ ขับเข้าเมืองไปลุยการจราจรสุดหินกัน

การขับทดสอบในเมือง ช่วงนี้ต้องยอมรับว่า ไม่เจอการจราจรติดขัดมาก มีเพียงพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าเท่านั้น

เมื่อใช้โหมดไฮบริด ระบบของวอลโว่ จะใช้การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าก่อน จนกว่า แบตเตอร์รี่จะไม่มีระยะทางเหลือ การขบัด้วยไฟฟ้าจะไม่ใช้น้ำมันเลย ยกเว้นในช่วง 2-3  นาทีแรก ถ้าสตาร์ทตอนเช้า เพื่อวอร์มเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งาน ก่อนจะดับไป

เมื่อขับด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน สัมผัสของรถจะเปลี่ยนเป็นความนุ่มสบาย นิ่งเงียบ ให้ความรู้สึกสุนทรีย์ในการขับขี่ ต่างจากความรู้สึก รถน้ำมันดั้งเดิม ที่มีแรงสะเทือนบ้างจากการทำงานของเครื่องยนต์

เมื่อกดคันเร่งลงไปการตอบสนองจะค่อนข้างฉบับไว ไปตามคันเร่งที่เรากด เป็นข้อดี ของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ยังยากจะหาตัวจับที่มีคุณสมบัติเหนือกว่าพวกมัน

หลายคนอาจจะมีบ้านอยู่ชานเมืองแบบผม และต้องขับรถเข้าเมืองเป็นประจำ การเดินทางช่วงแรก อาจจะต้องใช้ความเร็ว เช่นตื่นสาย กังวลรถติด ก็ไม่ต้องห่วง ระบบสามารถขับไฟฟ้าล้วนได้ถึงความเร็ว   120  ก.ม./ชม. เพียงแค่ไฟฟ้าจะหายไปเร็วกว่า ตามความเร็วที่เราใช้

อย่างผม ขับจากบางใหญ่ไปราชพฤกษ์ เพื่อมาเดินทางบนถนนช่วงแจ้งวัฒนะ ไฟฟ้าจะหายไปมากกว่าระยะทางจริงนิดหน่อย ในจังหวะขับไฟฟ้า ถ้าเราเดินคันเร่งเกินความเร็ว  120 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์จะเข้ามารับช่วงต่อแทน เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากกว่า และ จะดับลงไปเมื่อความเร็ว ต่ำกว่า   120  เพื่อใช้งานระบบไฟฟ้าต่อไป

เมื่อขับในเมืองความเร็วต่ำ ระยะทางในการใช้ไฟฟ้า จะเพิ่มขึ้นเล็ก น้อย เนื่องจากความเร็วที่เราใช้ และ สภาพการจราจรที่มีการขับ และเบรก ช่วยในการรีชาร์จไปแบตเตอร์รี่

ถามว่า  40  กิโลเมตร ใช้ไฟฟ้าน้อยไปไหม ก็ต้องตอบตามจริงครับ ว่า มันน้อยไปนิด  เพราะส่วนใหญ่ คนจะมีบ้านชานเมืองขับเข้ากรุง กว่าจะเข้าเมืองจริงๆ ก็ 20-30  ก.ม. สุดท้าย ยิ่งใครบ้านไกล การใช้ไฟฟ้าในเมืองได้ก็น้อยลง ต้องมานั่งกดโหมดล็อค และ ปลดล็อคแบตเตอร์รี่ อาจใช้งานได้สะดวกบนหน้าจอ สัมผัส มันก็หมายความว่า เราต้องมีจังหวะ ที่มีนั่งจัดการระบบแบตเตอร์รี่

ผมว่าผู้ใช้น้อยคน จะมานั่งกด ชาร์จไม่ชาร์จ ดังนั้น ทางออก น่าจะเป็นการเพิ่มขนาดแบตเตอร์รี่ ให้มีระยะทางอย่างน้อย  สัก  50 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ

วันนี้ผมขับในเมืองมาได้  65.4  กิโลเมตร โดยใช้ไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนด้วย เติมน้ำมัน คืนไป  2.91  ลิตร จบอัตราประหยัดที่  22.47 ก.ม./ลิตร ในสภาพการขับขี่คนเมือ มีการจราจรติดขัดในหลายช่วง

ส่วนในการทดสอบโหมดขับทดสอบเฉลี่ยรวมตามมาตรฐานของ  Ridebuster  ขับรวมๆนอกเมืองและในเมือง โดยเราชาร์จไฟฟ้าเต็ม เติมน้ำมันเต็มถังจากปั้มที่กำหนด วิ่งนอกเมือง ความเร็วสูงสุดไม่เกิน   120  ก.ม./ช.ม.  และในเมืองความเร็วสูงสุดไม่เกิน   80  ก.ม./ช.ม.  ในช่วงเวลากลางคืน

ในการขับทดสอบของเรา พบว่า เมื่อเป็น XC 40 ไฮบริด รถมีความประหยัดกว่าเดิมขึ้นมากพอสมควร

ผลกลับยิ่งน่าทึ่ง เราขับมาทั้งสิ้น   69.7  ก.ม. เติมน้ำมันมาทั้งสิ้น  1.62  ลิตร อัตราประหยัด 43.02 ก.ม/ลิตร  นี่มันประหยัดใกล้เคียง กับรถมอเตอร์ไซค์ ขนาด  150   ซีซี เลย แต่กันแดดกันฝน ปลอดภัยและสบายกว่าในการเดินทางเยอะ

การชาร์จไฟฟ้า

เรื่องหนึ่งที่ควรจะต้องพูดถึงในเจ้า  Volvo XC40 Recharge  คงเป็นการชาร์จไฟฟ้าหัวชาร์จ ของวอลโว่ นั้นเป็นหัวชาร์จแบบ   Type 2 หาจิ้มได้ ตามตู้ทั่วไป ไม่ยากเย็น

ลูกค้าของวอลโว่ จะได้ ที่ชาร์จติดบ้าน หรือ   Wall Box  มาด้วย ตัวแบตเตรอ์รี่มีขนาด  10.7  กิโลวัตต์ หัวชาร์จที่ให้มา มีกำลังส่ง  7  กิโลวัตต์ชั่วโมง ผมอนุมาณว่า ประมาณ ชั่วโมง   40  นาที ก็มีปริมาตรไฟเต็มแล้ว

ในยามเดินทางไกล คุณอาจจะพกที่ชาร์จฉุกเฉินไปเสียบกับปลั้กที่ไหนก็ได้ นับว่าสะดวกมาก

แต่เผอิญว่าที่บ้านผม ไม่ได้ติดตั้งตู้ชาร์จไฟฟ้าเอาไว้ หลักๆ ในการขับรถคันนี้ เลยใช้ที่ชาร์จฉุกเฉิน ที่ให้มาด้วย เป็นโหมด  3 ข้อดี คือมันสามารถเสียบกับเต้าเสียบไฟบ้านได้เลย  ไม่ใช่หัวแบบยุโรป ที่เจอมาก่อนใน  ตระกูล  60  เสียบปลั้ก ต้องมาเล่นกล หาหัวแปลงไฟกันอีกนิดหน่อย

ความง่ายของที่ชาร์จนี้ เรียกว่า สะดวกกับลูกค้ามาก ถ้าคุณไปตามต่างจังหวัด พกที่ชาร์จนี้ไปก็ได้ เผื่อเจอปลั้ดที่เขาเปิดไว้ให้ใช้ จะไปเสียบตอนไหนก็สะดวกดี

ถึงจะมีความสะดวกในการชาร์จมาก เมื่อเทียบกับ เสียบปลั้กรุ่นอื่นๆ ของวอลโว่ ก็มีเรื่องที่ควรต้องพิจารณา การชาร์จด้วยหัวชาร์จฉุกเฉินนี้ จะได้ไฟฟ้าเพียง 40   กิโลเมตร หรือราวๆ  95% ของแบตเตอร์รี่ เท่านั้น

ผมสอบถามทางวอลโว่ ว่าตามที่เคลม ต้องได้  44 กิโลเมตร ไม่ใช่หรือ ได้รับคำตอบว่า ถ้าอยากได้ ระยะทางดังกล่าว ต้องชาร์จจาก  Wall Box  เท่านั้น เป็นข้อจำกัดในการใช้งาน

การขับนอกเมือง และสมรรนะการขับขี่

หลังจากหลายวันในเมือง ในที่สุด ก็สมควรแก่เวลาในการนำรถรุ่นนี้ออกมาขับต่างจังหวัดกันบ้าง

ย้อนไปตอน ผมนำ   Volvo  XC40  เดิมมาขับ ตั้งแต่ช่วงเปิดตัวแรกๆ รู้สึกว่า รถค่อนข้างจะแข็งกระด้างขับไม่สบาย มีดีอย่างเดียว เรื่องสมรรถนะเครืองยนต์ที่ถือว่าไม่เป็นสองรองใครในตลาด

Volvo  XC40 Recharge Inscription

พอใช้ชีวิต อยู่กับ   Volvo XC 40 Recharge  หลายวัน ผมมองว่ามันขับสบายกว่า การตอบสนองก็ดูจะแอบดีกว่าตัวก่อนหน้านี้ด้วย

รุ่นที่ผมได้รับมาเป็นตัว   Inscription  เป็นรถรุ่นท๊อป จริงๆ แล้ว ส่วนที่ต่างจริงของรถรุ่นนี้เทียบกับ   Redesign  นอกจากความสปอร์ตภายนอก ยังเป็นโครงสร้างแชสซีแบบ  Dynamic   ไม่ใช่ Sport  ในรายละเอียดทางวอลโว่ไม่ได้แจกแจงเรามา เข้าใจว่า น่าจะเป็นเรื่องการประกอบตัวถังที่มีความแข็ง หรือ  Stiffness   ไม่เท่ากัน

ออกเดินทางไกล ด้วยไฟฟ้าเต็มขับไปปลาบทางวันนี้สระบุรี ใกล้ๆ  เรื่องการตอบสนองของระบบขับเคลื่อน ให้ความกระฉับกระเฮง ยังเป็นหนึ่งเหมือนเดิม ช่วงแรก เราขับด้วยไฟฟ้าล้วนเหมือนเดิม

ไหนๆ เดินทางไกล ก็ได้เวลาสังเกตจับอาการระบบกันสะเทือนและการตอบสนองพวงมาลัย ที่จริงตั้งแต่ขับกลับมาในวันแรกที่ได้รถ ก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างในรถรุ่นนี้

เทียบกับรุ่นเดิมที่ออกแนวกระด้างสะเทือน เป็นวอลโว่ ที่ไม่รู้สึกเหมือนวอลโว่ งวดนี้ เปลี่ยนไป มันพกความนุ่มนวลมามากขึ้น อาจจะด้วยการติดต้งมอเตอร์ไฟฟ้าและน้ำหนักตัวรถ เพิ่มขึ้น ทำให้ โหลดน้ำหนักมากขึ้น ช่วยให้ การซับแรงกระแทก จากเดิม ที่มาในทางแข็งกระด้าง ออกไปทางรถสปอร์ตจำแรงในคราบรถบ้าน กลายเป็นช่วงล่างแบบสบาย ตอบการโดยสารและการขับขี่มากขึ้น

ถึงจะนิ่มนวลขึ้นเวลาผ่านหลุม ถนนปะ ก็ยังมีบางช่วงที่ตัวรถจะออกมาในสไตล์แข็งกระด้างบ้าง ส่วนหนึ่ง ก็มาจากชุดล้ออัลลอยขนาด  19  นิ้ว พร้อมยาง  P Zero  ยางสปอร์ตที่มาติดตัวเป็นอาวุธประจำกาย เลยออกมาในทางแข็งกระด้างสักนิด

ระบบกันสะเทือนทางด้านหน้าแม็คเฟอร์สันสตรัท และ มัลติงลิงค์ทางด้านหลัง ออกมาในสไตล์สปอร์ตแน่นหนึบ ขับความเร็วเดินทางมั่นใจ อาจจะมีทะเลาะกับหลุมบ่อ ถนนปะบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็พอรับได้ ยิ่งใช้ความเร็วสูง ยิ่งรู้สึกมั่นใจ เข้าโค้งแรงๆ ก็ไม่หวาดหวั่น เอาอยู่สบายๆ แต่จะมีอาการโคลงตัวอยู่บ้าง ตามสไตล์รถอเนกประสงค์ ตัวถังสูง  บวกกับอาการตูดไว แต่ด้วยการออกแบบตัวรถที่ออกมาหน้ายาว ท้ายสั้น คนนั่งอยู่กลางรถ บวกกับแบตเตอร์รี่ที่เพิ่มเข้ามา

ส่งผลให้ รวมๆ เวลาขับด้วยความเร็ว เป็นรถที่มีการทรงตัวที่ดี และขับมั่นใจ

ขับทางไกลแบบนี้ แรกๆ ใช้ไฟฟ้า แต่จะหมดเร็วกว่าปกติ เพียง   30  กิโลเมตร เศษๆ การขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ก็กลายเป็นการขับด้วยเครื่องยนต์สันดาป ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นลูกคู่ช่วยปั้นแรงบิด เมื่อต้องเร่งแซง

การเข้ามาช่วยของมอเตอร์ ช่วยพุ่งทะยานเร็วขึ้น ไม่ต้องบี้คันเร่งมากก็ผ่าน รถสิบแปดล้ออย่างสบายๆ

เมื่อไฟเต็ม อัตราประหยัดย่อมดีขึ้นตามไปด้วย ระยะทางขับทั้งหมด 162.3 ก.ม.  เติมน้ำมันไปเพียง   10.13 ลิตร คิดเป็นอัตราประหยัด  16.02  ก.ม./ลิตร   

ถ้าเทียบกับ อัตราประหยัด ตอนที่ไม่ใช้แบต ในวันแรกที่นำรถขับกลับมา   13.68  ก.ม./ลิตร  การชาร์จไฟฟ้าจนเต็มแล้วขับเดินทางปกติ จนไฟฟ้า จะให้อัตราประหยัดดีกว่า ราวๆ  14.60% ซึ่งไม่ได้มากกับการขับเดินทาง หรือจะว่าไปก็ เครื่องยนต์เดิมๆ ก็ประหยัดอยู่แล้ว

สรุป   Volvo  XC40 Recharge Inscription  สมบูรณ์แบบขึ้น ประหยัดกว่าเดิม

ย้อนไปในวันแรกที่ผม เห็นรถยนต์   Volvo  Xc 40   เปิดตัวทำตลาดในประเทศ พร้อมกับราคาขายที่ คนชนชั้นกลางทุกคนพอจะอาจเอื้อมได้ ก็เรียกว่า เป็นรถที่ทำให้หลายคนสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวเชียว

หลังลองขับตัวเบนซินก่อนหน้านี้ ผมปิดท้ายด้วยการพูดกับพี่ที่วอลโว่ไปตรงๆ ว่า พี่ครับ รถติดแข็งแล้วก็ขับไม่ประหยัดนะ เป็นบทสนทนา ที่ดูจะดูแคลนไปสักนิด แต่มันคือความจริง ที่ผมพยายามจะบอกกับผู้ผลิตเสมอว่า รถพวกเขา มีอะไรบ้างที่เป็นข้อที่ควรพิจารณาในการปรับปรุงรถ

Volvo  XC40 Recharge Inscription
ให้สรุป ผมว่ารถรุ่นนี้ทั้งขับสนุกและประหยัดขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มากกว่าที่คุณคิด

พอมาเป็นตัว Recharge   ไฮบริดเสียบปลั้ก ทางวอลโว่ดูเหมือนจะทำการบ้านรุ่นนี้มาดีมากกว่าที่คิด รถได้รับการปรับปรุงปิดจุดบอกที่เราเคยบอกพวกเขาไป อย่างหมดสิ้น

ถ้านำเอาข้อมูล อัตราประหยัดมากางดู ทั้งจะพบว่า อัตราประหยัดในทุกช่วงการขับขี่ ดีขึ้นกว่าตอนเป็นตัวเครื่องยนต์สันดาปปกติทุกด้าน

ตารางแสดงอัตราประหยัด รถยนต์   Volvo  XC40 recharge  Inscription

อัตราประหยัดในเมือง22.47   กม./ลิตร
Bonn Test Mode   43.02 กม./ลิตร
อัตราประหยัดนอกเมือง16.02 กม./ลิตร
อัตราประหยัดนอกเมือง ไม่ใช้ไฟฟ้า (ล็อคแบตเตอร์รี่)13.68  กม./ลิตร

แม้ว่าทางวอลโว่จะย่อขนาดเครื่องยนต์ลดลงเป็น  1.5  ลิต รเทอร์โบชาร์จ  3  สูบ ก็ไม่ได้ทำให้รถคันนี้ขับสนุกน้อยลง ไม่ว่าจะมีไฟฟ้าในแบตเตอร์รี่หรือไม่ ระบบจัดการพลังงานก็จะพยายามจัดหาพลังงานให้มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยในการขับเคลื่อนในหลายจังหวะ เช่นออกตัว  เร่งแซง

นั่นช่วยลดภาระเครื่องยนต์ได้มาก และแม้จะมีไฟฟ้าไม่มากมาย ก็ยังประหยัด ส่วนการขับในเมืองก็ประหยัดด้วยการใช้ไฟฟ้าก่อน เครื่องยนต์สันดาป จึงประหยัดมากประดุจอีโค่คาร์

Volvo  XC40 Recharge Inscription

ในด้านสมรรถนะ การตอบสนองด้วยมอเตรอร์ไฟฟ้ามีความว่องไว ทำให้รถกระฉับกระเฉง การปรับการวางแบตเตอร์รี่ ส่งผล ถึงสมดุลน้ำหนักด้วยในการขับขี่ เทียบกับรุ่นเดิม มันเข้าโค้งดีกว่า ตอบสนองในการเปลี่ยนเลนดีกว่า มาก

เมื่อบอกกับออพชั่นตัวรถที่มีมากมาย เป็นทุนเดิม  นี่คือการปรับตัวทันเกม ที่ต้องลุกขึ้นปรบมือให้ วอลโว่ จนแอบเสียดายแทน คนที่ออกตัวก่อนไป

Volvo  XC 40 Recharge   เป็นรถที่เปลียนตัวเองได้ลงตัว ปิดช่องว่าง ที่จะทำให้คู่แข่งต้องมาเตะตัดขาด และเอาจริง เทียบกับ   BMW X1, Benz  GLA  ที่เพิ่งออกมา รถรุ่นนี้เป็นเพียงรุ่นเดียว ที่มีระบบไฮบริดเสียบปลั้กวางขาย และจับจองเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่ม  2.09  ล้านบาท ส่วนรุ่นที่เรานำมานั้น ราคาเพียง 2.39  ล้านบาท

ก็ไปดูเอาว่าแบบไหน ที่เหมาะกับ การใช้งานของคุณกันครับ  แล้วพบกันใหม่ ในโอกาสหน้า

ขอบคุณ วอลโว่ ประเทศไทย ที่เอื้อเฟื้อรถทดสอบ มาให้ทีมงาน Ridebuster.com ในโอกาส นี้
ข้อมูลตัวรถจาก Volvo Cars Thailand ช่วยประกอบข้อมูลบทความรีวิว

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments