Mitsubishi i-Miev เลิกขายหลังจากอยู่ตลาดมายาว 10 ปี

ในบรรดารถยนต์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นที่อยู่มายาวนานในลาดทั่วโลก นอกจาก  Nissan  LEAF   ก็ยังมี   Mitsubishi i-Miev   เจ้ารถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กวางจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกัน

มันเป็นรถที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรก ด้วยราคา แต่เนื่องจากเป็นรถขนาดเล็กจึงมีระยะทางแบตเตอร์เตอร์รี่ต่อการชาร์จค่อนข้างต่ำ ก่อนที่ จะถูกนิสสัน มาแย่งซีนไป

รายงานล่าสุดจากหลายสื่อในประเทศญี่ปุ่น ชี้ว่า   Mitsubishi   ตัดสินใจจะเลิกขาย   Mitsubishi i Miev   ในญี่ปุ่น หลังจากปีนี้ นับเป็นการปิดฉากรถยนต์ไฟฟ้าผู้ริเริ่มตลาดจากญี่ปุ่นไปอย่างน่าเสียดาย

โดยตลอดเวลา นับตั้งแต่วางขายในปี 2009 มิตซูบิชิ ไอ มีฟวางจำหน่ายมาแล้วทั่วโลก ด้วยรูปโฉมทรงแคปซูล ทันสมัย ละไม่เคยปรับโฉมรถเลยนับตั้งแต่วางขาย มีเพียงการปรับปรุงระยะทางที่ได้ต่อการชาร์จด้วยชุดแบตเตอร์รี่ใหม่ รวมถึง เทคโนดลยีในการชาร์จไฟฟ้าด้วย

สำหรับปัจจุบัน ที่ทำให้ มิตซูบิชิ ไม่ผลิต   I Miev  ต่อ ทางมิตซูบิชิ ยืนยันว่า รถรุ่นนี้ได้บรรลุภารกิจสำคัญของผลิตภัณณ์แล้ว มันเป็นรถที่แนะนำให้คนรู้จักรถยนต์ไฟฟ้า และภายหลัง ได้ถูกนำหลังมาต่อยอด ใน 2 ด้าน คือ รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในชื่อ Mini Cab Miev   ส่วนอีกด้านมาเป็นเทคโนโลยีให้ระบบขับเคลื่อน   Mitsubishi Outlander PHEV   เพื่อปูทางสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญ ที่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ไปต่อนั้น อาจจะมาจากการปรับโครงสร้างบริษัทบ่อยครั้งในช่วงระยะหลัง ทำให้ หน่วยงานพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้รับการสนับสนุน

เมื่อประกอบกับ แนวทางใหม่ภายใต้โครงสร้างพันธมิตร  Renault-Nissan-Mitsubishi  ซึ่งโครงการรถยนต์ไฟฟ้าจะนำโดยนิสสัน ทำให้ รถรุ่นนี้ถึงคราวต้องจากลา

ถึงแม้จะมีรายงานการเลิกผลิตในญี่ปุ่น แต่มิตซูบิชิ อาจจะยังไม่ละความตั้งใจในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยรายงานจากเมื่อเดือนเมมษายนที่ผ่านมา ชี้ว่า มิตซูบิชิ มีแผนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยยื่นขอส่งเสริมการลงทุน  5,480 ล้านบาท ที่ดรงงานแหลมฉบัง

ในงบประมาณส่วนนี้ มีกำลังการผลิตรวม 39,000 คันต่อปี แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles – BEV) ประมาณ 9,500 คันต่อปี  จะเริ่มผลิตในปี พ.ศ. 2566 หรือในอีก 3ปีข้าง ทั้งวางจำหน่ายในไทย และส่งออกไปยังอาเซียน

อาจจะเป็นไปได้ว่าในแผนงานนี้ไทยอาจได้เฮ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไปขายในหลายตลาดอาเซียน

ที่มา  Autocar.jp 

Comments

comments