Treadwear คืออะไร แล้วมีประโยชน์ อย่างไรในการเลือกซื้อ ยางรถยนต์

แบ่งปันเรื่องนี้

ทุกวันนี้การซื้อของสักอย่างผู้บริโภค พยายามอย่างยิ่งในการหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่พวกเขาหมายตาไว้ และหานำข้อมูลดังกล่าว มาประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกซื้อ

สำหรับชิ้นส่วนอย่าง ยางรถยนต์ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถหาซื้อได้ ลูกค้า อาจจะเลือกยางเดิมไปจนถึงยางใหม่ๆ ที่มีมากมายหลายยี่ห้อ ตั้งแต่ยี่ห้อธรรมดาสุดๆ ไปจนถึง ยี่ห้อ ที่มีราคาแพง นอกจากเรื่องขนาดยางที่ต้องเหมาะสมกับรถที่เราใช้แล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ Tread Wear ของยางเส้นนั้นๆ

การตัดสินใจ ซื้อยางรถยนต์ มีหลายองค์ประกอบ

จะมีสักกี่คน พูดถึงเรื่องนี้ และเข้าใจมันจริงๆ กัน ตามปกติแล้ว คุณจะหลงไปกับคำโฆษณา เกาะถนนเยี่ยม รีดน้ำดี เสียงเงียบ และอีกมากมาย ที่ผู้ผลิต พยายามถ่ายทอดผลิตภัณฑ์มาให้คุณได้เข้าใจ เกี่ยวกับยางของพวกเขา

ที่จริงแล้ว มันยังมีอีกสิ่งที่สำคัญ คือ tread wear ซึ่งเราเห็นบนยาง เป็นเลข 3 หลัก ยกตัวอย่าง Yokohama Geolandar CV G058 ที่ผมเพิ่งเปลี่ยนมา จะเขียนข้างยางว่า Treadweard 740 ซึ่งยางที่ติดรถคุณ ก็จะมีตัวเลขแบบนี้คล้ายๆ กัน อาจจะต่ำกว่า หรือสูงกว่า ก็แล้วแต่ชุดยาง

คุณอาจไม่เคยสังเกตมาก่อนก็ไม่น่าแปลกใจ แล้วมันมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

Treadwear มาจากไหน

ตัวเลขชุดนี้ เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย หน่วยงานภาครัฐในสหรัฐอเมริกา NHTSA ถ้าคุณว่ามันคุ้นๆ ใช่ครับ มันคือ หน่วยงานความปลอดภัยทางถนน ที่ชอบตั้งธง ให้ผู้ผลิตรถยนต์ เรียกคืนรถยนต์ในปัญหาต่างๆ นั่นแหละ อารมณ์ คล้าย กปถ. บ้านเรา แต่มีอำนาจในการจัดการปัญหา ในเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ ทั้ง ปัญหาในการใช้งาน ไปรวมถึงอุปกรณ์ ส่วนควบต่างๆ

Eco-tire (2)

กฎในเรื่อง Treadwear นี้ มามาตั้งแต่ ปี 1978 พวกเขากำหนดให้ ยางรถยนต์ ที่ผลิตออกมาตั้งแต่ วันที่ 31 มีนาคม ปี 1979 จะต้องปฏิบัติตามกฎใหม่ ที่เรียกว่า Uniform Tire Qaulity Grading หรือ UTQG มี 3 สิ่งที่ต้องระบุ ได้แก่

  • Treadwear
  • Temperature (บอกค่าการกระจายความร้อน)
  • Traction (บอกค่าการยึดเกาะถนน)

อารมณ์คล้ายกับ Eco Sticker ที่เราแปะ ระบุว่า รถยนต์ที่เราใช้ มีความสามารถมากแค่ไหนกัน เพียงแต่ UTQG นำมาใช้กับ ยางรถยนต์เ นื่องจากเมื่อก่อนไม่มีใครตระหนักในเรื่องดังกล่าว นัก

หลักการของ การทดสอบเดิมที นั้นทำโดยภาครัฐบาลใน Texas ภายใต้สนามทดสอบปิด รวมถึงกับการขับขี่จริงบนถนน เพื่อหาค่าที่เรียกว่า Friction Coefficientcy และนำมาคำนวนตามสูตร ออกมาเป็นค่าเรทติ้งที่เราเห็น

ปัจจุบัน การทดสอบดังกล่าว เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้ผลิตยาง หาข้อมูลมาให้หน่วยงาน เพื่อทำข้อมูล ออกเรทติ้งที่ถูกต้อง

แล้วจริงๆ มันบอกอะไร

ที่จริงแล้ว ค่าดังกล่าว ในหลักปฏิบัติ คือ มันจะบอกว่า ยางดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพใช้งานได้นานแค่ไหน เนื่องจากเป็นการหาค่าสัมประสิทธิเสียดทานมาคำนวน ยางที่มีค่าสูงกว่า มีโอกาสจะใช้งานได้ยาวนานกว่า ยางที่มีค่าต่ำกว่า เช่น ยางเดิม คุณ 300 ถ้าค่า Tread wear ยางชุดใหม่ 740 มันก็สมควร น่าจะใช้ได้นานอย่างน้อย 2 เท่า ของยางชุดเดิม

สมมุติ ยางชุดเดิมคุณใช้มารวมๆ 40,000 กิโลเมตร ก็มีโอกาสที่ยางใหม่จะใช้ได้นานถึง 80,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้มีปัจจัย อีกหลายอย่างในการใช้งาน

แต่ความเป็นไปได้ของอายุการใช้งาน ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ตัวเลขนี้บอก อย่างที่เราบอกคุณว่า การทดสอบนี้เป็นการทดลองจริง มันยังพอจะสามารถบอกได้ถึง ความสามารถในการเกาะถนน อาทิ คุณลักษณะเนื้อยาง ที่แข็งกระด้างเป็นต้น ไปจนถึง ประสิทธิภาพในการรีดน้ำ

ที่สมควรจะต้องมาคำนวนกับข้อเท็จจริง ทางด้านราคาของยางกับ วิธีที่คุณขับขี่ว่า กำลังมองหาอะไร

ถ้าคุณขับรถเร็ว เป็นประจำต้องการความมั่นใจในการขับขี่ ยางที่มีประสิทธิภาพสูง มักจะมี Treadwear ต่ำกว่า เนื่องจาก เนื้อยางออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะมาก จึงเกิดแรงเสียดทานยึดเกาะมาก ตัวเลขนี้ก็เลยน้อยตามไปด้วย หากปัจจุบัน ก็ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นเสมอไป เพราะส่วนผสมเนื้อยางมีการปรับปรุง เช่น ยาง Pilot Sport 4 มี tread wear สูงถึง 320 นั่นสูงกว่ายางประเภทนุ่มเงียบเสียอีก

Nitrogen-tire001
ค่าดังกล่าว จะอยู่ที่แก้มยาง สามารถตรวจสอบได้ครับ

ดังนั้น การเกาะถนนมากหรือน้อยใ นปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่บอกยากมาก ในความเป็นจริง

ทางกลับกัน ถ้าคุณขับรถปกติ ใช้ความเร็วบ้าง ต้องการจ่ายเงินคุ้มค่า ยางรถยนต์ ที่มีความทนทานในการ ใช้งาน Treadwear เยอะ เหมาะกว่า

หากทั้งหมดก็ไม่ได้หมายความว่า ยางชุดนั้นๆ จะทนกว่าเดิม คุณต้องดูปัจจัยประกอบ เช่นว่า สภาพถนนที่ขับ ความเร็วที่ใช้ , การดูแลรักษาลมยาง ,นิสัยในการขับรถ

เอาเป็นว่า มันเป็นเพียงแนวทาง ของการเลือกยาง ไม่ได้หมายถึงความหนาของดอกยางอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดๆ

แล้วที่เหลือ คือ อะไร

ในส่วนของค่าที่เหลือคือ

Traction หรือ การยึดเกาะถนน จะให้ค่าเป็นอักษรภาษาอังกฤษ A / B /C ตรงนี้เป็นการทดสอบการยึดเกาะถนน โดยการเบรกขณะเปียก แยกเป็น การทดสอบ บนพื้นลาดยาง และ พื้นปูนซีเมนต์ ปกติเท่านั้น และนำค่าที่ได้จากการทดสอบ มาดูตามมาตรฐานเรทติ้งที่กำหนด ว่าอยู่ในช่วงไหน

ค่านี้ไม่รวมการยึดเกาะอื่นๆ ไม่ว่าการเข้าโค้ง , การเหิรน้ำ แม้แต่การหยุดในพื้นแห้ง ดังนั้นความสำคัญของมัน จึงมีบทบาทในพื้นเปียกเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอย่างอื่นเลย

Temperature อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เป็นค่าที่บอกว่า ยางกระขายความร้อนบนหน้าสัมผัสได้ดีแค่ไหน เมื่อใช้ความเร้ว ซึ่งก็ไม่ค่อยสำคัญนัก

ดังนั้น tread wear เป็นเพียงค่าที่พอจะบอกได้ถึงประสิทธิภาพของยาง แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ที่เราจะนำมาใช้ตัดสินได้ เพียงแต่เป็นแนวทางในการตัดสินว่า ยาง จะทนแค่ไหน ซึ่งทั้งหมดก็ยังมีอีกหลายปัจจัย เกี่ยวข้อง หลักๆ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของคุณนั่นแหละ

ข้อมูลอ้างอิง ประกอบบทความจาก Wikipedia

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments