MG HS Turbo  …ร่างทรงลุคหรู แต่ควรลองขับก่อนซื้อ

ในบรรดารถยนต์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจากแบรนด์ MG  หนึ่งในรถที่ทำให้ตลาดต้องหันขวับมามองในอดีต ดูท่าจะไม่พ้น   MG GS   เจ้าอเนกประสงค์พันธุ์แรงในราคาจับต้องได้ ที่มาพร้อมคำโฆษณา “0-100 ก.ม./ช.ม. ใน 8.0 วินาที”  จนกล่าวว่าเป็นความอาจหาญค่ายนี้ในการทำตลาด

MG GS  มีดีเรื่องสมรรถนะ จนเป็นที่พูดถึงของนักข่าวสายยานยนต์ ถึงกระนั้น ตัวรถก็ไม่ได้ขายดีมากนัก เนื่องจากงานออกแบบของมันที่ออกมาในทรงนกโกรธไม่ได้ต้องตาต้องใจลูกค้า ชักจูงให้จับจองเป็นเจ้าของ คนที่ซื้อรถรุ่นนี้ชอบอย่างเดียวคือความเร้าใจในราคาแสนประหยัด ใครจะหาซื้อกำลัง 200 กว่าแรงม้า ได้ในราคาล้านต้นๆ เท่านั้นเอง

Full Review MG HS Turbo

วันเวลาผ่านไป ในขณะที่เอ็มจี เติบใหญ่ในไทย ที่ประเทศจีน  SAIC Motor  ในฐานะบริษัทแม่ของ   MG   มองว่า ถึงเวลาแล้วจะต้องจริงจังกับตลาดอเนกประสงค์ ที่กำลังงอกงามเป็นตัวทำกำไรสำคัญวันนี้และในอนาคต พวกเขาตัดสินใจสร้างรถอเนกประสงค์ใหม่ที่น่าดึงดูดใจกว่า ขึ้นแทน   MG GS  เดิม ด้วยเป้าหมายคว้าใจลูกค้า หลังจากรถรุ่นเดิม มีดีสมรรถนะแต่สอบตกเรื่องหน้าตาที่ดึงดูดใจลูกค้า

เพื่อแก้เกมนี้   MG  ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องพัฒนางานออกแบบตัวรถมากกว่าสมรรถนะ โดยใช้สิ่งที่มีใน MG GS   มาเป็นพื้นฐานงานวิศวกรรม ส่วนงานออกแบบ เป็นหน้าที่ของสตูดิโองานออกแบบในลอนดอน จัดการให้รถคันนี้ดูงามตาขึ้นในสายตาลูกค้า ฟังดูมันคล้ายๆ กับสิ่งที่เรียกว่า Big Minor change

ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ   MG   ได้ส่งรถต้นแบบออกมาในงาน  Auto China  ปี 2018 เพื่อแสดงถึงแนวทางการออกแบบในยุคต่อไป มันคือ MG X-Motion  รถที่ใครๆ ก็พอจะมองออกว่าเป็นอเนกประสงค์ขนาดคอมแพ็คในกลุ่ม C-SUV   เมื่อมาในทรงนี้ทุกคนคาดหวังว่าในท้ายที่สุดจะออกมาเป็น   MG GS Big Minorchange

จนกระทั่ง ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 2018  MG   ได้ตัดสินใจ  World Debut   รถรุ่นนี้ไปพร้อมกับการเปิดโรงงานในประเทศจีน พวกเขาเรียกรถรุ่นนี้ว่า   Hormones SUV  ถ้าแปลเอาความหมายจริงๆ ก็จะรู้สึกทะแม่งๆ  รถอเนกประสงค์ที่เปี่ยมไปด้วยฮร์โมน ฟังแล้วอาจรู้สึกเหมือนมีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง

หากความตั้งใจของแบรนด์อังกฤษรายนี้ ต้อการสะท้อนไปหากลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ เป้าหมายการขายรถรุ่นนี้ พวกเขาจะได้ทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการในความรู้สึก ไม่ว่าจะความหรูหรา และสมรรถนะ ตั้งแต่เปิดตัวในประเทศจีน เอ็มจี ชี้ชัดว่า รถรุ่นนี้ต้องการปีนเกลียวกับ   Mercedes Benz  GLA   และ   Audi Q3  เป็นความทะเยอทะยานไปอีกขั้น

นั่นเป็นที่มาของชื่อเสียง รหัส  HS  รถต้องการให้ทุกสัมผัสเป็นไปได้ และวันนี้เราเห็นพวกมันหลายคนบนถนน จนหลายคนอาจเริ่มสนใจรถรุ่นนี้ไม่มากก็น้อย

MG HS   โผล่เข้ามาแทนที่   MG GS เมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว มันทำให้ตลาดอเนกประสงค์คึกคักอีกครั้ง เมื่อเปิดราคาเริ่มต้นเพียง 919,000 บาท แถมยังมาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ที่มีกำลังวังชาเอาเรื่องทางด้านแรงบิด และปัจจุบัน เป็นรถรุ่นเดียวในตลาดที่กล้านำเสนอขายด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ

ตัวรถมีขนาดความยาว 4,574 มม. กว้าง 1,876 มม. และ สูง 1,664 มม. มีระยะฐานล้อ 2,720 มม. หากเทียบกับบรรพบุรุษของมัน   MG GS  เจ้า  HS   มีขนาดเพิ่มขึ้นในหลายมิติ ไม่ว่าความยาว +74 มม. กว้าง + 21 มม. ส่งความสูง -9 มม. และระยะฐานล้อ+ 70 มม. นั่นทำให้รถคันนี้ไม่ได้ใช้โครงสร้างตัวถังเดิมจากรุ่น  GS

ไม่เพียงเท่านี้เพื่อให้การขับขี่ตอบสนองดีขึ้นลดความเป็นรถอเนกประสงค์ลง มีความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถ เหลือเพียง 145 มม. จาก 175 มม. นั่นเท่ากับว่ามันแทบจะเหมือนเก๋งคันโตรูปลักษณ์อเนกประสงค์ มากกว่า การเป็นรถพร้อมลุยตามสไตล์ SUV  จริงๆ

จุดขายหลัก MG HS  สะดวกสายตาทุกคนทุกครั้งที่เห็นบนถนน คืองานออกแบบใหม่ล่าสุดจาก MG รายละเอียดหลายอย่างให้ความหรูหรานำสมัย แตกต่างจากพี่น้อง  MG   ดั้งเดิมของมันอย่างสุดโต่ง จนยกระดับรถรุ่นนี้ไปอีกขั้น

Full Review MG HS Turbo

เริ่มตั้งแต่ด้านหน้า มาพร้อมกระจังหน้าใหม่ เรียกว่า  Stella Magnetic Field อารมณ์เผินๆ ดูคล้ายๆ Diamond Grill   ของ   Mercedes Benz ไม่น้อย โคมไฟหน้าทุกรุ่นให้โคมโปรเจคเตอร์ ถ้าซื้อรุ่นเริ่มต้นไฟหน้าส่องสว่างจะเป็นไฟฮาโลเจน พอรุ่นกลางกับตัวท๊อปให้ ไฟ LED  ช่วยส่องสว่างในโคมมาพร้อมกับไฟ  Day Time Running Light  เป็นโคมชิ้นเล็ก 9 ชิ้นวางเรียงต่อกันคล้ายอัญมณี ตำแหน่งนี้ยังเป็นไฟเลี้ยวแบบไฟวิ่ง หรือ Sequential  อารมณ์ได้ความเป็นรถหรู

ทุกรุ่นย่อยมีระบบไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow Me Home  เปิดไฟข้างไว้หลังดับเครื่องยนต์ ไปแล้ว ด้านข้างให้ไฟเลี้ยว ติดตั้งที่ตำแหน่งกระจกมองข้างครบเครื่อง กลางคืน จะมียิงสัญลักษณ์  MG  ลงพื้นด้วย เพื่อความหรูหราดูไฮโซ

ส่วนทางด้านข้าง  MG HS  เปลี่ยนไปด้วยการมีเส้นไหล่ Classic British Shoulder Line เติมเข้ามา  ในรุ่นที่เราขับในวันนี้เป็นรุ่น X   ให้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมยาง 235/50/ R18  รายละเอียดทางด้านข้าง ได้ความรู้สึกดูหรูหราเข้ากับด้านหน้า ให้กรอบกระจกโครเมี่ยม ดูหรูหรา มีเสน่ห์มากขึ้น บนหลังคาให้ราวหลังคาแบบแนบกับตัวรถ คล้ายรถยนต์หรูจากประเทศเยอรมัน

Full Review MG HS Turbo

Full Review MG HS Turbo

ท้ายรถออกแบบให้มีความหรูหรางามสง่าแอบคล้ายรถหรูจากเยอรมันหลายๆ รุ่น มองบางทีก็  BMW  บางทีก็ Benz จุดเหมือนคงเป็นไฟท้าย LED   ที่ดูลงตัวเข้ากับงานออกแบบให้ท่อไอเสียคู่พร้อมกับชายล่างสีเงิน ท้ายรถออกแบบให้มีความกลมมล ดูแอบคล้ายออกไปทาง  Porsche  Cayenne เหมือนกัน ในบางอารมณ์

เปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสารความหรูหราภายนอก ถ่ายทอดสู่ภายใน ด้วยงานออกแบบที่หลายคนไม่คิดว่า จ่ายเงินล้านกว่าจะได้มากถึงเพียงนี้

Full Review MG HS Turbo

ภายใน รุ่น X เป็นรุ่นเดียวที่ให้เบาะนั่งสีดำ-แดง ถ้ารุ่นอื่นจะเป็นภายในสีดำเท่านั้น ตั้งแต่รุ่นกลางขึ้นมาถึงจะมีไฟ  Ambient Light   มาให้ปรับเล่นกันตามความต้องการ

เบาะนั่งเป็นแบบหุ้มหนังแบบสปอร์ต มาเฉพาะในรุ่น  X ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ทำให้หาท่านั่งง่าย แต่จากที่ใช้รถคันนี้ขับไปๆ มาๆ หลายๆ วัน ยังรู้สึกว่า มันติดตั้งเบาะนั่งมาค่อนข้างสูง แม้กับคนตัวสูงใหญ่อย่างผมยังรู้สึกได้ว่า เบาะนั่ง ค่อนข้างสูงไปสักหน่อย แม้ว่าจะปรับให้มันเตี้ยสุดๆแล้วก็ตาม ทั้งที่เป็นเบาะนั่งแบบสปอร์ต ออกแบบมาเป็นทรง   Bucket seat   ก็รู้สึกว่ายังนั่งแล้วไม่กระชับอย่างที่มันควรจะเป็น

Full Review MG HS Turbo

ตรงหน้าคนขับพวงมาลัย 3 ก้าน ทรงกลมอันคุ้นเคยพร้อมปุ่มต่างๆติดตั้งมาให้ครบเครื่องใช้งาน ส่วนตัวกลับรู้สึกว่า ทำไม พวงมาลัยวงเล็กจัง เมื่อเทียบกับรถที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ พวงมาลัย น่าจะวงโตกว่านี้ เพื่อให้มิติการควบคุมดีขึ้น  สิ่งหนึ่งที่อยากติ คือ แกนพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทางก็จริง หากก็ยืดได้ สั้นมาก จนแทบไม่มีความหมายเลยในการใช้งาน โดยเฉพาะกับคนที่แขนขายาวอย่างผม เรือนไมล์ตรงกลาง แสดงผลด้วยจอขนาด 7 นิ้ว สามารถใช้งานได้หลากหลาย อยากได้ต้องซื้อตั้งแต่รุ่นกลางขึ้นมา  จึงจะตอบโจทย์

ข้อดีรถรุ่นนี้ คือเบาะฝั่งคนนั่งให้ ปรับไฟฟ้าเช่นกัน 4 ทิศทาง ในรุ่นท๊อปออพชั่นตัว  X เท่านั้น ตัวอื่นๆ คนนั่งปรับมือ เฉกเช่นรถอเนกประสงค์ทั่วไป เบาะนั่งหลังปรับพับได้ 60/40

การเข้า-ออกรถตอนหลังทำได้ค่อนข้างสะดวกพอสมควร เนื่องจากช่วงธรณีประตูไม่สูงมาก และระยะจากพื้นก็ไม่สูงเท่าไรนัก จึงทำให้คนโดยสารตอนหลังขึ้นลงสะดวกพอตัว

เรื่องพื้นที่โดยสารตอนหลัง เรียกว่าเหลือเฟือตอบโจทย์ในการใช้งานอย่างไม่ต้องสงสัย พื้นห้องโดยสารค่อนข้างเรียบ มีความสบายในการโดยสารพอสมควร เบาะนั่งตอนหลังออกแบบมาค่อนข้างแบนไม่มีลูกเล่นอะไรอย่างตอนหน้า ตรงกลางมีที่เท้าแขนมาให้ ท้ายคอนโซลกลางมีช่องแอร์มาให้ มีไฟอ่านหนังสือมาด้วย

ที่น่าแปลกใจ คือ แผงประตูหลังวางลำโพงไว้ต่ำมาก จนแทบเท้า แอบประหลาดใจในความคิดนักออกแบบ   MG   เล็กน้อย

เหลียวมองบนหลังคา มี Panoramic sunroof  มาให้ ตอบโจทย์ เรื่องสไตล์ความหรูหรา มันค่อนข้างบานใหญ่พอสมควร ทำงานด้วยไฟฟ้า จากปุ่มสวิทช์ที่อยู่ตรงกลางทางด้านหน้า

ทางด้านท้ายรถ  MG HS  รุ่น X ให้ประตูท้ายไฟฟ้า ถ้ารุ่นอื่นๆ ก็ใช้มือกันตามสะดวก จากที่ลองเปิด-ปิดด้วยมือดู บานค่อนข้างหนักเหมือนกัน และมีขนาดค่อนข้างใหญ่ พอสมควร เปิด มาพื้นที่สัมภาระดูเล็กกว่าแบรนด์เจ้าตลาด มันมีความจุ 463 ลิตร เมื่อเปิด ฟลอร์พื้นยกขึ้นมา จะพบช่องลับเอาไว้เก็บของจำเป็นต้องใช้ติดรถเป็นประจำได้อีกชั้น

ข่าวดี คือคุณมียางอะไหล่ให้ใช้ เวลาเดินทางไม่ต้องเพิ่งบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ถ้าไปยังที่ห่างไกล ตรงนี้ขอปรบมือให้   MG  เพราะปัจจุบัน หลายแบรนด์ราคานับล้านไม่ให้ยางอะไหล่ ด้วยเหตุผลกังวลเรื่องความปลอดภัยลูกค้า ทั้งที่เป็นรถอเนกประสงค์ต้องใช้เดินทางไกลบางที่ ผู้ช่วยฉุกเฉินก็ใช่จะมีให้บริการทุกที่

กลับมาทางด้านหน้า ตรงกลางอัดแน่นด้วยความสบาย เริ่มจากระบบเครื่องเสียงทำงานผ่านหน้าจอ 10 นิ้ว ระบบปฏิบัติการชุดเครื่องเสียงนี้ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายมาก การใช้งานลื่นไหลไม่มีปัญหา ในตัวมีระบบ i-Smart   รองรับการเชื่อมต่อ ให้ข้อมูลข่าวสารตามที่ต้องการได้อย่างครบครัน

การขับกล่อมความบันเทิง ผ่านลำโพง 6 ชิ้น 2 ชิ้น เป็นทวีตเตอร์ วางไว้ด้านหน้า ตรงเสา  A  ณจุดเดียวกับตำแหน่ง Blind Spot Warning

ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศแยกอิสระซ้าย-ขวา การใช้งาน เมื่อกดลงบนปุ่มแล้วจะไปแสดงการปรับระบบแอร์ที่ชุดจอเครื่องเสียงคล้ายในรถยุโรปหลายรุ่น แต่ในความจริงเลย เหมือนจะไฮโซ แต่ลูกค้าใช้งานยากมาก ต้องกด 2 สเต็ป ที่น่าตีมือคนคิดระบบที่สุด คือ  Logic   ในเรื่องการปรับอุณหภูมิแอร์ ปกติ เราจะปรับอุณหภูมิ กด เครื่องหมาย – น่าจะเป็นการลดอุณหภูมิลง และกด + เพื่อให้อุณหภูมิอุ่นขึ้น และเป็นมาตรฐานสากลในรถยนต์ หรือแม้กับแอร์บ้าน

แต่ใน  MG HS คุณกด + อุณหภูมิ ถึงลดลง กด – หมายถึงคุณต้องการให้อุ่นขึ้น จนผมกุมขมับกับการใช้งานมันช่วงแรกๆ

นอกจากนี้เรื่อง   User Interface   ยังมีประเด็นอีกหลายจุด อาทิ แผนที่จากของ  Tom Tom   เวลาแสดงผล จะเป็นในรูปแบบตามทิศทางจริงบนโลก เช่น เราวิ่งไปทางตะวันออก บนแผนที่รถก็จะวิ่งไปทางซ้าย เป็นต้น ซึ่งทำให้ ลูกค้าใช้งานยากและงง ต้องมีการปรับตัวกับระบบ หรืออย่างเจ้า   Blind Spot Warning มาเป็นไฟดวงเล็กๆ ตรง 3 เหลี่ยมหูช้าง ตรงนี้ผมก็ไม่ค่อยโอเค นัก เพราะมันไม่เป็นที่สังเกตเท่าไร กลับไปไว้ตรงกระจก ยังจะดีกว่า

เลื่อนลงมา ช่วงเกียร์ เป็นระบบต่างที่ต้องใช้ในการขับขี่ พูดถึงข้าวของในการขับขี่ เฉพาะรุ่น X   หลังพวงมาลัยมี Paddle Shift และ ปุ่ม Super Sport ให้กดใช้ยามขับขี่ได้ด้วย

 

การวิศวกรรม

ใต้เรือนร่าง MG HS   ทุกรุ่นที่ขายในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า สูงสุด ที่ 5,500 รอบต่อนาที และ ทำแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,700 -4,400 รอบต่อนาที ผ่านลงชุดเกียร์คลัทช์คู่ 7 สปีด  มีอัตราทด

  • เกียร์ 1 -4.231
  • เกียร์ 2 – 2.476
  • เกียร์ 3- 1.389
  • เกียร์ 4 -0.929
  • เกียร์ 5 – 0.755
  • เกียร์ 6- 0.714
  • เกียร์ 7- 0.566

ต้นกำลังบล็อกนี้คุ้นเคยจาก   MG GS   เดิมที่เข้ามาหลังจากแนะนำเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบเข้าทำตลาด ลูกค้าสนใจแต่ไม่กล้าซื้อ กว่าจะขายจนหมดล็อต เรียกว่ามีฮืดขึ้นคอท้าทายทีมการตลาดเหมือนกัน จึงเป็นเหตุผลที่เครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบ ซึ่งมีขายในจีน กลับไม่เข้าไทย

ทางด้านการบังคับทิศทาง เป็นหน้าที่ของระบบพวงมาลัยไฟฟ้า  EPS   ระบบช่วงล่างเลือกใช้ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงทางด้านหน้า และด้านหลัง เป็นมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง

การสั่งหยุดเป็นหน้าที่ของ ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ 2 ล้อหน้าเป็นจานระบายความร้อน และ 2 ล้อหลัง เป็น  Solid Disc  ด้วยกำลังและน้ำหนักตัวรถ 1.5 ตัน อาจจะถึง 2 ตัน ถ้านั่งเต็ม ผมแอบหวั่นใจเล็กน้อยกับเรื่องเบก ตอนอ่านรายละเอียดทางเทคนิคตัวรถ

 

การทดลองขับ

นี่เป็นครั้งแรกที่ผม มาขับ   MG HS   ตอนเปิดตัวปีที่แล้ว ผมไม่ได้จับรถคันนี้เลย เนื่องจากงานการยุ่งมากจนไม่เวลา ต้องส่งน้องนัทไปลองขับ ถ้ายังจำได้ (อ่านรีวิว เจ้านัทที่นี่)

ตอนน้องกลับมา ก็ชมเปราะรถคันนี้โดนใจ ตรงตัว แรงและไม่ซดน้ำมันมาก เหมือนรุ่นพี่ นั่นคือที่นัท บอกผม แต่เอาตรงๆ จากน้ำหนัก 1.5 ตัน กับเครื่องยนต์แค่ 162 แรงม้า ถึงจะสร้างความฮือฮาด้วยเครื่อง 1.5 ลิตร เทอร์โบ จากประสบการณ์บอกกับใจตัวเองลึกๆ ว่าไม่เท่าไรหรอก

ขึ้นขับ   MG HS  ปุ๊ป ชายวัย 30 กลาง อย่างผมที่ผ่านกับรถมาหลายรุ่น พูดตามตรงยอมรับว่าค่อนข้างถูกใจในรูปลักษณ์ เรือนร่างและของเล่นที่ให้มาครบเครื่องในราคาไม่ถึง 1.2 ล้านบาท

สิ่งเดียวในเรื่องการใช้งาน ที่ตะขิดตะขวงใจในช่วงลองขับอย่างมาก คือ เรื่อง   User Interface  ที่เปลี่ยนแปลงแบบเลอะเทอะ จนบางก็อยากถามคนจีนที่ออกแบบว่าไปเอาความคิดเหล่านี้มาจากไหน เช่นระบบปรับอากาศ กด + เพื่อลดอุณหภูมิ , แผนที่กลับข้างตามทิศทางการเดินทาง หรือ จะเป็นตำแหน่ง  Blind spot   อย่างที่กล่าวไป แถมเบาะนั่งก็สูงพอตัว ไม่เหมาะกับจะเรียกตัวมันว่าเบาะสปอร์ต

สิ่งเหล่านี้เริ่มทำให้ผมไม่โอเค กับ   MG HS   ยิ่งถ้าคิดว่าซื้อเป็นรถมาใช้เองประจำทุกวันคงคิดหนักไม่น้อยถ้าเจอแบบนี้ จนแอบคิดถึงลูกค้าที่คงจะมีไม่กี่คนได้ลองรถก่อนซื้อ คิดแล้วก็แอบถอนหายใจ

เส้นทางของเราเริ่มต้นขับในเมือง เฉกเช่นเดิม ในเมื่อนำวิศวกรรม   MG GS  มาใช้ต่อ โดยเฉพาะเกียร์คลัทช์คู่ ช่วงรถติดมีเย่ออยู่บ่อยครั้ง เพราะเกียร์แบบนี้จะตัดสินใจเปลี่ยนเกียร์เร็ว จนมีการกระตุก สะดุ้งอยู่เรื่อยๆ ช่วงความเร็วต่ำ บางครั้งคิดเยอะกว่าจะเปลี่ยนเกียร์ 1-2 วินาที ก็มี จนบางคนอาจจะไม่ชอบใจสิ่งที่เกิดขึ้นเท่าไรนัก

Full Review MG HS Turbo

ด้านทัศนวิสัยในการขับขี่ ถือว่า ดีพอสมควร เนื่องจากเบาะนั่งเรายังสูง จะเห็นมุมต่างๆ ได้ถ้วนทั่ว กระจกบานหน้ามีขนาดใหญ่ เสา  A   อาจจะหนา แต่กลับไม่บดบังอย่างที่เห็น กระจกด้านหลัง สามารถมองได้อย่างชัดเจน ทัศนวิสัย ในภาพรวมรถค่อนข้างดี

พวงมาลัยขับในเมือง ไม่ได้เบาหวิวควงสบายขนาดนั้น มันแอบมีน้ำหนักสักหน่อย เนื่องจากรถใช้ยาง 235 และใช้ล้อขอบ 18 ไม่ค่อยเป็นมิตรกับสุภาพสตรีเท่าไร ด้วยความเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า มันสามารถปรับเซทน้ำหนักพวงมาลัยได้ มี 3 จังหวะ คือ เบา , มาตรฐานและ มั่นคง

การขับในโหมด  Normal จะเป็นค่าที่ 2 จากที่เราลองสำรวจในตัวรถ ถ้าคุณคิดว่าจะต้องแลกกับศรีภรรยาขับรถ ควร ตั้งโหมดเลือกเอง แล้วเปลี่ยนให้เป็น ค่าเบา จะเป็นมิตรต่อคุณเธอมากกว่า

ค่ามั่นคง ถ้าไม่ตั้งเอง จะมาในโหมด Super Sport   เจ้าปุ่มแดงที่อยู่ในรถ ซึ่งพวงมาลัยจะมีน้ำหนักแน่นหนืดแบบรถยุโรป ทีเดียวเชียวล่ะ

แต่ก็มีประเด็นสำคัญที่ผมควรจะบอกทุกคนไว้ คือ ถ้าคุณเปิดระบบ Lane Keeping Assisted   เอาไว้ ระบบจะเข้ามาช่วยในการควบคุมพวงมาลัยรถให้อยู่กลางเลน อาการพวงมาลัย จะเบาผิดปกติ และจะหนักเปลี่ยนน้ำหนักเมื่อเข้าโค้ง หลายครั้ง หักให้คุณด้วยเมื่อพบทางโค้ง ประมาณมีมือแม่นาคช่วยขับให้ ระบบนี้ทำให้ระบบการบังคับพวงมาลัยมีความผิดเพี้ยนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการควบคุมรถ ปกติ ทั่วไป ถ้าต้องการขับรถเร็วไม่ควรใช้เด็ดขาด!! ขอเตือน

พอขับเร็วขึ้นมาหน่อย เช่นการเดินทางไกล ขับบนทางด้วน อาการเกียร์กระตุก จะหายเป็นปลิดทิ้ง ชุดเกียร์จะสมูทค่อนข้างมาก ในการส่งกำลัง อย่างที่เห็น อัตราทด ตั้งแต่ เกียร์ 4-7 เป็นการทด ต่ำกว่าหนึ่ง  Over Drive   ตลอดมาเรื่อยๆ

นี่เองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมพบว่าหลายครั้งต้องการอัตราเร่งแบบแรงๆ รถยังตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากว่า อัตราทดชิดของเกียร์เอง เรากำลังพูดถึงรถที่มีน้ำหนักตัวเปล่า เกือบ 1.6 ตัน ไม่รวมผู้ขับขี่ ถ้านั่งเต็มคันอาจจะ 2 ตันเศษ แต่มันกลับต้องพลอยเร่งอย่างเรื่อยๆ เกียร์ชอบตบ 2 ตำแหน่งตลอด เพื่อทำให้มันตอบสนองได้ดี

บ่อยครั้งเมื่อขับทางไกล ผมพบว่า เครื่องเกียร์ จะต้องพยายามสลับเกียร์เรื่อยๆ ทำให้อัตราประหยัดออกมาไม่สู้ดีนัก

จากการขับทดสอบ ของผมในเมือง ท่ามกลางสภาพจราจรรถติดขัด MG HS Turbo ขับมา 57.7 กิโลเมตร เติมน้ำมัน 5.942 ลิตร ได้อัตราประหยัดในเมือง 9.71 ก.ม./ลิตร ถือว่ากินโหด

และในส่วนของ   Bonn Test Mode   นั่ง 2 คน แอร์เย็นเพลงเพราะ ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 ก.ม./ช.ม. ในเขตเมือง และนอกเมืองขับใช้ความเร็วไม่เกิน 120 ก.ม./ช.ม. ระยะทางรวม 68.5 ก.ม. ได้อัตราประหยัด 11.68 ก.ม./ลิตร  เท่านั้น

เมื่อออกเดินทางต่างจังหวัด ลองขับทางไกล   MG HS  เป็นรถที่ค่อนข้างทำได้ดี พอสมควร ในเรื่องการขับขี่ เดินทางไกล ใช้ความเร็วนิ่งๆ รถค่อนข้างเงียบใช้ได้การเก็บเสียงเวลาเดินทาง ถือว่าทำได้ดีพอสมควร

Full Review MG HS Turbo

สิ่งเดียวที่ทำให้รถคันนี้รู้สึกไม่เหมือนรถหรูอย่างที่ควรจะเป็นกับภาพลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสาร อยู่ที่ระบบกันสะเทือนที่ค่อนข้างจะออกไปทางแข็งกระด้าง มีความนุ่มหนับซ่อนอยู่ในตัวแต่ไม่มากมาย แบบรถยุโรปที่แน่นหนึบ การขับถนบางแห่งที่มีลักษณะเป็นคลื่นลอน เช่นถนนเทซิเมนต์สมัยใหม่ จะพบว่า ตัวรถมีอาการยวบยาบ กระพือเป็นจังหวะ จะยิ่งเห็นได้ชัด เมื่อขับรถด้วยความเร็ว

ช่วงล่างอาจให้ความรู้สึกแน่นมั่นใจในการขับขี่อยู่ แต่ไม่ใช่กับความรู้สึกวางใจกับผู้ขับขี่ ผมเชื่อว่าใครเจอแบบนี้ คงถอนคันเร่งไม่มั่นใจอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ดี อีกเรื่องที่เป็นประเด็นในการขับขี่ คือเรื่องการเข้าโค้งและการเปลี่ยนเลนในช่วงความเร็วสูง รถจะมีการเอนตัวมากกว่ารถอเนกประสงค์หลายรุ่นที่วางจำหน่ายในท้องตลาด แม้ว่าจะใช้ช่วงล่างแบบเดียวกัน และมีการลดความสูงตัวรถลงมาสักหน่อยแล้วก็ตามที จากรุ่น  GS  จนมันไม่ใช่รถที่เหมาะจะไปมุดเล่นแหวกว่ายตามท้องถนน

การเอียงตัวมาก ในช่วงเข้าโค้ง ทำให้มันมีความหวั่นใจในการขับขี่ รวมถึงผู้นั่งอาจจะรู้สึกเสียว ถ้าคุณเข้าโค้งด้วยความเร็ว ผมรู้สึกว่าสมดุลรถคันนี้ในการเข้าโค้งไม่ดีเลย จนต้องถอนคันเร่งชะลอความเร็วทุกครั้งที่เข้าโค้ง เอาให้ชัวร์ดีกว่า

Full Review MG HS Turbo

อีกเรื่องที่   MG   ควรกลับไปขบคิด คือเรื่องความมั่นใจในการเบรก  ยามความเร็วต่ำ จะรู้สึกว่า เบรกแล้วรถดูทื่อๆ เหมือนเบรกไม่อยู่ให้ความรู้สึกไม่ดีแก่ผู้ขับขี่ขาดความมั่นใจในการใช้งาน แต่เมื่อใช้ความเร็วกลับรู้สึกมั่นใจมาก ราวกับเอาผ้าเบรกรถสปอร์ตมาใช้ สั่งหยุดความเร็วได้ดีใช้ได้

อย่างไรก็ดี การใช้โหมดต่างๆ ในการขับขี่ ที่มีมาให้ใช้งานนั้นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษอย่างมาก!!

โดยเฉพาะเจ้าโหมด  Super Sport   เมื่อเข้าโหมดนี้ พวงมาลัย จะเซทเป็นมั่นคง คันเร่งตอบสนองไว ขึ้นเหมือนโหมดสปอร์ต แต่!!!! ระบบไม่ได้สลายระบบความปลอดภัยที่คุณเปิดเอาไว้ โดยเฉพาะระบบ  Lane Keeping Assisted เจ้าปัญหา ที่พลอยจะเข้ามามีอำนาจเหนือการควบุคมพวงมาลัย และทำให้จังหวะพวงมาลัยที่คุณบังคับผิดเพี้ยน จนอาจเป็นอันตราย

ยิ่งมันอยู่ใกล้มือ เวลาขอขึ้นลูกค้าใช้ง่าย กดปุ่มกะซิ่งเต็มที่ แต่ลูกค้าไม่รู้ว่า จะต้องปิดระบบความปลอดภัยด้วย ไม่งั้นระบบจะพลอยแทรกแซงการขับขี่ ผมว่า เรื่องนี้อันตรายมากถึงมากที่สุด มันจะดีกว่าถ้าจะทำปุ่มซิ่งตรงนี้ให้ลูกค้า แล้ว สลายระบบความปลอดภัย จนกว่าลูกค้าจะยกเลิกกดเข้าโหมดปกติ ค่อยกลับมา

หลังจากขับทางยาวๆ ผมวัดหาอัตราประหยัด  MG HS   การเดินทางด้วยความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. นอกเมือง ผมได้อัตราประหยัด 11.42 ก.ม./ลิตร ส่วนตัว ถือว่าพอไหวกับรถที่มีขนาดและน้ำหนักตัวขนาดนี้

 

สรุป  MG HS Turbo …. รูปสวยรวยเสน่ห์ ….แต่ยังไม่ใช่รถหรู !!

MG HS   เป็นรถที่ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครก็คงสนใจมันไม่น้อย ในฐานะรถอเนกประสงค์ที่มีความใกล้เคียงกับคำว่ารถยนต์นั่งสุดหรู  จนถูกตาต้องใจหลายคน

ผมพูดความจริงตามตรงว่า  MG HS  เป็นหนึ่งในรถที่เดือนชอบมาก ตอนเห็นบนถนน ถามผมตลอดว่า จะเอามาขับเมื่อไร ซึ่งผมไม่แปลกใจ ด้วยความหรูหราของมันทั้งภายนอกภายใน ถูกชะตาหลายคนที่ต้องการรถอเนกประสงค์พอสมควร แถมราคาก็น่าสนใจ ได้รถขนาดใหญ่ในราคาเพียง 1.2 ล้านบาทเท่านั้น

Full Review MG HS Turbo

แต่หลังจากขับผมอยากบอกทุกคนว่า รถคันนี้ได้แค่สวย แต่เรื่องสมรรถนะการขับขี่เป็นรองจากคู่แข่งมาก เครื่อง 1.5 เทอร์โบก็ไม่ได้แรงอย่างที่คิด 162 แรงม้า กับรถน้ำหนักตัวเปล่าเกือบ 1.6 ตัน แรงบิดอาจจะมากกว่าชาวบ้านหน่อย 250 นิวตันเมตร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันแรงและเร็วกว่าเพื่อนนัก

จากการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ผมได้อัตราเร่งเฉลี่ยดังนี้

  • 0-100 ก.ม./ช.ม. ใน 10.4 วินาที
  • 80-120 ก.ม./ช.ม. ใน  7.53 วินาที

ส่วนความเร็วสูงสุด ทำได้เพียง 192 ก.ม./ช.ม. บนทางราบ ปกติ ระยะทางตรง 3.5 ก.ม

เมื่อนำข้อมูลการทดสอบ   MG HS  Turbo มาเปรียบเทียบกับ   MG GS  1.5 เทอร์โบก่อนหน้านี้ เราแอบประหลาดใจไม่น้อย เมื่อพบว่า รถมีอัตราเร่งแย่ลง ทั้ง อัตราเร่ง 0-100 และ 80-120 ก.ม./ช.ม. มันช้ากว่าราวๆ 1 วินาที ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากการออกแบบตัวรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในหลายมิติ รวมถึงน้ำหนักมากกว่าเดิมเล็กน้อย แถมอัตราเร่งขนาดนี้ รถอเนกประสงค์เครื่อง 2.0กลุ่ม   Entry Compact Crossover  ก็ทำได้และไม่หนีจากพวก  Compact   ทั่วไปนัก

ประเด็นสำคัญที่ผมไม่ประทับใจใน  MG HS   ก็เป็นเรื่องช่วงล่างที่เหมือนจะยังเซทไม่จบ มันขับได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อวิ่งทางตรงยาวๆ แต่เมื่อต้องเริ่มมุดไปมาในการจราจร หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วประมาณหนึ่ง รถจะตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร 0อย่างที่ควรจะเป็น มันโยนตัวมาก จนบางครั้งแปลกใจ ทำไม โยนอะไรขนาดนี้ หลายครั้งพบว่ามันออกอาการหน้าลื่นไถลบ้างเล็กน้อย ในโค้ง แต่ยังพอควบคุมได้  จุดนี้ผู้ใช้ควรระมัดระวัง

แถมเบรกความเร็วต่ำความรู้สึกไม่ดี เท่าความเร็วสูง ประกอบกับอาการเกียร์กระตุกจะหายไปเมื่อขับใช้ความเร็ว จนมันดูเหมือนเป็นรถที่อยากให้คุณขับเร็วทุกครั้งที่มีโอกาส ยิ่งเมื่อมองรวมกับอัตราประหยัดที่ทำได้ดี เมื่อวิ่งทางยาว ด้วยแล้วยิ่งตอกย้ำว่าใช่เลย ทั้งที่ผู้ใช้อาจจะต้องใช้งานในเมืองบ้าง มันกลับไม่เหมาะอย่างที่ควรจะเป็น

จะซื้อ  MG HS Turbo เหมือนคุณต้องมีซิตี้คาร์อีกคันที่บ้าน ขับดีทางยาว แต่ในเมืองขับแล้วบอกตามตรงว่าไม่ประทับใจนัก ยิ่งบอกว่าอยากปีนเกลียวรถหรู นี่ยังอีกหลายขุม

อย่างไรก็ดี ยังมีการบ้านอีกมากที่   MG  ต้องเขียนกลับไปให้ทางทีมวิศวกรชาวจีนเร่งแก้ไข ในหลายประเด็น เรื่องแรกเลย คือ  User Interface   ที่ผิดเพี้ยนอย่างหนักจากความเป็นจริง อย่างระบบปรับอากาศ กดบวก เพื่อลดอุณหภูมิขัดกับหลักความจริงในการใช้งานมากๆ และยังมีอีกหลายอย่าง ที่พี่จีน ทำเอาผมสับสนอลหม่านไปเหมือนกันว่า อะไรทำให้ใส่  Interface   แบบนี้

มันอาจดูกิ๊บเก๋ยูเรก้า แต่พอมาใช้งาน เอิ่ม… บางทีก็แอบสงสัยในความคิดคนที่ออกแบบระบบไปจนถึงคนที่ให้ผ่าน จนผลิตออกมาขายได้

สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือ ปุ่ม  Super Sport  มันทำให้เข้าโหมดพร้อมซิ่งง่าย แต่ไม่มีการตัดตัวช่วยการขับขี่ โดยเฉพาะระบบ   Lane Keeping   เจ้าปัญหาตัวก่อกวนพวงมาลัย จนบังคับเลี้ยวอาจจะผิดพลาด จนอาจเป็นต้นตออุบัติเหตุได้ ถ้าคุณขับซ่งแล้วไม่ได้ปิดระบบนี้

ส่วนตัวผมคิดว่า  กดปุ่มนี้หรือเข้าโหมดสปอร์ต เอ็มจี ควรจะออกแบบให้ระบบปิดความปลอดภัยเชิงป้องกัน   Active Safety  ให้หมด เพื่อไม่ให้ระบบมาจัดขวางการขับขี่ รถยุโรปส่วนใหญ่ปัจจุบนั จะทำแบบนี้ หรือไม่อย่างน้อยที่สุด ถ้าควบรวมระบบไม่ได้ ต้องทำ ปุ่มปิด Active Safety  ยกเลิกทั้งหมด ในปุ่มเดียวเข้ามา เพราะบางจุดเอาไปซ่อนไม่เป็นที่สังเกตแก่ลูกค้า Lane Keep มาอยู่ที่ก้านไฟเลี้ยว ผมหาตั้งนานกว่าจะเจอว่าปิดตรงไหน และบางระบบอย่างการป้องกันการชนทางด้านหน้า ก็ยังหาไม่เจอว่าปิดตรงไหน ด้วย

ในภาพรวม  MG HS Turbo คือรถอเนกประสงค์ที่ได้ลุคหรูดูดี ขับไปแล้วเฉิดฉาย แต่หลังจากผมใช้ชีวิตกับมัน เรื่องการขับขี่กลับรู้สึกว่ายังเป็นรองต่อแบรนด์เจ้าตลาดอยู่พอสมควร เป็นรถคันแรกในตระกูล  MG   ที่ผมพูดแบบนี้จริงๆ นั่นอาจด้วยเพราพวกเขานำแพลทฟอร์ม  GS  มาต่อยอด จนลืมมองไปว่าคู่แข่งก็มีการปรับตัวเช่นกัน

สิ่งที่ผมจับตามองคือ MG eHS  ที่กำลังจะเข้ามาขายในปลายปีนี้ อาจจะลบข้อด้อยเหล่านี้หรือไม่ แม้เราจะรู้ว่าแค่เปลี่ยนเครื่องใส่ร่าง แต่ก็คาดหวังเล็กๆ ว่า เอ็มจี จะเรียนรู้สิ่งที่พวกเขารับแรงสะท้อนจากลูกค้า และการปรับตัวของคู่แข่ง

 

 



Comments

comments