Subaru เผยอีกสาเหตุ ที่ไม่ทำ “WRX STI” ในตอนนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่ทำให้โลกออนไลน์เดือดดาลขึ้นมาในช่วงสัปดาห์นี้ ก็คือข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่ทาง Subaru ได้ประกาศออกมาจากชัดเจนว่า พวกเขาจะไม่ทำตัวรถสเป็ค STI สำหรับ WRX เจเนอเรชันที่ 2 ให้ชาวโลกได้สัมผัสกัน ซึ่งล่าสุดทางค่ายก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลตรงนี้บ้างแล้วถึงสาเหตุที่พวกเขาต้องตัดสินใจเช่นนั้น

“ถ้าเราจะทำ (WRX STI) ในตอนนี้, มันจะมีอายุทางการตลาดที่สั้นมากๆ” Dominick Infante ผู้จัดการฝ่ายงานการสื่อสารองค์กร หรือโฆษก ประจำ Subaru of America, Inc. กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อฯ Road&Track “กฏหมายมันเปลี่ยนไวมากจนแทบไม่สมเหตุสมผลเลย(ที่จะทำรถรุ่นดังกล่าวออกมา)”

กล่าวก็คือ หากอิงตามบทสัมภาษณ์ นอกจากเหตุผลในเรื่องทิศทางการตลาดหรือความนิยมในรถซีดานสมรรถนะสูงที่ถดถอยลงมากในปัจจุบัน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ Subaru WRX STI ถูกทางค่ายตัดสินว่ายังไม่ควรเกิดขึ้นกับ WRX เจเนอเรชันที่ 2 ก็คือการที่ในตอนนี้ เหล่าภาครัฐทั่วโลกได้มีการออกและเปลี่ยนแปลงข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ถี่มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อบังคับด้านมลพิษ ที่ถูกยกระดับความเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆแทบจะปีต่อปี

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มันไม่ได้เอื้อเลยสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Subaru WRX STI ที่แต่เดิม การปรับจูนเครื่องยนต์ให้ปล่อยไอเสียออกมาสะอาดมากพอจนผ่านมาตรฐานมลพิษ ณ เวลาปัจจุบันก็ยากมากพออยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับการเปลี่ยนข้อกฏหมายเรื่องนี้ที่เปลี่ยนไวขึ้นเรื่อยๆในอนาคต การที่ทางค่ายต้องมาคอยปรับสเป็ครถให้รับมือกับข้อกฏหมายเหล่านั้นได้ทันก็ย่อมเป็นสิ่งที่น่าปวดหัวสำหรับผู้ผลิตอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจไม่ทำมันไปเลยดีกว่า เพื่อจะได้เอาเวลาไปพัฒนาสินค้าอื่นที่ดูมีความน่าสนใจในสายตาลูกค้ามากกว่าแทน อย่างเช่น รถไฟฟ้าเป็นต้น

ทั้งนี้ อย่างที่เราได้เคยระบุไว้ในการให้ข้อมูลครั้งก่อน ว่าการตัดสินใจไม่ทำตัวรถรหัส STI สำหรับ WRX เจเนอเรชันที่ 2 นั้น ไม่ได้หมายความว่านี่จะเป็นการขีดเส้นตายหรือการตัดวงจรชีวิตของรถยนต์ตระกูล WRX STI ไปตลอดกาล เพราะทาง Subaru ได้มีการย้ำชัดว่า พวกเขายังคงศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ให้มาพร้อมกับขุมกำลังไฮบริด หรือไฟฟ้า 100% กันอยู่

ซึ่งหากพวกเขาทำสำเร็จ หรือมีบทสรุปที่ลงตัว ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ก็จะหมดไปในทันที แต่ทั้งนี้เราก็อาจจะต้องรอกันอย่างน้อยอีกราวๆ 6-7 ปี กันเลยทีเดียวกว่าจะได้เห็นกัน หากนับตามอายุทางการตลาดของรถยนต์ตระกูลนี้

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments