MG HS PHEV เพิ่มปลั้กให้ประหยัด ขับนุ่มขึ้นเยอะ

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์ยุคโควิด ระบาด   MG   เป็นแบรนด์ที่ได้รับการจับตาอย่างมาก ที่ผ่านมา พวกเขา ส่งรถที่คุ้มค่าคุ้มราคาลงมา หนึ่งในนั้น คือ  MG HS  PHEV   รถยนต์ไฮบริดเสียบปลั้กมาเขย่าวงการ SUV ด้วยการเป็นรถยนต์ไฮบริด แบบสามารถชาร์จไฟบ้าน ได้ที่มีราคาถูกที่สุดในวันนี้ 

 MG HS PHEV พูดตามตรง พื้นฐานของรถคันนี้ ก็มาจากรถยนต์   MG HS   ที่เปิดตัวมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว การกลับมาหนนี้ ทางเอ็มจี ให้ความน่าสนใจมากขึ้น เพิ่มเติมด้วยความหรูหรา ทันสมัย ภายใต้แนวคิด การพัฒนา ที่เปลี่ยนจากทางสปอร์ตหรู กว่าเดิม 

ตัวรถภายนอก ถ้ามองเผินๆ มันก็คือ   MG HS   ที่เรารู้จักกันดี ที่จริงรถรุ่นนี้มีความตั้งใจ ทำให้รถมีความหรูหราทันสมัย อยู่แล้ว ตั้งแต่ที่เปิดตัวมาก ก็จับใจลูกค้าไปได้มากพอสมควร เห็นตามท้องถนนมากมาย 

การกลับมางวดนี้ ทางเอ็มจี จึงตั้งใจจะลงสู่ตลาดไฮบริดบ้าง หลังจากเป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามาสักพักใหญ่ รถรุ่นนี้เป็นไลน์อัพ New Energy Vehicle  ก็เลยปรับรายละเอียด บางส่วน ให้มันดูแตกต่างกัน

ภายนอก อย่างแรกทีมองแล้วมีความสะดุดตาทันที คงเป็นล้ออัลลอยลายใหม่ เป็นขนาด 18  นิ้ว ดูทันสมัยมากขึ้น รวมถึง เพิ่มตรา   PHEV  ทางด้านหลัง ให้ตัวรถบ่งความพิเศษ กับคนทีขับตามมาว่า รถคันนี้ไม่ธรรมดา อย่างที่เห็น 

สีภายนอกหมือนเดิม มี  3  สี คือขาว แดง ดำ ที่จริง อยากให้ เพิ่มสีเทาเข้ม ที่กำลังฮิตในยุคนี้ และเป้นสียอดฮิคคนไทย จอมขี้เกียจ ที่ไม่อยากจะล้างรถบ่อยๆ 

พอเปิดภายในห้องโดยสาร กวาดสายตา วันนี้รถทดสอบของเราเป็นสีขาว ก็มาพร้อมกับภายในห้องโดยสารทูโทนขาว สลับน้ำเงิน สี Monaco Blue  ให้ความรู้สึกหรูหรา ตั้งแต่แรกเห็น 

เบาะนั่งคู่หน้า จัดการปรับงานออกแบบใหม่ เป็นสไตล์สปอร์ต   Bucket Seat   เพิ่มความรู้สึกดูดี กว่ารุ่นปกติ กวาดสายตาไปรอบๆ จับสัมผัส วัสดุ Soft Touch   ถูกแนะนำเข้ามาในจุดที่เป็น   Touch Point  ของตัวรถกับผู้ขับขี่ ทำให้รู้สึกดีมากขึ้น รวมถึง บนหลังคา มี พาโนรามิก ซันรูฟขนาดใหญ่ เพิ่มเข้ามา ยาวตั้งแต่ตอนหน้าไปจนตอนหลัง ให้ความรู้สึกกว้างขวางมากขึ้น บานกระจกสามารถเปิดได้ครึ่งหน้า ถ้าต้องการรับลมเข้ารถ

ตรงหน้าคนขับ เรือนไมล์ ถูกเปลี่ยนใหม่ เป็นดิจิตอลเต็มระบบขนาด 12  นิ้ว Full Virtual Dashboard  สามารถในการให้ข้อมูลระหว่างการขับขี่ และ ยังเปลี่ยนหน้าตา ให้ความทันสมัยมากขึ้น

ถ้าคุณกดเปลี่ยนโหมดการขับขี่ โดยเฉพาะโหมดขับขี่ Super Sport   ชุดจอ จะมีกราฟิก ที่สวยงามมากเป็นพิเศษ จนคุณรู้สึกว้าว ทันที และดูเร้าอารมณ์ในการขับขี่มากขึ้น 

ชุดหน้าจอนี้ สามารถบอกค่า ต่างที่จำเป็นให้ข้อมูลการขับขี่ ที่ชัดเจน เริ่มจากไฟ % การใช้พลังงานในระหว่างการขับขี่ และ ความเร็ว อยู่ทางด้านซ้ายมือ ตรงกลาง สามารถเลือกดู ข้อมูลต่างๆ ได้ เช่น การไหลเวียนพลังงาน ไปจนถึง การทำงาน ของระบบไฮบริด ช่วยให้เราสามารถเข้าใจแนวทางการทำงานได้มากขึ้น 

ตรงกลางคอนโซลหน้า ระบบความบันเทิง ถูกปรับจอใหม่ เป็นขนาด  10  นิ้ว  ให้ข้อมูลมากกว่า และเหมือนเดิม หน้าจอนี้ ยังทำงานร่วมกับ ระบบ  MG i Smart   รวมถึง บอกค่าการทำงานของ  MG HS PHEV   ได้ด้วย ในหลายทางๆ  

ส่วนการขับกล่อมภายในรถ ได้รับการอัพเกรด ด้วยชุดลำโพงจาก   Bose   8.1  มอบมิติทิศทางเสียง คุณภาพดีเกินหน้าตา รถอเนกประสงค์ในระเดียวกัน เท่าที่ลองฟังจากเพลงหลายๆแนว มันไม่ได้เป็นเครื่องเสียง สำหรับ เพลงร๊อค เปิดกระหึ่มเอามันส์ มันเหมาะกับ พวก Pop  และ โทนเพลง ที่ใช้เสียงกลางๆ ไม่เน้นความแน่นของเบสมากนัก 

การตบแต่ง ช่วงคอนโซลกลาง ถูกปรับใหม่ คันเกียร์ใหม่ ข้างๆ จะมีปุ่ม คำว่า   EV   เพื่อใช้ในการขับขี่ โหมดไฟฟ้า และ ปุ่มปรับโหมดต่างๆ รวมถึงจัดวางเบรกมือไฟฟ้าไว้ให้ใช้งานด้วยตรงนี้ 

พื้นที่การโดยสารตอนหลัง รวมๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรมากจากรุ่น  HS  แต่ดูเหมือนว่า ทาง MG   จัดการปรับการตัดเย็บเบาะหลังให้มีความสปอร์ต สอดคล้องกับเบาะนั่งหน้า มีช่องแอร์ และ ที่ชาร์จ  USB  2 ช่อง ให้มาเพื่อความสบายสูงสุด 

รวมๆ ในห้องโดยสาร เหมือนจะปรับรายละเอียดไปไม่มากเท่าไร นับชิ้นได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า น่าใช้ขึ้นเยอะ สำหรับใครที่กังวลว่า ห้องโดยสาร สีขาว จะสกปรก เลอะเทอะ ทำความสะอาด ก็ยังมีสีดำ  ให้เลือกด้วย  แต่จะมีในรถสีแดง และสีดำเท่านั้น ทำให้ลูกค้าที่อยากได้สีขาว ภายในดำ ไม่มีทางเลือกเท่าไรนัก

การวิศวกรรม 

ใต้เรือนร่างเจ้า  SUV   คันโต  ทาง  MG   นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ในการขับเคลื่อน ด้วยระบบไฮบริดเสียบปลั้ก 

หลายคนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ ต้องกล่าวตามตรงว่า มันเหมือนการผสมผสาน ระหว่างระบบไฮบริดปกติ เข้ากับรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้แบตเตอร์รี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึง มอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังขับมากขึ้น ทำให้สามารถขับด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนโดยไม่ต้องใช้น้ำมันได้ ในระยะทางหนึ่ง แล้วสามารถชาร์จไฟบ้าน เพื่ออัดประจุพลังงาน คล้ายกับมือถือบ้านๆ ที่เรารู้จักกันดี

MG HS PHEV   สามารถขับด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ 67 กิโลเมตร มากที่สุดในรถยนต์   PHEV   ที่มีขายในระดับ   Mass Market   ด้วยกัน (ถ้ามากที่สุดตอนนี้คือ Benz GLE350de สามารถขับได้ 100 ก.ม./การชาร์จ)

MG HS PHEV ระบบขับเคลื่อน
เปิดห้องเครื่องยนต์มาอาจจะแปลกใจที่มันดูเหมือนตัวเบนซิน เพราะใช้เครื่องยนต์ เดียวกัน

ระบบทำงานโดยอาศัย เครื่องยนต์ 1.5  ลิตร เทอร์โบชาร์จ ขุมพลังเก่าบล็อกเดิม162 แรงม้า สูงสุด  ที่  5,500 รอบต่อนาที รับเข้ากับแรงบิดสูงสุด  250   นิวตันเมตร ที่   1,700-4,300   รอบต่อนาที แล้วพกมอเตอร์ไฟฟ้า   122 แรงม้า ให้แรงบิด  230 นิวตันเมตร 

กำลังบำรุงมอเตอร์ เป็นหน้าที่ของแบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออนขนาด   16.6   กิโลวัตต์ชั่วโมง จัดวางไว้ตรงกลางรถ และช่วงใต้ที่นั่งหลังบางส่วน ช่องชาร์จเป็นแบบ Type 2 หาที่ไหนก็ได้ ขนาดถังน้ำมันยุบลงเหลือเพียง   37  ลิตรเท่านั้น 

ความพิเศษของเจ้ารถคันนี้ อยู่ที่ระบบส่งกำลังแบบใหม่ ครั้งแรก กับชุดเกียร์   10  สปีด   EDU  สามารถรับการขับเคลื่อน ทั้งมอเตอร์และ เครื่องยนต์พร้อมกัน โดยแบ่งอัตราทดเกียร์ เป็น  2  ฝั่ง 

ฝั่งเครื่องยนต์ มีอัตราทด   6  เกียร์ เดินหน้า และ  1  เกียร์ถอยหลัง  ด้านมอเตอร์ไฟฟ้า ให้อัตราทด  4  สปีด และ  1  จังหวะถอยหลัง ที่ว่า มี 10 เกียร์ ก็มาจาก อัตราทด 6+4 กลายเป็นสิบเกียร์ ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ ว่า มี 10 เกียร์เดิน ในฝั่งเครื่องยนต์เท่านั้น 

ความพิเศษของระบบเกียร์นี้คือ การมีอัตราทดเกียร์ ให้มอเตอร์ไฟฟ้า ปกติมอเตอร์ไฟฟ้า จะไม่มีเกียร์ทด จะใช้หลักการ อัตราทดเดียวลงเฟืองท้ายไปหมุนล้อ ปกติแล้ว อาศัยการทำงานจากมอเตอร์ที่สามารถหมุนรอบจัดได้สบายมาก แต่ปัญหา คือมันกินไฟฟ้ามาก กว่า แม้จะตอบสนองดีกว่า การเอาเกียร์ทดมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ก็เรียกว่า เป็นความคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ จากวิศวกรชาวจีน

กำลังขับรวมของ   MG HS PHEV   อยู่ที่   284 แรงม้า และให้แรงบิดสูงถึง   480  นิวตันเมตร ถือว่ามากพอสมควร มีพลังเพิ่มเกือบเท่าตัว จากรุ่นธรรมดา

ระบบช่วงล่างยังคงเซทติ้งเดิม ตามที่มีข้อมูล ยังคงช่วงล่างหน้าแบบ แม็คเฟอร์สันสตรัท ทางด้านหลัง แบบ อิสระ มัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง  

ชุดดิสก์เบรก 4  ล้อ ถูกติดตั้งเข้ามา โดยล้อหน้าเป็นแบบมีการระบายความร้อน เสริมอำนาจการเบรก มากขึ้นไปอีก 

การทดลองขับ  MG HS PHEV

ท้าวความย้อนไป ตอนทดลอง   MG HS   รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ( สามารถอ่านได้ที่นี่) ทีแรกมันเป็นรถที่ผมชอบมาก หน้าตาดูน่าใช้ ออพชั่นความหรูหรา และความปลอดภัยครบ มารอบคัน 

จนกระทั่งลองขับ รู้สึกว่า มันออกจะซดน้ำมัน และ ช่วงล่างนั่งไม่ค่อยสบายสมความเป็นรถหรูเท่าไร กลายเป็นประเด็นที่ต้องทิ้งท้ายไว้ในรีวิว ว่า ให้ควรพิจารณา ถ้าใครคิดจะซื้อ

การมาของ   MG HS PHEV   หลังจากลองจับขับสั้นๆ ในคราวแรก ผมว่าเทคนิคการขับเคลื่อนใหม่นี้ค่อนข้างจะน่าสนใจไม่น้อย แถมราคาของรถรุ่นนี้ ทำให้มันออกมาเป็น   PHEV   ที่ถูกที่สุดวันนี้ ผมคิดว่ามันน่าสนใจไม่น้อย กับราคาและเทคโนโลยี ที่มีบางอย่างใหม่มากจนเฝ้ารอถามทางเอ็มจีว่า เมื่อไร จะให้นำมาทดสอบอีกครั้ง

ยิ่งกว่านั้น มันตรงกับจริตคนจะซื้อรถสำหรับครอบครัว หลายคนก็คงมองเหมือนกันว่า จะซื้อรถราคา 7 หลักก็คงอยากได้ รถที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ควรจะเป็นระบบไฮบริดอะไรก็ได้สักอย่าง ทั้งยังต้องดูดี มีฟังชั้นใช้งานที่เหมาะสม ออพชั่นล้นคัน ทั้งหมดนั้นทำให้ MG HS PHEV น่าจะมาอยู่ในหัว หลายคน

หนึ่งในนั้น ก็มีรุ่นพี่ผม ที่ทำงานเก่าคนหนึ่ง ที่พี่แกรอให้ภรรยาตัดสินใจว่าจะซื้ออะไร และหนึ่งในรถที่เลือกนำเสนอ ท่านผบ. ก็มี MG HS PHEV รวมอยู่ด้วย

ช่องชาร์จ Type 2 สามารถชาร์ตที่ไหนก็ได้ มีเยอะแยะไปหมด

การขับเคลื่อนและอัตราประหยัด

ถ้าให้พูดว่ารถคันนี้เปลี่ยนแปลงอะไร หลักก็คงหนีไม่พ้น ระบบขับเคลื่อน แบบ ไฮบริดเสียบปลั้ก ที่แนะนำเข้ามา โดยมีเป้าหมายว่า มันจะประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ไปพร้อมกับลดการปล่อยไอเสียลงด้วยในทางเดียว

ระบบขับเคลื่อยนี้ มี 5 โหมด การขับขี่ ได้แก่

  • Normal โหมด การขับขี่ปกติด เป็นค่าที่ใ้ทุกครั้งที่เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์
  • Sport โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต เน้นการใช้งานเครื่องยนต์
  • Super Sport เหมือนโหมดสปอร์ต แต่ เน้นการขับขี่และตอบสนองมากกว่า คันเร่งจะไวกว่า
  • Eco โหมด ขับประหยัด สำหรับใครสายทินองนอย ต้องเซฟนำมันในการเดินทาง
  • EV โหมด ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า จะเป็นปุ่มแยก อยู่ที่คอนโซลกลาง เมื่อกดแล้ว ระบบจะใช้ไฟและมอเตอร์ขับเคลื่อนเท่านั้น เมื่อไฟหมด จะตัดไปโหมด Normal
MG HS PHEV โหมดปกติ

ย้อนไปตอนทดสอบกลุ่ม ทีมงาน MG ได้เผยว่า ข้อแตกต่างของระบบ MG HS PHEV กับระบบของเจ้าอื่น สำคัญ คือการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าตลอดเวลา ถ้าคุณไม่กด EV

ขณะที่เจ้าอื่น จากที่ผมมีประสบการณ์ผ่านมือมาก็เยอะ สตาร์ทแล้วจะขับด้วย EV คุณต้องทำการปรับโหมด 2 โหมด คือ

  • เก็บแบต หรือ Hold สงวนไฟ ไปใช้ในภายภาคหน้า
  • ชาร์จ จะปรับเครื่องยนต์ให้ทั้งขับเคลื่อน และทั้งปั่นไฟฟ้า

ทั้ง 2 โหมด ที่กล่าว มานี้ ไม่มีในรถยนต์ MG HS PHEV ทุกอย่างทำงานโดยระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมาวุ่นวายกดปุ่มไปๆ มาๆ ให้งงงวย ตอนขึ้นรถคันนี้ในหนนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าท่า

ถ้าเรามองความจริงว่า คุณเป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่ซื้อรถยนต์ที่ทันสมัย ไม่มีความรู้เรื่องระบบมากนัก การทำงานอัตโนมัติ จะลบเงื่อนไข จะต้องมานั่งเรียนรู้ การทำงานของระบบไปได้พอสมควร แค่ขับและกดตามโหมดที่เราจะใช้อย่างเดียว

โหมด EV เป็นโหมดขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน สามารถกดใช้งานได้ ทันทีตั้งแต่ออกตัว เมื่อกดแล้ว ระบบจะทำการตัดการทำงานของเครื่องยนต์ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับขี่เท่านั้น

ตามการเคลมของ MG เจ้า SUV เสียบปลั้กคันนี้ มีความสามารถในการวิ่งไฟฟ้าล้วน ราวๆ 67 กิโลเมตร นั่นมากพอ สำหรับการเดินทางจาก บางใหญ่ไปสีลม แล้วกลับมาบางใหญ่ โดยที่คุณไม่ต้องใช้น้ำมันยังได้

ที่จริงตอนทดสอบกลุม ผมเคยลอง วิ่ง โหมดไฟฟ้าล้วนในเมือง ที่ต้องอ้างอิงเรื่องนี้ขึ้นมา ด้วย มันเป็นช่วงเวลาปกติ ก่อนโควิดระบาย เหมือนในช่วงที่เขียนรีวิวนี้มาก การจราจรคับคั่งไปจนถึงติดขัด เราขับในเมือง ออกจาก CDC ไปตามถนนพระราม 9 ปลายทาง พุทธมนฑล สาย 1

MG HS PHEV โหมด EV
เมื่อขับในเมือง รถรุ่นนี้ถือว่าประหยัดมาก ถ้าใช้โหมดไฟฟ้าล้วน

ตลอดการขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน การตอบสนองไม่ได้รุ้สึกว่าเชื่องช้า หากก็ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าด มาก มอเตอร์ขับเคลื่อนแบบเงียบๆ ให้ความรู้สึกแบบรถยนต์ไฟฟ้า ต้องขอบคุณากรวิศวกรรม มอเตอร์ที่วางขนลวดแบบใหม่ ที่เรียกว่า Hairpin Design ระบายความร้อนด้วยน้ำ การตอบสนองของมอเตอร์จึงค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมในการขับขี่ ตอบสนองกดเป็นมา

ข้อสำคัญ อย่างทีกล่าวไปแล้ว ชุดเกียร์มีให้ 4 จังหวะสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้สามารถทำงาานรอบต่ำ และยังทำความเร็วได้ โดยไม่กินไฟฟ้ามากนัก จน คุณจะแปลกใจที่รู้ว่ามอเตอร์ไฟฟ้า สามารถพาเจ้า HS PHEV พุ่งทะยานเร็วสุดๆที่ความเร็ว 165 ก.ม/ช.ม. อย่างหน้าตาเฉย

MG HS PHEV โหมด EV
โหมดไฟฟ้าล้วนสามารถขับได้ ด้วยความเร็วสูงมาก เป็นจุดเด่นหนึ่งของ รถรุ่นนี้

ผมแค่ไม่ชอบ ชุดเกีร์นี้ตรงมีอาการวูบเหมือนคลัทช์ลื่นช่วงสั้นๆ ระหว่างเปลี่ยนอัตราทก จาก 1 ไป 2 เป็นจังหวะเดียว ที่ทำให้ให้นึกถึง อาการเดียวกับ MG 3 ถึงจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม

ระยะทางขับ   30  กิโลเมตร ใช้ไฟฟ้าไป  55%  คงเหลือ 45 % สามารถขับได้อีก 30  กิโลเมตร ตามการคำนวนของรถ 

บนหน้าปัด บอกอัตราประหยัด  22.6 กิโลวัตต์ ต่อ100 กิโลเมตร หรือ ราวๆ 4.42 กิโลเมตร ต่อกิโลวัตต์ โดยใช้ความเร็วไม่ได้มากมาย   50-80  กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นช่วงความเร็วขับปกติ ทั่วไป 

การที่ชุดขับมอเตอร์ไฟฟ้ามีเกียร์ 4 สปีด ทำให้ไม่ต้องหมุนรอบเยอะมาก ช่วยประหยัดพลังงาน

ถ้าจะถามว่า ค่าไฟฟ้า ชาร์จต่อครั้งเท่าไร

ตามข้อมูล การชาร์จไฟด้วยอัตราจัดเก็บแบบ Tou ของการไฟฟ้า นครหลวง จะมีค่าไฟฟ้าเพียง 32 บาท ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ใช้เวลา 3 ชั่วโมง สำหรับ ตู้ สาธารณะและ 5 ชั่วโมง สำหรับที่ชาร์จฉุกเฉินพกพา

เรียนตามตรง รู้สึกว่า การชาร์จไฟฟ้าค่อนข้างจะนานไปสักหน่อย เมื่อเทียบกับความต้องการในการใช้ และความเป็นจริง เช่น คุณไปห้าง จอดรถสักชั่วโมง กลับมา ก้ยังได้ไฟฟ้าไม่ถึงครึ่ง

เรื่องนี้ต้องโทษ เจ้า On Board Charger ที่มีกำลังรับไฟฟ้า ได้แค่ 3.7 กิโฟลวัตต์ เท่านั้น ทั้งที่มันควรจะมากกว่านี้

ในหนนี้ ผมโคจรมาเจอ เจ้าเสียบปลั้กอีกครั้ง หมายมั่นว่า จะลองในโหมดปกติทั่วไป อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่า MG ออกแบบระบบให้มันทำงาน ด้วยเครื่องยนต์ และมอเตอร์พร้อมกัน ถ้าคุณไม่ได้ กดโหมดไฟฟ้า ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะคิดว่าแล้ว มันประหยัดได้ไง จริงหรือเปล่า

ความคิดนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่จริง มันถูกเรียกว่า ระบบไฮบริดแบบคู่ขนาน เคยมีบริษัท อย่าง ฮอนด้า มอเตอร์ ทำออกมาใน Honda Insight ในช่วงเดียวกับ ยุค IMA

MG HS PHEV โหมดปกติ
ในโหมดปกติ ระบบจะทำงานในรูปแบบ ไฮบริดคู่ขนานเป็นหลัก

ใช่มันฟังดู เป็นความคิดที่แย่ เสียพลังงาน 2 อย่าง ในเวลาเดียวไปขับล้อ ทำไม ไม่เอาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วตัดสลับ ผมก็คิดแบบคุณนั่นแหละ จนกระทั่งผมมาถึงบางอ้อ กับความจริงว่า เมื่อไม่โหมด Hold/ Charge มาให้ ถ้าคนไม่กด EV ตามปกติ รถ PHEV จะเป็นการใช้ไฟฟ้าจนเกลี้ยงแล้วปัดเป็นไฮบริดในภายหลัง แบบนั้น มันก็มีข้อเสียเช่นกัน

จากประสบการณ์ส่วนตัว การขับเข้าเมือง จะมีช่วงแรกที่ เป็นไฮเวย์ ถนนสามารถใช้ความเร็วได้ ถ้าเราให้ระบบใช้ไฟฟ้าก่อนเหมือนเดิม ไฟก็จะหายไปเยอะ กว่าจะได้ใช้ไฟฟ้า ก็อาจจะแทบเกลี้ยง

ดังน้นถ้าให้เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับไฟฟ้าตั้งแต่แรก ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยกว่าเครื่องยนต์ มันจะใช้ในจังหวะ ความเร็วต่ำ ออกตัว เร่งแซง

การออกแบบให้ระบบมีการทำงานเช่นนี้ มีข้อดีข้อหนึ่ง คือ ไม่สิ้นเปลืองไฟฟ้าไปก่อนโดยใช่เหตุ ระบบ จะทำงานโดยดึงไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยไประหว่างที่คุณยังขับด้วยน้ำมัน เป็นการถัวเฉลี่ยพลังงาน เพื่อให้สามารถขับด้วยไฟฟ้าได้นานขึ้น ด้วย อาศัยความสามารถชุดเกียร์เข้าช่วย และ คุณจะมีไฟฟ้าไปใช้ในช่วงที่เหมาะสม โดยไม่ต้องกดโหมดวุ่นวาย

ระบบจะออกตัว และขับความเร็วต่ำในช่วง ไม่เกิน 60 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าแทบทั้งสิ้น และ เมื่อความเร็วสูงขึ้น จะทำงานแบบผสมผสาน บางจังหวะ เช่น ชะลอความเร็ว ลงเนิน หรือ เราขับด้วยความเร็วคงที่ ระบบจะชาร์จไฟฟ้า กลับไปแบตเตอร์รี่บ้าง

พอขับบ่อยๆ ผมก็เริ่มรู้สึกว่า แนวความคิดนี้ ที่จริงก็ไม่เลวนัก เพราะว่า มันคือความจริงที่น่ารำคาญใจ ยามใช้รถ PHEV แล้วบ้านอยู่ชานเมือง

ผมทดลองขับขี่โดยมีเสน้ทางจากย่านคลอง 5 เข้าเมือง แล้ววนกลับไปบ้านที่บางใหญ่ ระยะทาง 62.5 กิโลเมตร บนหน้าปัดโชว์อัตราประหยัด   20.8   ก.ม./ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากินแบตเตอร์รี่ที่   8.1 กิโลวัตต์/100  กิโลเมตร หรือ  12.3 กิโลเมตร ต่อกิโลวัตต์ 

ติต่างว่า มันกินน้ำมัน 3 ลิตร และ ไฟฟ้า 2-3 กิโลวัตต์ เท่านั้น ถ้าถัวรวมค่าเดินทางก็จะอยู่ราวๆ 100 บาท (คำนวนจากค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ใช้) ถือว่าค่อนข้างถูก เทียบกับรถสันดาปเพียวๆ

แนวความคิดในการใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดคู่ขนาน ยังมีดีเวลาออกเดินทางต่างจังหวัด การทดมอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำงานในช่วงความเร็วสูงได้ ทำให้ มันกินไฟฟ้าน้อยลง และเป็นตัวเสริมพลังในการขับขี่ ไม่ให้เครื่องยนต์สวิงไปมาก เหมือนเวลาเราใช้รถสันดาปปกติทั่วไป

MG HS PHEV สีขาว
การวางแนวทางว่าขับด้วยระบบไฮบริดคู่ขนาาน ทำให้รถค่อนข้างประหยัดน้ำมันในการขับขี่พอสมควร จนสามารถลดขนาดถังน้ำมัน เหลือเท่า อีโค่คาร์ได้

พอใช้ความเร็ว ระบบจะเซทให้รอบเครื่องยนต์ทำงานอยู่ในช่วง 2000 รอบต่อนาที นิ่งๆ ที่ความเร็ว 110 ก.ม. /ช.ม.​เมื่อเราต้องการเร่งแซง ทั้งหมด จะเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าสร้างแรงบิด ให้ก่อน เนื่องจากตอบสนองดีกว่า เว้นว่า เราต้องการทำความเร็วสูง เครื่องยนต์จึงจะเร่งตามขึ้น

เมื่อนั้นคุณจะมีโอกาสาเห็นพลังขับ 240 แรงม้า ออกมาวาดลวดลาย ในช่วงเวลาสั้นๆ ให้ได้ประจักษ์ว่า กำลังขับมหาศาล มีอยู่จริง ไม่ใช่ตัวเลข แค่ในโบว์ชัวร์เท่านั้น

อาการดึงเวลาเร่งเต็มๆ MG HS PHEV ไม่ได้ ดันคุณกระแทกหลังติดเบาะ ความรู้สึก เหมือนขับเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีกำลังสูงมากกว่า ทำให้รถยังนั่งสบาย แม้คนขับจะบู๊อย่างเมามันส์ในระหว่างขับไปตามถนน

ในบางจังหวะการทำงาน เครืองยนต์จะปรับตัวเองมาเป็นโหมดชาร์จไฟฟ้า ทำงานอัตโนมัติ เมื่อใช้ความเร็วคงที่ ในช่วง 90-110 ก.ม./ช.ม.​จะให้ประสิทธิภาพดีที่สุด สามารถปันไฟฟ้าบางส่วนกลับมาพร้อมใช้งานได้

ผมเองยังไม่แน่ใจว่า เงื่อนไขระบบทำงานอย่างไรบ้าง แต่บางครั้ง เราพบว่า แบตเตอร์รี่ที่เหือดแห้งไร้ระบทาง สามารถฟื้นจากความตายได้ อย่างน่อัศจรรย์ใจ จนมีระยะทางขับไฟฟ้าสั้นๆ ผมเคยชาร์จได้มากสุด 9% จาก 0 สามารถวิ่งได้ราวๆ 6-7 กิโลเมตร ก็พอสำหรับการขับในความเร็วต่ำหรือในเมืองช่วงสั้นๆ

การพัฒนาให้เป็นระบบไฮบริดคู่ขนาาน ทำให้ ระบบขับเคลื่อน MG HS PHEV มีประจุแบตเตอร์รี่ที่ใช้ได้ยาวมาก ถ้าคุณขับ โดยไม่ใช้โหมดไฟฟ้า จากที่ผมขับ ความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. แบตเตรอ์รี่จะมีระยะทางให้ใช้ถึง 240 กิโลเมตร ก่อนจะโบกมืออำลา

MG HS PHEV

ถ้าถามอัตราประหยัดในการเดินทาง จากที่ขับในการทดลอง เรามีไฟฟ้า 51% เดินทางได้ 41 กิโลเมตร  เราเดินทางระยะทาง 104.3  กิโลเมตร เติมน้ำมันไป 6.64  ลิตร และ เหลือไฟฟ้า อีก   30% เดินทางได้อีก 21 กิโลเมตร 

นั่นเท่ากับอัตราประหยัดด้วยน้ำมัน อยู่ที่ 15.7  กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่า ดีมากๆ แต่ อย่างลืมว่า เราเสียไฟฟ้าไปอีก 20% หรือ ราวๆ  3.48   กิโลวัตต์ หรือราวๆ  9  บาท ในระยะนี้ 

ถ้านำมาคำนวนเป็นค่าเดินทาง 185.3 บาท (ค่าน้ำมันที่เติม ณ วันทดสอบ แก๊สโซฮอล  95  ลิตร ละ  27.90 บาท) บวกกับ ค่าไฟฟ้า   9  บาท  (ถ้าคิด ตามวิธีการ  Tou ) เราจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งสิ้น  194.3 บาท ในระยะทาง 104.3 กิโลเมตร  เท่ากับมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางตก 53  สตางค์ ต่อกิโลเมตร ถือว่า ถูกมาก พอสมควร

แต่เมื่อแบตเตอร์รี่ต่ำ ส่วนใหญ่ ก็จะเป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์ แถมขับเคลื่อนไม่พอ ยังจะต้องมาชาร์จอัตโนมัติ ช่วยอีกแรง ออกกำลัง 2 ด้าน อัตราประหยัดก็ย่อมร่วง เป็นธรรมดา แต่ผมไม่ได้วัดในโหมดดังกล่าว

ช่วงล่าง และการควบคุม

ประหยัดดีมั่นใจ ขับสนุกพอตัว อีกอย่างที่ยกให้ MG HS PHEV ว่าปรับมาดีมาก ก็หนีไม่พ้น เซทติ้งระบบกันสะเทือน ทำออกมาจนน่าใจหาย

อย่างที่พอจะเดาได้ การเพิ่มอุปกรณ์ระบบไฮบริดเข้ามา ทำให้น้ำหนักตัวรถมากขึ้น จาก 1,570 กก. เพิ่มมาเป็น 1,775 กก. หรือ เพิ่มมาราวๆ 205 กิโลกรัม นั่นถือว่ามากพอสมควร ในความเป็นจริง

MG HS PHEV รีวิว  การทดสอบช่วงล่าง
สิ่งหนึ่งที่มีการปรับปรุงดีขึ้นมา คือระบบช่วงล่างที่ออกมาในทางนุ่มสบายมากขึ้นกว่ารุ่น เครื่องยนต์เบนซิน

แม้ MG จะกุมความลับเรื่องนี้ และไม่เคยบอกว่า เปลี่ยนเซทติ้งช่วงล่างอย่างไร ส่วนตัวผมเชื่อว่า น่าจะมีการปรับค่า โช๊คและสปริงใหม่ เพื่อให้ได้สมดุลในการซับแรงกระแทก เหมาะกับรถ 1.7 ตัน

อาการช่วงล่าง เจ้าเสียบปลั้ก เทียบกับตัวเบนซินเดิม ผมว่า มันนั่งสบายกว่ามาก ช่วงล่างซับแรงสะเทือนจากถนนดี ยังคงติดช่วงบืดยุบช้า รวมๆ ออกไปทางแน่นเฟิร์มเสียมากกว่า เดิมที่ไปในโทนแข็งกระด้าง อารมณขับรถสปอร์ต

ช่วงล่างใหม่ นี้ นั่งสบายพอสมควร จะมีติบ้าง ก็ตรงจังหวะ ขับด้วยความเร็วจัมพ์คอสะพาน เมื่อนั้นแหละ อาการกระด้างจะกลับมาถามหาบ้าง ยังมีอาการโดดเด้งเล็กน้อย ในจังหวะนี้ ผมว่ ามันอยู่ในเกณฑ์ พอรับได้

อย่างไรก็ดี ผมว่า MG HS PHEV ก็ยังไม่ใช่รถที่มีช่วงล่างดีมาก จนถึงขนาดคุณจะเอารถไปมุดซิ่งเปรี้ยวกับชาวบ้าน อาการโยนตัวของรถรุ่นนี้ยังค่อนข้างมากเหมือนเดิม แม้จะน้อยลงกว่าเบนซิน ใครคิดว่า มี 200 กว่าม้า มันต้องห้าวได้สิ ก็ขอยกมือเบรกตรงนี้เวลาเลยว่า อย่าเด็ดขาด เช่นเดียวกับ การเข้าโค้ง ก็ควรเข้าตามความเร็วที่เหมาะสม ไม่ใช่ตะบึงฮ้อเข้าไป

ก็อย่างว่าแหละครับ นี่มันรถ SUV เน้นขับกับครอบครัว ขับลุย มากว่า จะทำให้มันสปอร์ต เข้าโค้งมันส์ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

แล้วความปลอดภัย? 

ลูกเล่นสำคัญของ   MG HS PHEV  ก็พูดตามตรงว่า มาครบจัดเต็มเต็งๆ ถึง  25  รายการ ระหว่างที่เอาเจ้า   MG HS PHEV   มากอดหลายวัน ก็ค้นพบว่า หลายระบบตอบสนองในการใช้งานได้ดี 

อาทิ ระบบ  Adaptive Cruise Control พร้อมฟังชั่น  Traffic Jam Assited   สามารถใช้งานได้ในเมือง ลดความเมื่อยล้า ต้องมาปวดกบาล ยามเจอรถติดคล้ายความตึงเครียด 

การทดลองขับในเมืองด้วยโหมด ปกติ ไม่ได้ใช้ไฟฟ้า

ระบบเตือนมุมอับสาย และ ระบบ  Reasr Cross Traffic Alert   ช่วย คุณแก้ปัญหา เวลาขับรถ แล้วมองไม่เห็นในจุดบอกต่างๆ 

ระบบ เตือนการหลุดเลน , ระบบช่วยควบคุมรถในลน ช่วยให้ การเดินทางปลอดภัยมากขึ้น เป็นประโยชน์มาก เวลาขับทางไกล เสมือนคุณเพียงประคองพวงมาลัยไปให้ถึงปลายทางเท่านั้น

ถ้าให้ติงเรื่องระบบความปลอดภัย  MG  ดูจะต้องกลับไปทำการบ้านในเรื่องกระบวนการเปิด-ปิด ระบบควรทำได้ โดยใช้ปุ่มปิดปุ่มเดียว และในบางโหมดควรจะปิดให้ทันที่ที่เข้าโหมดการขับขี่นั้น 

โดยเฉพาะ โหมด  Super Sport  ที่สามารถกดง่ายใช้งานที่พวงมาลัย การยกเลิกระบบความปลอดภัยที่เซทมา ควรทำได้ทันที เพื่อให้ลูกค้าได้สนุกในการขับขี่ โดยไม่ต้องกังวลว่า ระบบความปลอดภัย จะเข้ามารบกวน จนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ –

สรุป MG HS PHEV   ประหยัด นุ่ม คุ้มค่า สายครอบครัว 

ตลอดหลายปี ที่ผ่านมา ต้องยอมรับครับว่า   MG   ได้ วางมาตรฐานรถยนต์ใหม่ๆ ไว้หลายอย่าง โดยเปฑาะประเด็นสำคัญ คือ การมีรถที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ในราคาที่คุ้มค่า ตอบสนองต่อการใช้งาน 

MG HS  เปิดตัวมาสะกดใจ ด้วยเส้นสายการออกแบบที่หลายคนชื่ยชอบ มันอมความหรูหรา มอบความสง่างมให้ รู้สึกว่ารถน่าใช้ มารุ่นนี้   PHEV   ยังคงเส้นสายเดิม เพิ่มเติม ความทันสมัยเข้ามาให้ลูกเล่นในการใช้งานเพิ่ม 

MG HS PHEV รถอเนกประสงค์

ภายในสีใหม่ ส่วนตัผมชอบมันความโดดเด่นสะดุดตา แต่ผมมั่นใจว่า คนส่วนใหญ่จะมองข้ามมัน ด้วยนสัยคนไทยไม่ได้รักสะอาดขนาดนั้น กลัวการเปรอะเปื้อน หวันใจดูแลรักษา ภายในสีดำเป็นคำตอบที่ดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัย 

น่าเสียดายภายในสีใหม่ ดันมากับรถภายนอกสีขาว ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกจำกัด ลองคิดดูว่า คนซื้ออาจจะชอบภายนอกสีขาว ติเพียงไม่ชอบภายในทูโทนก็เลือกไม่ดี บางคนอาจจะชอบรถสีแดงหรือดำ อยากได้ ภายใน สีใหม่ ก็เลือกไม่ได้อีก กลายเป็นข้อจำกัดการตัดสินใจซื้อไปโดยปริยาย 

จุดดีข้อหลัก ของรถรุ่นนี้ คือ มันขับดีขึ้นในหลายด้าน จนน่าเหลือเชื่อ 

ไม่ว่าจะด้านระบบขับเคลื่อน เป็นต่อเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ  1.5  เพียวๆ อยู่หลายขุม โดยเฉพาะ พละกำลังขับก็ให้มาเต็มพิกัด จัดหนักเต็มกราฟ 

ตามกการเคลม ของ เอ็มจี ระบุว่า รถรุ่นนี้มีอัตราเร่ง ใน  7.5   วินาที แต่จากที่เราทดสอบบนถนนลาดยาง โดยมีแบตเตอร์รี่ติดปลายนวม เล็กน้อย  8-9% อัตราเร่งถอยลงไปอยู่ที่  เฉลี่ย

  •   0-100  ก.ม./ช.ม. ในเวลา  9.4  วินาที 
  • 80-120 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 6.3  วินาที เท่านั้น 

เรากำลังพูดถึงรถขนาด   1.7   ตัน ที่มี คน  2  คน อยู่บนรถ พิกัดรถรวม น่าจะราวๆ   1.9  ตัน เร่งได้ขนาดนี้ ผมก็ซูฮกแล้ว ล่ะครับ 

ส่วนอัตราประหยัด  เนื่องจากรถคันนี้มีการตอบสนอง ในระบบ  PHEV  จึงขอสรุปดังนี้ 

  • ขับด้วยไฟฟ้าล้วน อัตราการใช้ไฟฟ้า 4.42 กิโลเมตร ต่อ กิโลวัตต์ 
  • การขับในเมือง กินน้ำมัน 20.8   กิโลเมตร ต่อลิตร กินไฟฟ้า  12.3   กิโลเมตร  ต่อกิโลวัตต์ 
  • การขับนอกเมือง น้ำมัน 15.7   ก.ม./ลิตร กินไฟฟ้า   24.39   กิโลเมตร ต่อกิโลวัตต์ 
  • Bonn Test Mode กินน้ำมัน 14.36  ก.ม./ลิตร  กินไฟฟ้า 22.2 กิโลเมตร ต่อกิโลวัตต์ 

จากการสรุป ข้อมูลของผม ว่า  MG HS PHEV   ประหยัดกว่าทุกทาง เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์  1.5  ลิตร เทอร์โบ และยิ่งจ่าย น้อยลง เมื่อใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ซึ่งไปได้ไกลถึง   67  กิโลเมตร

เพียงแต่การชาร์จต้องยอมรับว่า ยังค่อนข้างช้าอยู่  ตัว On Board Charger  รถรุ่นนี้แค่เพียง   3.7 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง จึงต้องใช้เวลาในการชาร์จ แบตเตอร์รี่เยอะไปหน่อย โดยเฉพาะในการชาร์จในที่สาธารณะ 

ในความเห็นส่วนตัว , มองว่า ระบบ ควรจะทำให้มันชาร์จได้ไวกว่านี เพื่อให้ลูกค้า สามารถชาร์จไฟฟ้า ได้เร็ว และให้ความสำคัญกับการชาร์จไฟฟ้ามากขึ้น การชาร์จช้าไป จะทำให้ ลูกค้าเบื่อ และ คิดว่า การมีแบตเตอร์รี่เป็นเรื่องลำบากในการใช้งาน ต้องดูแลรักษามากขึ้น มากกว่า จะเป็นผลดีในการใช้งาน

MG HS PHEV รถอเนกประสงค์

ยังดี ระบบ PHEV   ของ   MG   ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายค้า แค่ชาร์จ กดปุ่มเดียวขับไฟฟ้า ไม่ต้อง มานั่งงมโข่ง เมื่อไร ต้องชาร์จ เมื่อไร ต้อง Hold  แบต แค่เพียงขับอย่างเดียว จะขับไฟฟ้าเมื่อไร กด EV   พอ ที่เหลือระบบจัดการให้ 

อีกส่วนที่ดีจนต้องออกปากชม คงหนีไม่พ้นระบบกันสะเทือน เซทมาลงตัวขึ้น รถตอบสนองดีขึ้น ในเรื่องความสบายในการโดยสาร เพียงแต่มันไม่เหมาะจะเอาไปเปรี้ยว เที่ยวขับไล่บี้กับใคร  เทียบกับ  SUV   กลุ่มเดียวกัน อาการโคลงตัว ยังมีค่อนข้างเยอะอยู่ มันยังไม่ใช่รถที่ถูกโฉลก กับคนเท้าหนัก กะว่าจะซิ่ง จะขับเร็ว ตลอดเวลา ต้องใส่จัดเต็ม เวลาเข้าทางโค้ง 

กลับกัน ถ้าคุณเป็นคนธรรมดา หนึ่งคนใช้รถขับไปบ้านทีทำงาน เป็นประจำ วันว่างหอบครอบครัวไปพักผ่อนบ้าง รถเดินทางหนึ่งคันต้องมีอะไร ความปลอดภัย , ความสบาย จะให้ดียิ่งขึ้นต้องประหยัดน้ำมัน และอาจเสริมด้วยสมรรถนะในการขับขี่ที่ดี 

ทั้งหมดที่กล่าวมา   MG HS PHEV   มีให้ครบครัน ในราคา 1.359   ล้านบาท ไม่ใช่ ราคาที่แพง เลย สำหรับรถที่ครบเครื่อง 1  คัน เทียบว่า จ่ายเพิ่มจาก  MG HS   เบนซิน อีก 240,000 บาท อาจคิดหนักอยู่บ้างเหมือนกันในแง่ราคา 

ถ้า ลองมาบวกลบ คูณหารดูครับ คุณจะรู้เลยว่า มันไม่ได้แพงมากกว่าที่คิด ผ่อนอาจจะต่างกันแค่หลักไม่กี่พันบาทเท่านั้น 

ดังนั้น จะเลือกที่คุ้มครบ ได้เทคโนโลยีใหม่   MG HS  PHEV  จะกลายเป็นคำตอบที่ดี สำหรับครอบครัวแน่นอน 

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง

ข้อมูล และเนือ้หาในการทดสอบบ ทความนี้ ไม่อนุญาติให้นำไปเผยแพร่ซ้ำ หรือ ทางช่องทางอื่น โดยมิได้รับอนุญาติ มีความผิด ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์

Comments

comments