หลังการปล่อยโชว์ตัวให้ชาวไทยได้สัมผัสตัวเป็นๆมานานนับปี ล่าสุด Neta ก็ได้ประกาศข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่ารถอเนกประสงค์ไฟฟ้าอย่าง Neta X พร้อมแล้วที่จะถูกวางจำหน่ายจริง ในวันที่ 25 กรกฎาคม นี้

NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ชาญฉลาด มอบความสะดวกสบายที่เหนือชั้นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ระบบสั่งการด้วยเสียง ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ในรถได้อย่างสะดวกสบาย

รวมไปถึงระบบควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือให้ผู้ใช้รถสามารถทราบถึงสถานะด้านต่างๆ ของรถรวมถึงสั่งการฟังก์ชันของตัวรถ อาทิ การล็อค/ปลดล็อคประตู การควบคุมเครื่องปรับอากาศ การค้นหาตำแหน่งรถ รวมไปถึงการจองนัดหมายเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ 

นอกจากนี้ ตัวรถยังมาพร้อมการออกแบบภายนอกที่ทันสมัย ด้วยการนำ NETA U มาปรับหน้าตาพร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่แล้วปรับดีไซน์กันชนหน้าให้ดูสปอร์ตเท่ด้วยคิ้วไฟ DRL แบบ LED ชุดกระจังหน้าทรงทึบติดตราโลโก้ NETA ใต้ช่องไฟ DRL ติดตั้งไฟหน้า LED ขนาดเล็กไว้ ตกแต่งขอบส้ม พร้อมช่องระบายอากาศออกแบบใหม่ ด้านข้างตกแต่งด้วยคิ้วชายล่างสีเดียวกับตัวรถผสมความเข้มด้วยคิ้วขอบล้อสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

และด้วยมีมิติตัวถังขนาดใหญ่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว กับระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,770 มม. จึงช่วยให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งคุณภาพพรีเมียมที่หรูหราและระบบต้อนรับคนขับ (Welcome Seat) โดยที่เบาะด้านหลังสามารถพับได้มีพื้นที่เพิ่มถึง 1,388 ลิตร

และการออกแบบภายในของ NETA X โดดเด่นด้วยหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว รองรับการสั่งการด้วยเสียง และยังเลือกใช้วัสดุบุนุ่มถึง 80% ของพื้นที่ภายในห้องโดยสาร

ด้านระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย ยังเสริมด้วยระบบ ADAS Level 2.0 ที่มีฟังก์ชันการทำงานเต็มรูปแบบเช่น ระบบกล้องรอบคัน 360 องศา  ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน เป็นต้น และยังตอบโจทย์นักเดินทางสมัยใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์

ขุมกำลังของตัวรถ เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังถึง 163 แรงม้า แรงบิด 210 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 72.8 kWh รองรับระยะทางในการวิ่งไกลสุด 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ตามมาตรฐาน CLTC

ขณะที่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดเอาไว้ที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมความสามารถในการเรียกอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ 9.5 วินาที โดยชาร์จกระแสสลับ AC จาก 20-100% จะใช้เวลาในการชาร์จ 8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกระแสตรง DC 30-80% จะใช้เวลา 30 นาที พร้อมโหมดการขับขี่ทั้งแบบ Normal กับ Sport

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
Tags: