MG แบรนด์อังกฤษทุนจีน …ผู้พิชิตใจคนไทย

ในช่วง 6 ปีที่แล้วไม่มีใครคิดว่ารถยนต์จากประเทศจีนจะประสบความสำเร็จมาก่อนจนกระทั่งการมาของแบรนด์รถยนต์จากอังกฤษ ที่วันนี้กุมบังเหียนโดยบริษัทจากประเทศจีน ที่ชื่อ   Morris Garage   หรือทุกคนรู้จักในนาม MG

เอ็มจี  เป็นแบรนด์รถยนต์น้องใหม่ล่าสุดในตลาดประเทศไทย นั่นก็เป็นเวลาดำเนินกิจการมากว่า 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่รถยนต์รุ่นแรกวางตลาดในประเทศไทย ความสำเร็จของแบรนด์รถยนต์รายนี้ในวันนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเห็น กันในปัจจุบัน บริษัทรถยนต์รายนี้ต้องผ่านอะไรมากมาย และวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกันครับ

ในวันหนึ่งตอนที่ผมอยู่สื่อเก่า  Autodeft.com   (ตอนนั้นดำรงในฐานะหุ้นส่วน) ผมได้รับโทรศัพท์ลึกลับจากเอเจนซี่น้องใหม่ที่เข้ามาดูแลบริษัทรถยนต์รายนี้ โดยเชิญผลไปในงานพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง เอสเอไอซี และ ซีพี จนภายหลังเป็นข่าวใหญ่ในเวลาต่อมาว่า ซีพี จะหันมาลงขันในอุตสาหกรรมยานยนต์

เอสเอไอซี ในเวลานั้นไม่มีใครรู้จัก หากถ้าไปค้นหาจากสารบบ  google ไม่ธรรมดา พวกเขาเป็นบริษัทรถยนต์ที่ติดอันดับบริษัทรถยนต์ใหญ่ จนถึงขนาดอยู่ในอันดับที่ 52 จาก การจัดอันดับของ ฟอร์จูน 500 และเป็นอันดับ 7 ของการลำดับบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

พวกเขาเป็นบริษัทจากประเทศจีน ที่มีแบรนด์รถยนต์หลากหลาย ในเมืองจีนพวกเขาร่วมงานกับ   General Motor หรือ   GM   และ   MG   หรือ  Morris Garage   เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่บริษัทไปคว้ามาได้จากอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศอังกฤษ

ตอนเปิดตัวครั้งแรก เอ็มจี แนะนำรถยนต์รุ่นแรกลงตลาดด้วยรถคอมแพ็คคาร์  MG 6 การเปิดตัวด้วยหวังว่าจะเหนือชั้นจากบรรดาแบรนด์ญี่ปุ่น เพราะุถือเครดิตความเป็นรถยุโรป จึงมีราคาค่อนข้างสูงมาก จนคนยังไม่ค่อยใช้กัน

จุดขายของ   MG 6  อยู่ที่ ตัวรถที่มีเรือนร่าง 2 แบบ คือซีดาน และ  Liftback   หรือทรงท้ายลาด ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับทรงนี้ มันเป็นทรงที่มีความสปอร์ต ควบรวมระหว่างความเป็นรถนั่งกับรถสปอร์ตไว้ในคันเดียว

เพื่อให้แตกต่างมันมาพร้อมเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และ 1.8 ลิตร เทอร์โบ ไฮไลท์สำคัญ คือการใช้เกียร์คลัทช์คู่ มาตอบโจทย์ ผมมีโอกาสขับตั้งแต่ช่วงแรกที่เปิดตัว

สิ่งที่ปรากฎชัดในรถยนต์ เอ็มจี   คือการให้สมรนถะการขับขี่ที่เหนือชั้นกว่ารถยนต์ญี่ปุ้น โดยเฉพาะช่วงล่างที่กระเดียดมาทางรถยุโรป จนอาจจะพูดว่า คุณภาพรถยุโรปในราคารถญี่ปุ่นก็ไม่ผิดนัก

เอ็มจี 6 ไม่ประสบความสำเร็จนัก อาจจะด้วยความเป็นแบรนด์รถยนต์น้องใหม่ในตลาดประเทศไทย แต่สิ่งที่เอ้มจีพยายามอย่างยิ่ง คือ การพัฒนาความมั่นใจลูกค้าต่อแบรนด์ โดยเฉพาะงานบริการหลังการขายเรียกว่า เป็นหมากเกมสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

เอ็มจีมาตั้งใจทำตลาดอีกครั้งในการเปิดตัว รถรุ่นที่ 2  ลงตลาดรถยนต์ซับคอมแพ็คคาร์ ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พกเกียร์ระบบ  Selematic  ตอนออกมาแรกๆ โดยสื่อมวลชนเล่นงานหนักมากเรื่องเกียร์ เพราะว่า เกียร์เป็นแบบ เกียร์กึ่งอัตโนมัติ จะมีอาการแปลกๆ เวลาขับบ้าง โดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนเกียร์

MG3

มันค่อนข้างเป็นประเด็นเมื่อคุณเคยผ่านเกียร์ออโต้ที่ขับง่ายใช้งานสะดวกมาแล้ว จะพบว่าเกียร์นี้อาจจะทำงานแปลกๆ สักหน่อย จนกระทั่งเอ็มจีแก้เกมครั้งสำคัญ ด้วยการให้ลูกค้าทดลองขับ ถูกใจก็คบกัน ซื้อใจลูกค้าได้พอสมควร ด้วยสนามทดสอบ เดินทีตั้งอยู่หลัง ซีคอนสแควร์ ที่เรียกว่า  Driving Experience Center

ยิ่งกว่านั้น เอ็มจี วางแผนเกมราคาขายได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยรุ่นเริ่มต้นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท เปิดตัวเริ่มต้นที่ 479,000 บาท และตัวท๊อปแฮทช์แบ็คอยู่ที่ 559,000 บาท ตอนเปิดตัว เรียกว่า มีราคาพอๆกับรถอีโค่คาร์ แถมยังได้ระบบความปลอดภัยพื้นฐานมาครบแน่นคัน จนเรียกว่าเป็นหนึ่งในรถที่พรั่งพร้อมออพชั่นมาอย่างลงตัว

ไม่เพียงแค่นั้น รถรุ่นนี้ยังทดลองตลาดรถอเนกประสงค์ด้วยรุ่น  Xross  วางเป็นรุ่นท๊อปออพชั่น ชูจุดขายด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์จากร่างแฮทช์แบ็ค ให้สไตล์พร้อมลุย สมบุกสมบันได้บ้าง

การขายรถไม่ใช่เพียงอย่างเดียวที่จะจูงใจลูกค้า เอ็มจี เปิดตัว ระบบเซอร์วิสรถยนต์ทีไ่ม่มีใครเหมือน ด้วยการพารถโมไบล์ ไปเซอร์วิสถึงที่บ้านหรือที่ทำงานลูกค้า ไม่ต้องเข้าศูนย์ เป็นรายแรก โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อลดความหนาแน่นที่โชว์รูม และทำให้ลูกค้ามั่นใจในบริการของแบรนด์ด้วย

เทคโนโลยีเชื่อมต่อเป็นสิ่งที่เอ็มจีมองว่าเป็นอนาคต บริษัทเดินเกมเรื่องนี้เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ   Inkanet  ระบบนี้ เปิดตัวในฐานะแพลทฟอร์มการเชื่อมต่อ ระหว่างรถและศูนย์ข้อมูล เรียกว่า เป็นบริษัทรถยนต์รายแรกที่ทำให้รถมีความสามารถในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า

ระบบ  Inkanet   ทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น และ ทำงานผ่านในรถยนต์ ผ่านระบบความบันเทิงภายในรถใช้งานผ่านตัวหน้าจอ โดมีฟังชั่นต่าๆงมากถีง 12 ฟังชั่นใช้งาน อาทิ ตรวจสอบสถานะรถ, ระบบนำทาง,ศูนย์ข้อมูลความช่วยเหลือ ,รับส่งข้อความผ่านหน้าจอวิทยุ  เป็นต้น

ความไม่สำเร็จของ   MG 6   ในช่วงแรก ทำให้ต้องแก้เกมโดยไว ด้วยการปรับปรุงโฉม Minor Change ออกมาในทันควัน   ตามออกมาอย่างรวดเร็ว ในฐานรถยนต์ครบเครื่องสมรรถนะและความดูเป็นรถยุโรปมากขึ้น แต่ก็ด้วยปัจจัยราคาทำให้ น้อยคนจะซื้อรถรุ่นนี้ไปใช้

2015-MG6 (1)

2015-MG6 (3)

เอ็มจีรีบแก้เกมทันควัน ด้วยการส่ง  MG 5   ออกมาวางจำหน่ายในฐานะรถยนต์ซีดานซับคอมแพ็ค เ ด้วยจุดขายรูปลักษณ์สปอร์ตตอบโจทย์ลูกค้า และความเป็นรถยนต์นั่งครบเครื่องจากโรงงาน  ที่มั่นใจได้ในการขับขี่ แนะนำด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร และ 1.5 เทอร์โบ ตอบลูกค้า ด้วยชุดเกียร์ออโต้ 4 สปีด และ คัลทช์คู่ 6 สปีดในตัวเทอร์โบ

ในรุ่นต่อมา บริษัทหันมาชิมลางรถอเนกประสงค์ในประเทศไทยเป้นครั้งแรก ด้วยรถอเนกประสงค์ที่ส่วนตัวผมเรียกว่า   angry Bird   แห่งท้องถนน   MG GS  ที่มาพร้อมสโลกแกน Follow No other  การเปิดตัวรถรุ่นนี้เป็นฮือฮามาก ด้วยการเป็นรถอเนกประสงค์สมรรถนะแรงเหลือรับประทาน สามารถเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ได้ในเวลา 8.0 วินาทีเท่านั้น

มันมาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า สามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้น 1.2 ล้านบาทเท่านั้น มันเป็นรถกลุ่มเดียวกับ  Honda  CR-V , Nissan X-Trail   และยังมีรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อทำงานแบบ  Real Time  อีกต่างหากในราคา 1.3 ล้านบาท ถ้าต้องการ

GS   เรียกว่า เป็นตัวชูโรงสร้างจุดขายให้อย่างมาก ด้วยการเป็นรถแรงในราคาที่คนทั่วไปซื้อจับต้องได้อย่างสบายใจ และแรงที่สุดใน compact  ที่ขายในัวนนั้น และในวันนี้ด้วย

เมื่อรถแรงกฌต้องแลกมาด้วยการซดน้ำมัน ลูกค้าจึงตะขิดตะขวงใจ เอ็มจี ไม่รอช้า ปล่อยรุ่น เครื่องยนต์ 1.5   เทอร์โบ เข้ามารับลูกอย่าวทันคัวร แนะนำพร้อมเกียร์ ออโต้ 7 สปีด น้องใหม่ ล่าสุด จนคนเริ่มพอจะซื้อหาไปใช้บ้างไม่น้อย ด้วยราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนัก ราคาเริ่มต้นเพียง 890,000 บาท ก็สามารถหาซื้อได้

แต่ถ้าให้ไล่เรียงความสำเร็จ  เอ็มจี จริงๆ คงต้องยกให้ ใน   MG ZS  รถอเนกประสงค์ซับคอมแพ็ค ของเอ็มจีที่ให้ความโดดเด่นด้วยราคาขายที่เหนือชั้น มันมีราคาถูกจน รถเก๋ง 1500 ซีซี หันมองขวับ อีโค่คาร์ มองบน

การนำเสนอรถ   MG ZS   เริ่มต้นด้วยราคาขาย 679,000 บาท และ สูงสุด 789,000 บาท เป็นรถอเนกประสงค์รุ่นแรกที่ราคาขายไม่เกิน  8 แสนบาท ในกลุ่มรุ่นเล็ก ด้วยราคาที่ไม่แพงมากทำให้เราเห็น  MG ZS   ออกมาวิ่งบนถนนจำนวนมาก จนเป็นหนึ่งในรถที่เห็นบ่อยที่สุดของทางเอ็มจี

รถอเนกประสงค์  MG ZS

โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่น่าสนใจคือ พัฒนาระบบเชื่อมต่อจาก  Inkanet   เดิมมา สู่ระบบ ismart   เด่นกว่าด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย เป็นรุ่นแรกในรถราคาขนาดนี้ก้มีมาให้ใช้งาน (เฉพาะในรุ่นย่อยที่กำหนด) ฟังชั่นเรียกว่า เร้าใจครบเครื่องความต้องการของลูกค้า ในราคาที่เหมาะสม

ก่อนที่ เอ็มจีจัดการ แต่งหน้าทาปากให้  MG 3   อัพเดทโฉมหน้าให้น่าใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญเล่นใหญ่เป้นครั้แรกในเมืองไทย ที่รถไมเนอร์เชนจ์ จัดการเปลี่ยนเกียร์ Selematic   หันมาเป็นเกียร์ออโต้ 4 สปีด ยกต่อมาจาก ZS  ถูกใจลูกค้า จนเห็นรถรุ่นนี้บนถนนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะหลัง

2018 MG 3

รถอเนกประสงค์  MG ZS EV

หลังจาก   MG 3  ปรับโฉมก็มีรถรุ่นใหม่ ออกมาอีกมากมาย ทั้ง   MG V80   รถตู้ที่ขยับมาจากแบรนด์  Maxus   ในเครือ แต่ทีเด็ดอยู่ที่การเปิดตัว  MG ZS EV   รถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์เอ็มจี เขย่าวงการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเป็นรถรุ่นแรกที่มีราคาขายต่ำถึง 1.2 ล้านบาท และต่ำที่สุดในเวลานี้ จนมีขับกันเกลื่อนถนน

ถูกใจลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่อยากลองนวัตกรรมใหม่ แต่ไม่มีงบประมาณมากมายนัก ความสำเร็จนี้ ผลักดันให้เอ็มจี เป็นบริษัทรถยนต์ผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทันที

MG GS  เองที่เคยมาทำตลาดอเนกประสงค์ก็ได้เวลาเปลี่ยนโฉม แต่แทนที่จะเรียกว่าปรับโฉมกันเฉยๆ  MG  เล่นใหญ่ปรับใหม่ยกคัน โดยเฉพาะเรื่องานออกแบบเอาให้ถูกใจคนไทย มันต้องหรูหรา ส่ง  MG HS   ออกมาวางจำหน่าย ด้วยเส้นสายการออกแบบใหม่หมดทั้งภายนอกภายใน

รถอเนกประสงค์  MG HS

เรื่องเครื่องยนต์ยังเหมือนเดิมด้วยขุมพลัง 1.5 เทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในภาพคนซื้อมันกลายเป็นรถยนต์นั่งหรูในราคาไม่แพง ด้วยเส้นสายที่มีความคล้ายคลึงรถยุโรป อยู่ในหลายมุมมอง

และล่าสุดในไลน์สินค้าเอ็มจี  หันมาเอาดีทำรถกระบะในชื่อ  MG Extender   รถกระบะจากแบรนด์เอ็มจี ออกมาด้วทรวดทรงที่บางคนก้ชอบ บ้างก็ไม่ชอบ แต่ที่แน่ๆ มันเป้นรถที่มีขนาดใหญ่กว่ารถแบรนด์หลักพอสมควร โดยเฉพาะในห้องโดยสารที่มีความกว้างขวางนั่งสบาย

รถกระบะ  MG Extender

รวมถึงงาานวิศวกรรมตัวรถหลายส่วนยังใช้ของดีจากซัพพลายเออร์แบรนด์ยุโรป อาทิช่วงล่างจากแบรนด์  Sach  จนเป็นหนึ่งในรถกระบะขับดี น่าสนใจราคาไม่แพง

จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ เอ็มจี ในไทย จนมาถึงเวลานี้ ก็นับเป็นเวลา กว่า 6 ปี แล้วตั้งแต่เริ่มวางขายรถรุ่นแรกในประเทศไทยให้ลูกค้าได้จับจอง

ถ้าถามว่า จุดเด่นที่ทำให้   เอ็มจี  ยืนในใจคนไทย คงเป็นการให้ราคาที่คุ้มค่าในออพชั่นที่มากกว่าเจ้าตลาด รวมถึงการขยายศูนย์บริการอย่างรวดเร็วสร้างความมั่นใจกับลูกค้ามากขึ้น รวมรถที่มีมากมายหลายรุ่น และการเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรมเช่น  ระบบเชื่อมต่อในรถยนต์ รวมถึง การแนะนำระบบขับเคลื่อนด้วยไฟ้าในราคาที่ทุกคนสามารถจะเป็นเจ้าของได้

ตลอด 6 ปี มีรถ   เอ็มจี   อยู่บนถนนเมืองไทยแล้วกว่า  90,000 คัน อาจไม่ใช่ตัวเลขที่มากเมื่อเทียบกับแบรนด์เจ้าตลาด หากก็ถือเป็นหนึ่งในแบรนดืที่วันนี้ทุกคนคงเริ่มสนใจ

 

Comments

comments