บล็อกเล็กเทอร์โบ … ขุมพลังยุคใหม่ เร้าใจกว่าเดิม

แบ่งปันเรื่องนี้

ช่วงหลายปีทีผ่านมา เราจะพบว่า รถยนต์สมัยใหม่หลายรุ่นเริ่มแนะนำ เครื่องยนต์ บล็อกเล็กเทอร์โบชาร์จเข้ามาวางจำหน่าย ในขณะที่หลายคนกำลังแขยงและคิดสงสัยว่าทำไมบริษัทรถยนต์  พยายามยัดเยียดให้ใช้เครื่องยนต์แบบนี้ ทั้งที่เครื่องยนต์สันดาปปกติก็ดีอยู่แล้วไม่ต้องพิศดารมากมาย

เครื่องยนต์บล็อกเล็กเทอร์โบ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการวิศวกรรมยานยนต์อีกต่อไป พวกมันถูกแนะนำมาตั้งแต่ช่วงปี 2010 เป็นต้นมา ด้วยเป้าหมายในการพัฒนารถยนต์ยุคใหม่ต้องสอดรับกับความพยายามของทั่วโลกในการลดโลกร้อน รถยนต์มีหน้าที่สำคัญในเรื่องการลดปล่อยมลพิษ และนั่นบังคับให้ผู้ผลิตต้องพยายามหาทางใหม่ๆ

เครื่องยนต์สันดาปดั้งเดิมอาศัยขนาดเครื่องยนต์ในการทำกำลังขับออกมา ตามความต้องการลูกค้า แต่ลูกค้ายุคใหม่มองอะไรมากกว่านั้น เครื่องยนต์ไม่เพียงต้องมีกำลังขับเพียงพอ มันสมควรจะต้องประหยัด สำหรับผู้ผลิตเองต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องการลดการปล่อยไอเสียด้วย

ทั้งหมดถูกคิดออกมากลายเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กเทอร์โบชาร์จ ซึ่งเคบยถุกค่อนขอดในวันวาน วันนี้กลับมาเป็นพระเอกยุคใหม่ อย่างกับตัวร้ายที่ถูกชุบตัวใหม่ และนั่นทำให้ ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตกุมมือชัยชนะไปด้วยกันในครามเดียว

เครื่องยนต์บบล็อกเล็กเกิดขึ้น ด้วยความจั้งใจในการลดขนาดห้องเผาไหม้ หรือ ขนาดเครื่องยนต์ลง ในภาพรวมมันยังลดการใช้วัตถุดิบในการสร้า งและยังมีดีเรื่องการลดน้ำหนักตัวรถในภาพรวมด้ว ยเพราส่วนประสอบสำคัญของรถอย่างเครื่องยนต์ในอดีต แทบจะไม่มีใครไปแตะต้องได้ ยิ่งกว่านั้นวิศวกรยังมีแต่จะเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ เพื่อเอาใจลูกค้า ที่เคยมีความคิดเชื่อว่า เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ หมายถึงแรงกว่า ทั้งที่ความจริงมันอยู่ที่ประสิทธิภาพในการขับขี่มากกว่าสิ่งอื่นใด

การลดชนาดห้องเผาไหม้ ทำให้ในความเป็นจริงทุกคนก้ทราบดีอยุ่แล้วว่า กำลังขับจะต้องลดลงตามไปด้วย แต่ด้วยความทันสมัยของเทคโนดลยี และการจัดการจ่ายน้ำมัน ควบคุมการทำงานเครื่องยนต์ และอีกหลายปัจจัย ทำให้ “เทอร์โบชาร์จ” มีศักยภาพมากขึ้น

การนำเทอร์ดบชาร์จมาติดตั้งกับเครื่องยนต์ใดก็ตาม มันจะทำกำลังมากขึ้น จะให้พละกำลังมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับหลายอย่า งอาทิ แรงดันเทอร์โบ,ความเย็นของอากาศจากเทอร์โบ การควบคุมการสั่งจ่ายน้ำมัน

ทั้งหมดง่ายขึ้นกว่าในวันนี้ด้วยการปรับแต่งกล่องประมวลผล โปรแกรมให้สามารถเพิ่มพลังได้ตามต้องการ เครื่องยนต์รุ่นเดิมกันอาจจะจ่ายกำลัง แตกต่างกัน 2-3 แบบ เพื่อให้เหมาะไปติดตั้งในรถแต่ละประเภท

ในทางผู้ผลิต ช่วยลดการมีเครื่องยนต์หลายรุ่น อันหมายถึงต้องมีอะไหล่จำนวนมากที่ต้องผลิต และเก็บไว้ซ่อมบำรุงสำหรับลูกค้าด้วยในทางหนึ่ง

การติดตั้งเทอร์ดบชาร์จเข้ามา ในเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก ผลคือ มันทำให้กำลังขับเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้น เทียบเท่าอดีตเครื่องยนต์ปกติแบบดูดสดในอดีต ยกตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ของ  Mercedes Benz  รุ่นใหม่ 4 สูบ ขนาด 1.33 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,620 -4,000 รอบต่อนาที  ถ้าวัดกันที่กำลังขับก็ใกล้เคียงเครื่อง 2.0 ลิตร อยู่ไม่น้อย

หรือถ้าเอาใกล้ตัวก็อย่างเครื่องยนต์ของฮอนด้า ที่มาพร้อมขุมพลัง 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ให้กำลังขับ  173 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร กำลังขับของมันให้แรงม้ามากกว่าเครื่อง 1.8 ลิตรปัจจุบัน ที่มีกำลัง 141 แรงม้า และมีแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ในอดีตเลยทีเดียว

อย่างที่เห็นเครื่องยนต์เทอร์โบ มักจะมีกำลังแรงบิดค่อนข้างสูงให้ใช้งาน ทำให้การตอบสนองก็ดีกว่าตามไปด้วย ผู้ใช้จะรู้สึกว่ารถขับสนุกในทันที และในทางเดียวกัน เครืองยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่า ยังไงเสียก็บริโภคน้ำมันน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่ กว่า ถึงแม้จะใส่เทอร์โบเข้ามาช่วย ยังไง ก็ขับแล้วประหยัดกว่าเดิมแน่นอน ไม่ว่าจะขับขี่แบบใดก็ตาม

ถึงจะมีข้อดีในแง่การทำกำลัง, ความประหยัด และลดการปล่อยไอเสียได้ กลับกันเครื่อง บล็อกเล็กเทอร์โบ ก็มีประเด็นที่น่ากังวลอยุ่หลายเรื่องเช่นกัน

ประเด็นแรก อายุเทอร์โบชาร์จเองมีข้อจำกัดอยู่บ้า งแม้ว่าจะไม่รับความร้อนในห้องเผาไหม้โดยตรงแต่การใช้ไอเสียดันกังหันเพื่อสร้างแรงดันก็ทำให้เทอร์โบ ยังต้องรับความร้อนตลอดเวลา ถึงจะมีวามทนทานในระดับหนึ่ง หากในระยะยาวใช้งานนานเกิน 6-7 ปี เครื่องเทอร์ดบ มีโอกาสที่คุณจะต้องซ่อมเทอร์โบชาร์จอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งใครที่ขับเครื่องบล็อกเล็กเทอร์โบ แล้วมันส์บาทา ชอบขยี้ทำความเร็วบ่อยๆ หรือสายจูน Remap  เตรียมใจเลยว่า อาจจะต้องซ่อมเทอร์โบเร็วขึ้น เวลาเราขับความเร็วเหยียบแช่ยาวๆจะมีความร้อนสะสมมาก และทำให้การสึกหรอเกิดขึ้นกว่ารถสันดาปปกติ

ประการต่อมา เครื่องเทอร์โบชาร์จต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเร็วกว่า หลายคนที่ใช้เครื่องเทอร์โบชาร์จอาจจะพอมีข้อมูลบ้างแล้ว เช่น  Nissan Almera   มีรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกๆ 7,500 กิโลเมตร จากปกติรถทั่วไปจะเปลี่ยนที่ราวๆ 10,000 ก.ม.

ส่วน ฮอนด้า ซิตี้เอง ก็มีการใช้ระบบตรวจจับคุณลักษณะน้ำมันเครื่องในตัว ถ้าคุณขับรถเหยียบแรงๆ บ่อยๆ ระบบจะเตือนให้ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องยนต์ถี่กว่าปกติ

รวมถึงน้ำมันเครื่องที่ใช้ก็ควรจะต้องมีคุณภาพสูงกว่าปกติทั่วไป เป็นสูตรเฉพาะ และมีคุณสมบัติค่าความหนืดเหมาะสมกับเครื่องยนต์

ท้ายสุด น้ำมันเชื้อเพลิง ยังต้องเหมาะสม ต้องไม่ใช้ค่าออกเทนที่ต่ำเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดการชิงจุดระเบิด

รวมถึงการตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์อาจจำเป็นต้องทำบ่อยกว่า โดยเฉพาะ ถ้าคุณขับรถใช้งานหนักๆ ทำความเร็วๆบ่อยๆ ต้องเป็นคนหมั่นสังเกต อาการเบื้องต้นของเครื่องยนต์ อาทิควันขาว , อาการแรงดันเทอร์โบตก อัตราเร่งความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทั้งหมดนั้นจะทำคุณอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้น

รถเทอร์โบ เป็นสิ่งให่ของคนทั่วไปในวันนี้ ในขณะที่มันมีดีในหลายๆ ด้าย คุณก็อาจจะต้องศึกษาและเรียนรู้ในการใช้งานมากขึ้นด้วยครับ

 

 



แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments