เจาะข้อมูล นโยบายส่งเสริม รถยนต์ไฟฟ้า หมากนี้ ช่วย ลดราคาให้เอื้อมถึงง่ายมากแค่ไหน

แบ่งปันเรื่องนี้

เรียกว่า ตื่นเต้นกันอย่างมากทันที ที่มีกระแสข่าวว่า ทางรัฐบาล ไฟเขียวเห็นชอบ การสนับสนุน ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ในรูปแบบ ารลดภาษี รวมถึงให้เงินสนับสนุนผู้ที่สนใจ จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อจูงใจให้คนเปลี่ยนถ่ายมาใช้รถรูปแบบใหม่มากขึ้น

นโยบายนี้ เยื้องต้น ถูกเรียกว่า แพ็คเกจ EV มีการพูดถึงมายาวนานว่า ภาครัฐจะดำเนินการเสนอนโยบายดังกล่าว เข้าที่ประชุมครม. จนเห็นชอบล่าสุด หลายคนอาจจะเห็นแล้วว่า ภาครัฐได้เห็นชอบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามคาใจมากมาย เราจะมาดูแต่ละประเด็นดังกล่าวไปพร้อมกัน ให้เคลียร์ชัด ถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ว่าจะออกมาในแนวทางใดกันแน่

หลักการสนับสนุน

อย่างที่เราทราบกันว่า รถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ แต่ยังติดปัญหาที่มีราคาแพง โครงการสนับสนุนใหม่ ของภาครัฐ พุ่งเป้าที่การสนับสนุน รถยนต์ไฟฟ้า 100% แบบ Battery Electric Vehicle หรือ BEV โดยมีระยะเวลาการสนับสนุนในเบื้องต้น 3 ปี ระหว่าง ปี พ.ศ. 2566-2568

นั่นหมาย ความ รถยนต์ที่จะได้รับการสนับสนุน ตามโครงการดังกล่าว จะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฮบริด หรือรถลักษณะอื่นๆ ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้

โดยครอบคลุม ทั้งรถยนต์นั่ง (รถเก๋งและ รถเอสยูวี) ,รถกระบะ และ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

มาตรการสนับสนุน

ในแง่มาตรการที่ออกมาจากที่ประชุม ครม. ได้แบ่ง มาตรการออกเป็น 2 ส่วนสำคัญด้วยกันได้แก่ มาการที่เกี่ยวเนื่องกับ ภาษี และ มาตรการอุดหนุน แบ่งออกตามประเภทรถยนต์ ดังนี้

  1. รถยนต์ไฟฟ้า

ตามข้อมูลที่ออกมา รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยนำช่วงราคาจำหน่าย มาเป็นตัวกำหนด แบ่งเป็น รถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และรถที่มีราคาเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท

  • รถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท
    • มาตรการภาษี
      • ปรับลดภาษีศุลกากร (ภาษีนำเข้า) สำหรับการนำเข้ารถทั้งคัน ( CBU- Complete Built Car) ในช่วงปี พ.ศ. 2465-2566 ภายใต้เงื่อนไข เขตเสรีการค้าเสรี
        • หากอัตราอากร ไม่เกิน 40% ให้ได้รับการยกเว้นอากร
        • หากอัตราภาษีเกิน 40% ให้ลดการจัดเก็บภาษีอากร -40% จากเดิม
      • การนำเข้าตามกำหนดพิกัด ศุลกากร พ.ศ. 2530 ให้ปรับลดอัตราอากรนำเข้าจาก 80% เหลือ 40%
      • ปรับภาษีสรรพสามิต จัดเก็บรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2%
    • มาตรการอุดหนุน
      • อุดหนุน 70,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีขนาดแบตเตอร์รี่ไม่เกิน 30 กิโลวัตต์
      • อุดหนุน 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีขนาดแบตเตอร์รี่เกิน 30 กิโลวัตต์
  • รถยนต์ ที่มีราคาจำหน่ายเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท (ขนาดแบตเตอร์รี่เกิน 30 กิโลวัตต์)
    • มาตรการภาษี
      • ปรับลดภาษีศุลกากร (ภาษีนำเข้า) สำหรับการนำเข้ารถทั้งคัน ( CBU- Complete Built Car) ในช่วงปี พ.ศ. 2465-2566 ภายใต้เงื่อนไข เขตเสรีการค้าเสรี
        • หากอัตราอากร ไม่เกิน 20% ให้ได้รับการยกเว้นอากร
        • หากอัตราภาษีเกิน 20% ให้ลดการจัดเก็บภาษีอากร -20% จากเดิม
      • การนำเข้าตามกำหนดพิกัด ศุลกากร พ.ศ. 2530 ให้ปรับลดอัตราอากรนำเข้าจาก 80% เหลือ 60%
      • ปรับภาษีสรรพสามิต จัดเก็บรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2%
    • มาตรการอุดหนุน –ไม่มี
  1. รถกระบะไฟฟ้า

ทางด้านรถยนต์ยอดนิยม อย่างรถกระบะ หากมีผู้ผลิตรายใด นำรถยนต์กระบะไฟฟ้าเข้ามาวางจำหน่าย จะได้การส่งเสริมดังนี้

  • มาตรการทางภาษี ไม่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตร (0%)
  • มาตรการอุดหนุน ให้เงินสนับสนุน 150,000 บาท สำหรับ รถยนต์กระบะไฟฟ้าที่มีแบตเตอร์รี่เกิน 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง
  1. รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

ด้านรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้า ทางภาครัฐได้วางแนวทางส่งเสริมรถที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท ครอบคลุมทั้งรถที่ประกอบในประเทศ และ นำเข้าจากต่างประเทศ

  • มาตรการทางภาษี กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตร เพียง 1% ภายใต้เงื่อนไขที่ทางกรมสรรพสามิตรกำหนด
  • มาตรการอุดหนุน ทางภาครัฐจะสนับสนุนเงินสำหรับผู้ซื้อเพียง 18,000 บาท ต่อคัน

สรุป แนวทางการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า

ภาษี ศุลกากรภาษีสรรพสามิตการอุดหนุน
รถยนต์ที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท -จัดเก็บไม่เกิน 40 % ลดเหลือ 0%
-จัดเก็บเกิน 40% ลดจากเดิม 40%
จัดเก็บ 2%
จากเดิม 8%
– แบตเตอร์รี่ เกิน 30 กิโลวัตต์ อุดหนุน 150,000 บาท
– แบตเตอร์รี่ ไม่เกิน 30 กิโลวัตต์ อุดหนุน 70,000 บาท
รถยนต์ ที่มีราคาจำหน่าย เกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท
(ขนาดแบตเตอร์รี่มากกว่า 30 กิโลวัตต์)
-จัดเก็บไม่เกิน 20 % ลดเหลือ 0%
-จัดเก็บเกิน 20% ลดจากเดิม 20%
จัดเก็บ 2%
จากเดิม 8%
ไม่มีการอุดหนุน
รถกระบะไฟฟ้า ไม่มีข้อมูลไม่จัดเก็บ (0%)อุดหนุนคันละ 150,000 บาท สำหรับรถที่มีแบตเตอรืรี่เกิน 30 กิโลวัตต์ (เฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น)
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่มีข้อมูล จัดเก็บ 1% อุดหนุนคันละ 18,000 บาท

ในส่วนของผู้ผลิต ที่จะได้สิทธิประโยชน์ข้างต้น จะมีเงื่อนไขสำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นผู้ประกอบการรถยนต์ภายในประเทศ
  2. เมื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภายในปี พ.ศ. 2567 จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าในอัตรามาขายนำเข้า 2 คัน ต้องผลิตขาย 3 คัน จากสายการผลิตในประเทศ (ไม่กำหนด เงื่อนไขการผลิต ว่าต้องเป็น CKD)

แนวทางการรับเงินสนับสนุน

จากแนวทางตามนโยบายข้างต้น จะเห้นว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ เราประชาชนทั่วไปจริงๆ คงเป็นมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ ที่ขะให้เงินสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาในอดีต คนไทย น่าจะคุ้นชินกับกระบวนการสนับสนุนโครงการรถคันแรกมาก่อน งวดนี้ทางภาครัฐยืนยันว่าจะมีแนวทางแตกต่างออกไป

เงินสนับสนุน หรือ เงินอุดหนุนงวดนี้ จะเปลี่ยนจากการให้ผู้ซื้อ ไปเป็นการจ่ายตรงให้กับผู้ประกอบการ โดย ประชาชนไม่ต้องเตรียมเอกสาร รับเงินสนับสนุนเหมือน ในอดีต

รูปแบบ เงินอุดหนุน จะเป็นการในรูปแบบขายก่อน รับเงินอุดหนุนทีหลัง

สมมุติ รถมีราคาขาย 1 ล้านบาท เมื่อเราซื้อจริง ราคารถที่เราจะซื้อ จะเหลือ 850,000 บาท ที่เราต้องซื้อ โดยอีก 150,000 บาท ภาครัฐ จะจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ประกอบการ ไม่ใช่ การให้ประชาชน ซื้อรถราคาเต็มแล้วส่งเงินอุดหนุนให้ประชาชน เหมือนในครั้งก่อน

ผลลัพธ์ จากนโยบายนี้ … ได้ผลแค่ไหน

แม้ว่าจะยังไม่ได้บังคับใช้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการเห็นชอบของหลักการ แต่แน่นอนว่า นโยบายนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

สิ่งที่หลายคนสงสัยคงเป็นมันจะทำให้ รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลง จับต้องได้ง่ายขึ้นมากแค่ไหนกัน

อย่างแรก ถ้าดูตามนโยบายจะพบว่า อย่างน้อยที่สุดรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายในปัจจุบันทั้งหมด จะต้องมีการปรับลดราคาอย่างน้อย 6% จากปัจจุบัน ด้วยอานิสงค์ การลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จาก 8% เหลือ 2 %

ประการต่อมา รถยนต์ไฟฟ้ากลุ่มนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตประเทศจีน (ญี่ปุ่น เกาหลี และ ยุโรป) จะได้รับอานิสงค์ใน อัตราภาษีนำเข้าอย่างชัดเจน

โดยเฉพาะ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่ปัจจุบัน อยุ่ในกลุ่ม ไม่เกิน 2 ล้านบาท มีแนวโน้ม จะสามารถลดราคาขายได้ ราวๆ 20-40% หากมีนโยบาย จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนั้นๆ ภายในประเทศ เช่น กรณีของโตโยต้า เป็นต้น

ในส่วนของรถที่เปิดตัวออกมาขายแล้วก่อนหน้านี้ (มีการนำเข้ามาแล้ว) จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวย้อนหลังเว้นแต่ เป็นการนำเข้ารถล็อตใหม่ รุ่นเดิมในภายหลัง จึงจะมีสิทธิได้อานิสงค์ตามนโยบายดังกล่าว หากปฏิบัติตามเงื่อนไข (ต้องนำมาผลิตขายในอนาคต)

ส่วนราคารถยนต์ปลายทาง จะมีการลดลงตามเงินอุดหนุน เมื่อผู้ผลิตดำเนินตามเงื่อนไขของภาครัฐ ในการนำรถรุ่นดังกล่าวเข้ามาผลิตประกอบภายในประเทศในอนาคต ( พ.ศ.2567) ตามเงื่อนไข ที่กำหนด ขาย 2 คัน ผลิตชดเชย ในประเทศ 3 คัน

หากผู้ประกอบการ เข้าร่วมเงื่อนไข ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จะถูกปรับดังนี้

  • คืนเงินอุดหนุนพร้อมอัตราดอกเบี้ย ให้แก่รัฐ
  • ยึดเงินประกัน ที่ต้องยื่นก่อนเข้าร่วมโครงการ
  • ไม่ได้สิทธิลดภาษี ตามที่กำหนด

นั่นหมายความว่า ถ้าผู้ผลิต ไม่คิดจะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวมาผลิต ในประเทศไทย ก็จะไม่ได้รับส่วนลดทางภาษี และเงินอุดหนุนใดๆ ตามนโยบายดังกล่าวเลย

เรื่องราคาขายจะลดหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับผู้ผลิตล้วนๆ ว่าจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวหรือไม่ และ คุ้มที่จะลงทุนหรือเปล่า เนื่องจาก ต้องนำรถรุ่นที่เข้าร่วมมาประกอบภายในประเทศ ในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ยื่นเข้าร่วมโครงการ จึงต้องมีการลงทุนสายการผลิต

นั่นหมายความว่า รถที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องมีแนวโน้มมาผลิตในประเทศไทย ปัจจุบัน ที่ดูจะมีแนวโน้มในเรื่องนี้มี 2 ยี่ห้อ คือ Mercedes Benz และ Toyota ที่ออกมากร้าวนโยบาย เตรียมดันไทย เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ส่วนนโยบายนี้ ท้ายสุด จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments