PPV VS MPV Cross over มองหา 7 ที่นั่ง เลือกรถแบบไหนดี

แบ่งปันเรื่องนี้

ช่วงนี้กระแสน้ำท่วมกลับมาอีกครั้ง ทำให้หลายคนเริ่มมองหารถสุง หนึ่งในตัวเลือก นอกจาก รถกระบะ แล้วก็มีบรรดารถอเนกประสงค์ทั้งหลาย แต่เมื่อโจทย์ของการใช้มาจบว่า รถต้องสามารถรองรับได้ 7 ที่นั่ง ในราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท โจทย์ก็แคบลง เหลือเพียง MPV Crossover และ PPV รุ่นเริ่มต้นเท่านั้น

รถ PPV หรืออเนกประสงค์ กระบะดัดแปลง ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณมาก คนไทยรู้จักกันดี รถกลุ่มนี้พัฒนาจากกระบะ เพียงเปลี่ยนกระดองใหม่ ให้มันเป็นรถอเนกประสงค์ แล้ววางขายตอบโจทย์ คนที่มองหารถสำหรับครอบครัว และไม่ต้องการรถกระบะ

ผู้ท้าชิงใหม่ในกลุ่ม 7 ทีานั่งคุ้มค่า ในเวลานี้ ไม่มีคันไหน เกินไปกว่า กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์จากรถพ่อบ้าน หรือที่เรียกว่า MPV Crossover มันคือ รถทรง MPV ที่ถูกจับนำมายกสูง ให้ระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถมากขึ้น ทำให้ลุยได้ดีขึ้นมากกว่าเดิมในหลายโอกาส ในยามจำเป็น

7 ที่นั่งเหมือนกัน ขนาดต่างกัน

สำหรับครอบครัวใหญ่ ก็ต้องยอมรับว่า รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง กลายเป็นตัวเลือกที่ทุกคนต้องมองอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้

การมีที่นั่ง 7 ที่ หมายความถึงคุณสามรรถเดินทางได้ด้วยรถคันเดียว แทนที่จะต้องขับรถไป 2 คัน ให้วุ่นวาย มากความ ซึ่งรถอเนกประสงค์แบบนี้ ในไทย ปัจจุบัน มี 3 กลุ่ม คือ

MPV Crossover ได้แก่ Mitsubishi Xpander Cross, Suzuki XL 7
PPV ได้แก่ Toyota Fortuner , Nissan Terra
Mid Size Crossover ปัจจุบันขายเพียงรุ่นเดียว Mazda CX-8

ในบทความน่ี้จะเน้นรถ 2 กลุ่มแรก เท่านั้น

ทั้งหมด มีความเหมือนกันตรงที่ มีที่นั่ง ให้ 7 ที่ พร้อมเบาะนั่ง 3 แถว หลักการพับเบาะ ส่วนใหญ่ จะเหมือนกัน ด้วยเบาะนั่งตอน 3 พับ 50/50 เบาะนั่งแถว 2 พับ 60/40

แต่ในเรื่องพื้นที่โดยสารต้องยอมรับว่า รถ PPV จะมีความได้เปรียบกว่า เนื่องจากมีขนาดตัวรถที่ยาวกว่า กลุ่ม MPV Crossover ที่นั่งตอน 2 จึงมีความใหญ่โตรโหฐานค่อนข้าง

กลับกัน MPV Crossover ตอบโจทย์ด้วยการนำเสนอการออกแบบตัวรถที่มีความน่าสนใจด้วยการนำเสนอ ขนาดเล็กกระทัดรัดเหมาะใช้ในเมืองมากกว่า แต่ยังคงมาพร้อมที่นั่งที่สามารถโดยสารได้ 3 ที่ จุดเด่นอยู่ตรงที่นั่งโดยสารตอน 2 สามารถปรับเลื่อนหน้าหลังได้ ทำให้สามารถ ปรับการใช้งานให้เหมาะสม กับจำนวนผู้โดยสาร

โดยข้อดีอีกข้อ คือ พื้นที่โดยสาร เบาะนั่งแถว 3 สามารถเพิ่มพื้นที่วางขาได้ จากการปรับเลื่อนของเบาะนั่งแถว 2 ซึ่ง PPV บางรุ่นไม่มีเรื่องนี้ ทำให้พื้นที่โดยสาร ตอน 3 ตายตัว และไม่สามารถปรับได้

ประหยัดต่างกัน

จุดขายของ รถ PPV คือการนำรถกระบะมาต่อยอดจนกลายเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในทางกลับกัน MPV Crosover คือการต่อยอดจาก MPV ปกติ ทั่วไป

ในข้อเท็จจริงดังกลา่ว ทำให้ มันเหมือนกับสิงห์เหนือเสือใต้ มาเจอะกัน

รถ PPV ด้วยความว่า มันพัฒนาจากกระบะ จึงได้โครงสร้างและเครื่องยนต์เดียวกัน แทบจะเรียกว่า ต่างกันก็แค่ช่วงล่างหลัง ที่มักปรับมาเป็นอิสระตอบการโดยสารให้นุ่มสบายกว่า

MPV Crossover เกิดมาจากความเป็นรถรอบครัวเน้นประหยัด จึงนิยมใช้อะไรง่่ายๆ ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาดเล็ก และ เกียร์ CVT หรือ บ้างก็ใช้กียร์ออโต้ 4 สปีด ด้วยซ้ำ

หลายคนชอบมองว่า รถ MPV Crossover ไม่น่าตอบโจทย์ การโดยสาร 7 ที่นั่ง เนื่องจาก เครื่องยนต์มีขนาดเล็กกำลังขับก็ค่อนข้างน้อย กำลังมักอยู่ที่ 105-120 แรงมา้ แล้วแต่ยี่ห้อ นั่นไม่ได้มากกว่า อีโค่คาร์บางรุ่นที่ขายในตลาด

แต่ถ้ามาดูในแง่ขนาดและน้ำหนักตัวรถ คุณจะพบว่า เจ้า MPV Crossover มีขนาดเล็กกว่าค่อนข้างมากพอสมควร รถอย่าง Suzuki XL7 มีขนาดเท่ากับ Compact Car ด้วยความยาว 4.45 เมตร และ มีน้ำหนักเปล่าเพียง 1,175 กก. เท่านั้น เอง ใช้เครื่องยนต์ 105 แรงม้า

หากนำน้ำหนักเปล่ามาเปรียบเทียบกับรถ MPV ยกตัวอย่างเช่น Isuzu MU-X รุ่น Active ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร เครื่องยนต์ 150 แรงม้า มีน้ำหนักเปล่ามากถึง 1,950 กก.

จะพบว่า อัตราสัดส่วนน้ำหนักของ รถ MPV Crossover จะได้เปรียบกว่าดังนี้

  • Suzuki XL 7 1,175 กก / 105 แรงม้า = 11.19 กก. ต่อแรงม้า
  • Isuzu MU-X 1,950 กก. / 150 แรงม้า = 13 กก. ต่อแรงม้า

อัตราส่วนที่เทียบให้ดูข้างต้น จะเห็นชัดขึ้น เมื่อลองรถทั้งสองแบบ

PPV จะค่อนข้างออกตัวอืดกว่า อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉาะ ยี่ห้อที่มี เครื่องยนต์เล็ก และเครื่องยนต์ใหญ่ มันจะออกตัวเนือยๆ ติดไปทางอืดเสียด้วยซ้ำไป

ในทางกลับกัน MPV Crossover จะออกตัวดีกว่า แต่ถ้าเทียบกับรถเก๋งเครื่อง 1.5 จะช้ากว่า แต่กระฉับกระเฉงกว่า อีโค่คาร์เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แน่นอน

จากที่สัมผัสมาหลายรุ่น ในยามเดินทางไกล ในความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. นั่ง 2 คน PPV จะกินน้ำมันเฉลี่ย 11-13 ก.ม./ลิตร แล้วแต่ยี่ห้อ ส่วน รถกลุ่ม XL7 จะกินน้ำมันน้ำมันน้อยกว่า ราวๆ 14-15 ก.ม./ลิตร และ บางครั้งก็ได้ 16 ก.ม./ลิตร ในเส้นทางเดียวกัน

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งมาจากรถที่เบากว่า และกำลังต่อน้ำหนักที่มากกว่าด้วย ในกรณีบรรทุก 7 ที่นั่ง รกลุ่มนี้ จะซดน้ำมันมากขึ้น กว่าพอสมควร เนื่องจาก แรงบิดน้อยกว่าเครื่องดีเซลของทาง PPV แต่หากขับไปเรื่อยๆ ชิลๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก หากกระทืบบ่อย เร่งแซงประจำ ก็อาจซดสักนิด ทว่าก็ไม่ซดเท่า PPV บรรทุกเต็มอยู่ดี

นอกจากความประหยัดน้ำมันแล้วในแง่การบำรุงรักษา ด้วยความเป็นรถขนาดใหญ่ ก็ย่อมแน่นอน ว่ารถ PPV จะมีค่าใช้จ่ายมากกว่า รถ MPV Crossover

ผมลองเข้าไปสำรวจ ค่าบริการ หลังใช้งานผ่านไป 30,000 กิโลเมตร พบว่า

  • Isuzu MU-X 1.9 AT 4X2 จะมีค่าใช้จ่ายในการรับบริการ 2,214 บาท
  • Suzuki XL7 1.5 จะมีค่าใช้จ่ายที่ 1,159 บาท

ค่าบริการที่ต่างกันครึ่งต่อครึ่ง มาจากขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่า จึงใช้จำนวนน้ำมันเครื่องยนต์มากกว่า ตามไปด้วย นี่แค่เราพูดถึงใน สิง่ที่ต้องเปลี่ยนกันเป็นประจำ ยังไม่นับรายละเอียดอย่างชุดเกียร์ออโต้ ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือ ล้อและยาง ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก

ไปจนถึง การเสียภาษี รายปี เป็นประจำ ตลอดอายุการใช้งาน รถ MPV Crossover ชนะเลิศในหัวข้อนี้

ว่ากันสมรรถนะลุย

ทีนี้มาถึงในเรื่องสำคัญ อย่างสมรรถนะในการลุยกันบ้าง ก็ต้องยอมรับกันตามตรงว่า ไม่ว่า จะ MPV Crossover หรือ PPV ถ้าจะซื้อในงบ 1.2 ล้าน มันก็จะเป็นขับเคลื่อนสองล้อ ทั้งคู่

ครั้นคิดว่า จะอยากได้ลุยสมบุกสมบัน มากๆ ก็คงต้องคิดใหม่กันสักนิดนึงในเรื่องนี้

ข้อดีของ PPV ด้วยความเป็นพื้นฐานจากรถกระบะ จึงได้เปรียบในแง่ความสูงจากพื้นถึงท้องรถที่มากกว่า มีระยะราวๆ 220- 240 มม. จากพื้น ใครที่กังวลว่าน้ำท่วมแถวบ้านบ่อยต้องการความมั่นใจ PPV ดูจะเป็นคำตอบที่ดี

กลับกัน รถ MPV Crossover อย่าง Mitsubishi Xpander Cross กับ Suzuki XL7 เทียบกับรถเก๋ง มันก้มีความสามารถมากกว่า ด้วยความสูงจากพื้นราวๆ 200 -205 มม. แต่ใช่มันเตี้ยกว่า PPV

ในความจริงของรถขับเคลื่อนสองล้อ คุณสามารถขับใช้งานในการสมบุกสมบันได้ในเส้นทาง ประเภท ลูกรัง หลุมบ่อ และ ทางดิน หรือ โคลนธรรมดา ที่ไม่ใช่ในลักษณะของดินหนังหมู

ความสามารถทางด้าน Ground Clearance แทบจะไม่มีผลเลย ยกเว้น เจอทางโหดจริงๆ สมบุกสมบันสุดๆ จึงจะได้ใช้ประโยชน์จริง จัง

แต่ถ้าว่ากันเรื่องการลุยน้ำท่วม ที่คงได้ใช้งานกันแน่ๆ ก็ต้องยอมรับว่า PPV นั้นค่อนข้างจะได้เปรียบพอสมควร ถ้าเรื่องลุย PPV น่าจะตอบโจทย์กว่า

แล้วการใช้ในเมือง

ทางด้านการใช้ในเมือง ยังไงเสียรถ ที่มีเครื่องยนต์เล็กกว่า ขนาดเล็กกว่าย่อมได้เปรียบอย่างปฏิเสธไม่ได้

ทั่งในแง่ความประหยัดน้ำมัน การหาที่จอดรถ ไปจนถึงความคล่องตัวในการใช้งาน โดยเฉพาะใครที่อยู่ในซอยแคบๆ รถอย่าง MPV Crossover ค่อนข้างตอบโจทย์ในเรื่องนี้ มากพอสมควร

กลับกัน PPV ด้วยขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ก็ต้องยอมรับว่า ขับในเมืองไม่ค่อยคล่องตัวเท่าไรนัก จะดีหน่อยเวลาขับในเมืองคือ บรรดารถเก๋งมักจะเกรงใจ จะมุดจะแทรก ส่วนใหญ่ฉลุย เรืื่องราววุ่นวายใจจะเริ่มขึ้นในการจอดรถตามห้าง และผ่านทางแคบ รถขนาดความกว้างเกือบๆ 2 เมตร จะทำให้คุณต้องวัดใจกับการจอดรถ ในบางจุด อาจจะต้องถอบเข้าออกบ่อยหน่อย

ยังดีที่รถ PPV บางรุ่นสมัยนี้พยายามทำให้ขับในเมืองดีขึ้น เช่นการ ติดตั้งพวงมาลัยไฟฟ้า , การมีระบบช่วยจอด มาจนถึง เซนเซอร์ หน้า-หลังและกล้องมองหลัง อำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ขนาดความยาวรถก็ยังไม่สามารถล้มล้างได้อยู่ดี

7 ที่นั่งต่างวาระ อยู่ที่ว่าใช้งานแบบไหน

มาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า ทุกคนคงมองภาพของ MPV Crossover กับ PPV รถอเนกประสงค์จากกระบะ ออกแล้ว ทั้งคู่มใีจุดกำเนิดต่างกัน แต่มีความเหมือนกันในแง่รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง

ถ้าให้กล่าวตามตรง รถทั้ง 2 แบบมีความเหมาะสมต่างกัน

  • MPV Crossover เหมาะกับคนใช้ชีวิตในเมือง ชอบเดินทางในวันว่าง ต้องการรถตอบรับกับครอบครัว สามารถใช้งานได้ทุกวัน อาจเป้นรถคันเดียวในบ้าน ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย เน้นความประหยัด ค่าใช้จ่าย ทั้งค่าน้ำมัน และ ค่าบำรุงรักษา
  • PPV เหมาะกับ เป็นรถคันที่ 2 หรือ 3 ของครอบครัว เน้นการใช้งาน 7 ที่นั่งบ่อยครั้งและใช้ขับทางยาว เป็นประจำ หรือต้องการพื้นที่ ในการใช้สอยจำนวนมาก

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า รถทั้ง 2 แบบมีดี มีเสียต่างกันในการใช้งาน ส่วนคุณจะเลือกอะไรนั้น เป็นสิทธิของแต่ละคัน หน้าที่ผม เพียงแค่ชี้ว่า รถแบบไหนเป็นอย่างไร หน้าที่เลือก และสิทธิตัดสินใจ เป็นของผู้อ่านทุกคนครับ

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments