Nissan Almera Sportech รีวิว ตัวแต่งพิเศษ เน้นภาพลักษณ์สปอร์ต

แบ่งปันเรื่องนี้

Nissan Almera ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของ Nissan ในช่วงเวลานี้ ด้วยจุดเด่นในเรื่องของสมรรถนะ และความคุ้มค่า แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือเรื่องของหน้าตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรุ่นตกแต่งพิเศษ Nissan Almera VL – Sportech ที่เราจะมารีวิวให้ทุกท่านได้รับชมกันในวันนี้

*ตัวรถ Nissan Almera VL – Sportech ที่เราได้นำมาทำการทดสอบ ยังเป็นตัวรถรุ่นปี 2021 จึงยังขาดออพชันบางรายการที่พึ่งมีมาให้ในตัวรถรุ่นปี 2022 เช่นเบาะโดยสารหุ้มหนัง QUOLE MODURE, กระจกมองข้างแบบพับเองอัตโนมัติเมื่อกดล็อครถ (รุ่น EL ขึ้นไป), กระจกมองหลังแบบไร้ขอบ, จอกลางทัชสกรีน 8 นิ้ว ที่เพิ่มระบบ Android Auto เข้ามา จากเดิมที่มีเพียงระบบ Apple Carplay, ระบบไฟหน้าเปิด/ปิด อัตโนมัติ, และสุดท้ายคือถุงลมนิรภัยที่เพิ่มจาก 2 จุด เป็น 6 จุด

Nissan Almera VL – Sportech หลักๆแล้วจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกันกับ Nissan Almera VL ตัวท็อปรุ่นปกติ แต่มาพร้อมกับชิ้นส่วนตกแต่งเสริมภาพลักษณ์จาก Autech (สำนักแต่งแบรนด์ลูกของ Nissan ที่เหล่าสาวกน่าจะคุ้นหุกันดี) เข้าไปหลายรายการ เพื่อให้ตัวรถดูมีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

ทั้งการเปลี่ยนกระจังหน้าจากแบบรังผึ้ง เป็นแบบสี่เหลี่ยมมีเกล็ดนูนขึ้นมา พร้อมทำสีโครเมียมรมดำ, กันชนหน้าแบบใหม่ เพิ่มมิติตัวรถให้ดูดุดันขึ้นด้วยชายล่างสีเงิน และมีกรอบไฟตัดหมอกคู่หน้าสีดำชัดเจน

กันชนท้ายดีไซน์เฉพาะ แม้จะเสียดิฟฟิวเซอร์หลังไป แต่ก็ได้ชายล่างที่ทำให้ตัวรถดูเตี้ยลงเสริมเข้ามาแทน และแน่นอนว่ามันมาพร้อมกับชิ้นส่วนพลาสติกสีดำ ทำลวดลายเป็นเกล็ดรู 6 เหลี่ยมเล็กๆ เช่นเดียวกับกรอบโคมไฟตัดหมอกคู่หน้า, สปอยเลอร์หลังแบบตูดเป็ด ซึ่งอันที่จริงลูกค้าที่ใช้รถ Nissan Almera รุ่นย่อยอื่นๆ สามารถซื้อสปอยเลอร์แบบนี้มาใส่ในภายหลังได้ แต่บานจากท้ายรถออกมาไม่เท่ากับของติดรถรุ่น Sportech

และชุดล้อลายพิเศษทำสีทูโทนเฉพาะรุ่น ที่สังเกตได้จากภายนอก น่าเสียดายที่ยังเป็นขอบ 15 นิ้ว และรัดด้วยยางรุ่นเดียวกับ Almera รุ่นรองตัวอื่นๆคือ Bridgestone Ecopia ep 150 ขนาด 195/65-R15 ซึ่งดูเล็กไปหน่อย ทว่าทาง Nissan ระบุว่าสาเหตุที่ไม่สามารถให้ล้อขอบใหญ่กว่านี้ได้ เป็นเพราะเงื่อนไขทางด้านมลพิษ นั่นคือ หากใส่ล้อที่ขอบใหญ่กว่านี้ออกโรงงาน ค่ามลพิษที่ปล่อยออกมาจากการทดสอบจะเกินข้อกำหนด ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ Eco Car ได้นั่นเอง

ทั้งนี้ลูกค้าก็สามารถซื้อล้อขนาด 16 นิ้ว ที่อยู่ในแคตตาล็อกของแต่งของทางนิสสันมาใส่ได้ในภายหลัง หรือจะคุยกับเซลล์ซื้อเป็นออพชันเสริมก็ได้อยู่ดี

ส่วนงานตกแต่งภายในของตัวรถรุ่น Sportech ที่แตกต่างจาก Almera รุ่นอื่นๆ ก็จะมีทั้งหมด 4 ตำแหน่งด้วยกัน ได้แก่ พรมรองเท้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, ชายประตูทั้ง 4 บาน, ฝาครอบฐานคันเกียร์ที่มีการแปะโลโก้ Sportech เอาไว้ตรงกลาง

และเฉดสีที่ใช้ในการตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆภายในห้องโดยสารคุมโทน Piano Black แทบทั้งหมด ซึ่งอันที่จริงจะแอบคล้ายรุ่น EL แต่ ในขณะที่ตัว EL จะได้ก้านพวงมาลัย, กรอบช่องแอร์, กรอบจออินโฟเทนเมนท์ สีเงิน และเบาะนั่งสีทูโทน ทางฝั่ง Sportech ชิ้นส่วนเหล่านี้จะเปลี่ยนไปใช้สีโครเมียมรมดำแทน

ในส่วนรายละเอียดทางเทคนิคของ Nissan Almera VL – Sportech ก็อย่างที่เราได้ระบุไว้ในข้างต้นว่า แท้จริงแล้วมันเปรียบเสมือนกับ Almera VL ที่ถูกนำมาติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันจึงมีรายละเอียดและออพชันพื้นฐานต่างๆที่เหมือนกันกับตัวรถรหัส VL ตัวปกติทุกประการ

เริ่มจากความสะดวกสบายในห้องโดยสาร

ซึ่งอย่างที่เราได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ตัวรถที่เราเอามาทดสอบนั้น ไม่ได้เป็นตัวรถปี 2022 ที่เปลี่ยนมาใช้เบาะหุ้มหนัง แต่ยังเป็นรถโมเดลปี 2021 ที่ยังคงใช้เบาะผ้า ดังนั้นหากไม่นับเรื่องผิวสัมผัสที่ให้ความรู้สึกกระชับมากกว่า และอมความร้อนน้อยกว่าแบบหุ้มหนังแล้ว รูปทรงของเบาะนั่งติดรถก็ไม่ได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับการปรับตำแหน่งที่ยังเป็นการปรับด้วยคันโยกอยู่ (จริงๆเบาะหนังของ Almera 2022 ก็ไม่ได้อมความร้อนเท่าไหร่ แต่ถ้าเทียบกับเบาะผ้า อย่างหลังก็ยังทำจุดนี้ได้ดีกว่าอยู่ดี)

กล่าวคือ สำหรับผู้ขับที่หนักราวๆ 90 กิโลกรัม และมีความสูงราวๆ 168 เซนติเมตร แบบมนุษย์หุ่นหมี เบาะนั่งคู่หน้าที่อยู่ใน Almera Sportech ยังคงเป็นเบาะที่ให้การโอบช่วงเอวของผู้ขับกำลังดี ช่วยประคองผู้ขับตอนรถเจอแรงเหวี่ยงยามเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆได้พอประมาณ

เช่นเดียวกับหมอนหัวเบาะ ที่ในจังหวะแรกอาจจะรู้สึกดันหัวไปบ้าง แต่เมื่อขับไปสักพักจะเริ่มชิน และรู้สึกว่ามันช่วยค้ำหัวไม่ให้ปลิวไปกับแรงดึงของรถได้กำลังพอดีเช่นกัน ด้านเบาะรองนั่งสำหรับผู้ขับไซส์นี้ยังไม่ติดปัญหาใด ระยะเบาะค่อนข้างพอดี ติดเพียงตรงที่ส่วนตัวผู้ทดสอบรู้สึกเบาะมันนุ่มจนรู้สึกตัวจมตอนนั่งลงไปครั้งแรกก่อนขับรถสักหน่อยก็เท่านั้น

ด้านตำแหน่งพวงมาลัย สามารถปรับได้เพียงความสูงต่ำ โดยที่ขนาดพวงมาลัยก็จัดว่ากำลังพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ผิวสัมผัสและความหนาวสามารถจับได้กระชับมือในหลากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งมาตรฐาน 3 : 9 นาฬิกา, ตำแหน่งสูงเล็กน้อย 2 : 10 นาฬิกา, หรือจะเป็นการจับในตำแหน่งล่างสุด 5 : 7 นาฬิกา ก็ทำได้ดี เพราะด้านล่างพวงมาลัยเป็นแบบตัดขนานหลบแนวขา ทำให้รับกับองศามือพอดิบพอดีนั่นเอง

ส่วนการนั่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ทั้งความกว้างของตัวห้องโดยสาร และเบาะเอง ก็ย่อมทำให้มันเป็นหนึ่งในรถยนต์นั่งระดับอีโคคาร์ที่มีพื้นที่ห้องโดยสารโอ่อ่าที่สุด ทว่ามันกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นหลุมที่โอบกระชับตัวผู้โดยสารเท่าไหร่นัก และยังคงไม่มีพนักกลางสำหรับวางแขน หรือวางแก้วมาให้เช่นเดิม รวมถึงพอร์ทชาร์จไฟ USB สำหรับผุ้โดยสารตอนหลังก็ด้วย

การขับขี่ในภาพรวม

เช่นเดียวกัน นอกจากห้องโดยสารภายใน ชิ้นส่วนโครงสร้างหลักๆของตัวรถ Almera VL Sportech ก็ยังคงใช้สเป็คเดียวกันกับ Almera รุ่นรองทั้งหมด นั่นคือ การมาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง ขนาด 1.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบชาร์จ รหัส  HRA0 ให้กำลังสูงสุด 100 PS สูงสุดที่ 5,000 รอบ/นาที ทำแรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 2,400-4,000 รอบ/ต่อนาที ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าด้วยชุดเกียร์  XTronic CVT with d step

ขณะที่ระบบบังคับเลี้ยวเป็นระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า (EPS) ตัวระบบกันสะเทือนด้านหน้ายังเป็นระบบแม็คเฟอร์สันสตรัททาง ส่วนด้านหลังใช้ระบบทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบเบรกทางด้านหน้าเป็นแบบดิสก์ ด้านหลังดรัม ไม่ได้มีการอัพเกรดไปใช้ระบบเบรกแบบดิสก์ทางด้านหลังแต่อย่างใด แม้จะมีชื่อรุ่นว่า Sportech ก็ตาม

ดังนั้น จากการใช้งานจริง ตัวรถ Nissan Almera VL Sportech จึงให้สมรรถนะที่ไม่ต่างจากเดิมเลยแม้น้อย นั่นคือหากเป็นการขับในเมืองตัวรถยังคงให้อัตราเร่งช่วงความเร็วต่ำสำหรับการใช้งานในเมืองกำลังดี และก็ไม่ได้พุ่งมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อผู้ขับที่ยังไม่ชำนาญ

ทว่าหากเป็นการขับด้วยความเร็วเดินทางนอกเมืองแบบคงที่สักราวๆ 100-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนตัวผู้ทดสอบพบว่า แม้การขับด้วยความเร็วราวๆนี้จะไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องยนต์แสดงอาการเหนื่อยล้ามากนัก แต่การจะเติมคันเร่งเพื่อให้มันแซงรถที่อยู่ข้างหน้าขึ้นไปนั้น จำเป็นต้องย่ำคันเร่งชาร์จรอไว้ก่อนเพื่อเรียกรอบ รถถึงจะเริ่มพุ่งไปตามใจสั่ง ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ขับเท้าหนัก งานนี้อาจจะยังไม่ถูกใจเท่าไหร่นักในจุดนี้

ส่วนความเร็วสูงสุดแบบไม่เค้นเครื่องยนต์มากนักทำได้อยู่ที่ราวๆ 170 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามเรือนไมล์ และยังสามารถขึ้นไปได้อีกนิดหน่อย แต่จะเป็นการไต่ขึ้นไปอีกที่ช้ามากๆ ขณะที่อัตราสิ้นเปลืองกับการขับในเมืองแบบไม่ได้พยายามที่จะทำให้รถประหยัดน้ำมันเท่าไหร่นัก อยู่ที่ราวๆ 15-17 กิโลเมตร/ลิตร

ด้านสมรรถนะในเรื่องการควบคุมและความคล่องตัว เกริ่นก่อนว่าแม้ตัวรถ Almera VL – Sportech จะดูเหมือนมันมีขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ทว่าจากการใช้งานในเมืองช่วงรถติดจริงๆ ผู้ทดสอบกลับพบว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้งานเลยแม้แต่น้อย การมุดช่องจราจร(หากจำเป็น) หรือการเข้าจอดในช่องแคบๆ ล้วนสามารถทำได้อย่างไม่มีติดขัด

ส่วนการทดลองหักเลี้ยวแบบกระทันหัน หรือ สลาลอม เพื่อดูความคล่องตัว ผู้ทดสอบพบว่าพวงมาลัยของมันจะมีความหน่วงตรงกลางอยู่พอสมควร โดยมันอาจจะทำให้ตัวรถดูพลิกเลี้ยวเนือยๆในจังหวะแรกไปบ้าง แต่ก็แลกมาซึ่งความที่ผู้ขับไม่ต้องกลัวว่าหน้ารถจะไปไวกว่าที่คิด เพราะหลักจากพ้นระยะหน่วงตรงกลางไปแล้ว หน้ารถก็จะสามารถหันไปตามพวงมาลัยได้อย่างทันท่วงที แถมยังมีอาการท้ายเหวี่ยงให้รู้สึกน้อยมากๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซิกแซกในความเร็วต่ำ หรือการลองสาดรถเข้าโค้งด้วยความเร็วปานกลางค่อนไปทางสูง ให้ความมั่นใจสำหรับการใช้งานทั่วๆไป แม้ว่ายางติดรถจะเป็นยาง Bridgestone EP150 แนวเน้นความประหยัดก็ตาม

สำหรับความสามารถในการซับแรงกระแทกต่างๆ แม้ว่าตัวระบบกันสะเทือนที่ติดรถ Almera มาจะมีความนุ่มนวลพอสมควร เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่แน่นอนด้วยความเป็นรถอีโคคาร์ มันย่อมไม่สามารถเก็บแรงกระแทกต่างๆจากอุปสรรคอยู่บนผิวถนนได้อย่างหมดจดเหมือนรถหรูๆอยู่แล้ว กล่าวคือยังมีการส่งแรงสะเทือนมายังตัวผู้ขับอยู่บ้างเป็นลูกกระเทือนเล็กๆ ไม่กระทั้น ซึ่งส่วนตัวผู้ทดสอบก็ชอบลักษณะการทำงานของช่วงล่างแบบนี้มากกว่า เพราะมันทำให้เราสามารถรับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังขับผ่านผิวถนนแบบไหน และตัวรถกำลังเจอกับสิ่งใดเบื้องล่างอยู่นั่นเอง

ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ อาจจะด้วยความที่ตัวรถนั้นค่อนข้างเบาพอสมควร ผู้ทดสอบพบว่า ในจังหวะที่ขับเร็วมากๆ หลัก 140-150 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป แม้น้ำหนักพวงมาลัยจะหนักขึ้น แต่ผู้ขับก็ยังจะรู้สึกถึงความหวิวอยู่นิดๆ (บวกด้วยรูปทรงของรถที่ไม่ได้ลู่ลมมากนักในความเร็วสูงๆ) เช่นเดียวกับตอนต้องเบรกหนักๆ รถกลับมีอาการท้ายส่ายไปมาให้รู้สึกและต้องประคองพวงมาลัยทุกครั้ง คือรถมันเอาอยู่ แค่จะรู้สึกหวาดเสียวหน่อยๆก็เท่านั้น

สรุป จุดขายและจุดเด่นจริงๆของ Nissan Almera VL – Sportech ที่แตกต่างจาก Almera รุ่นปกติ แท้จริงแล้วคงไม่ใช่เรื่องของสมรรถนะในภาพรวมเท่าไหร่นัก เพราะมันก็ยังคงเป็นรถเก๋งอีโคคาร์แบบ 4 ประตู ที่มีพื้นฐานและออพชันต่างๆไม่หนีไปจากรุ่นรองลงมารหัส VL เลยแม้แต่น้อย

ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายในห้องโดยสารที่จัดว่ากว้างขวางกว่าใคร ส่วนเครื่องยนต์แม้จะไม่ได้มีความพุ่งปรี๊ดปร๊าด แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของระบบความปลอดภัยต่างๆที่ให้มาค่อนข้างจัดเต็มเมื่อเทียบกับคู่แข่งในงบประมาณเท่าๆกัน ซึ่งอันที่จริงทุกท่านก็สามารถอ่านในฟูลรีวิวแบบละเอียดๆชิ้นที่เราเคยทำไปก่อนหน้านี้ได้

แต่สิ่งที่เราจะสามารถสัมผัสได้มากขึ้นจากตัวรถ Nissan Almera VL – Sportech ก็คือ จากเดิมที่ตัวรถ Almera รุ่นล่าสุด ก็มาพร้อมกับหน้าตาที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากกว่าใครในคลาส หรือแม้แต่ในค่ายเดียวกันอยู่แล้ว เมื่อได้รับการติดตั้งชุดแต่งจาก Autech เข้าไป ก็ยิ่งที่ให้มันดูโดดเด่นมากขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นกับส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาอีก 20,000 บาท จากรุ่น VL เป็น 649,000 บาท จึงถือว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมา


แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments