MG EP ตอบโจทย์ความสบาย พ่อบ้านพลังไฟฟ้า

แบ่งปันเรื่องนี้

ตั้งแต่เปิดตัวออกมาวางจำหน่าย ด้วยราคา 988,000 บาท หลายคนให้ความสนใจ เจ้า   MG EP   รถยนต์ทรงสเตชั่นแวกอน เอาสายพ่อบ้าน มองหาความแตกต่างด้วยความทันสมัยในการขับขี่

ถึงจะเปิดตัวมาสักระยะใหญ่ ปรากฏว่ายังไม่มีใครได้จับขับเจ้า  MG EP   จริง จัง ทั้งที่รถร่นนี้ได้รบความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก ด้วยราคาค่าตัวที่ไม่แพงจนเกินเอื้อม ประกอบกับตัวรถมาพร้อมแบตเตอร์รี่ขนาดใหญ่ มีระยะทางต่อการชาร์จ จากที่  MG  เคลม สูงถึง 380 กิโลเมตร ไม่เพียงเท่านี้ สมรรถนะการขับขี่ของมอเตอร์ของมันยังดีขึ้น

วันนี้เราจะมาไขความลับ เรื่องนี้ ด้วยการทดลองขับสั้นๆ รถรุ่นนี้บนถนนจริง เพื่อบอกเล่าสมรรรถนะการขับขี่เบื้องต้นของรถรุ่นนี้กัน

การมาพบ   MG EP   ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจาก เจอตัวเป็นๆ ตอนพรีวิวิวรถในเบื้องต้น ก่อนการเปิดตัวอย่างเป้นทางการในมอเตอร์โชว์

เอ็มจี เลือกทำรถทรงแวกอน มาขาย ด้วยเหตุผลว่า มันมีฟังชั่นในการใช้งานที่ดี และเหมาะกับการใช้งานรูปแบบรถอเนกประสงค์ ตลอดจนยังได้พื้นที่ในการโดยสารค่อนข้าง ถึงคนไทย จะไม่ค่อยอิน กับทรวดทรงแบบนี้ ทว่ามันกลับเป็นที่นิยมมากทางฝั่งยุโรป เพราได้ทั้งความพรีเมี่ยมหรูหรา แอบดูสปอร์ต และใช้งานได้ลงตัวในทุกด้านของชีวิต ขาดเพียงความสามารถในการลุยสมบุกสมบัน ที่ไม่ได้มีดีดั่งรถ SUV 

ย้อนไปในทีแรกที่มีข่าวว่าเอ็มจี จะทำรถรุ่นนี้ขึ้นมา ไม่มีใครคิดว่า เอ็มจีจะเอาจริง แต่ในแบรนด์ใต้สังกัด   SAIC , Roewe เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นมา ภายใต้ความคลั่งไคล้รถยนต์อังกฤษของจีนมากวก่าที่เรารู้

ชื่อ Roewe   เกิดขึ้นมา จากความล้มเหลวในการเข้าซื้อชื่อรถยนต์ยี่ห้อ Rover   ตอนปี 2005 เวลานั้น ทาง  BMW  ถือครองชื่อนี้อยู่ บริษัทมีแผนในการจำหน่ายให้ฟอร์ด ในปีต่อมา ก่อนที่ฟอร์ดจะขายต่อไปยัง Tata Motor   ที่ยังถือครองในปัจจุบัน

แผนของ  SAIC   จริงๆ คือ การเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ  MG Rover   หลังจากแบรนด์ล่มสลาย และรอนักลงทุนรายใหม่ การเป้นที่หมายตาของนักธุรกิจชาวจีน ทำให้มีหลายยริษัท ต่างบินไปแย่งซื้อกิจการของค่ายรถอังกฤษรายนี้  SAIC   สามารถซื้อ เทคโนโลยีผลิตรถยนต์มาได้ 2 ชุด คือรถ  Rover 75  และ   Rover 25   

บริษัทพลาดในการซื้อสิ่งปลูกสร้างหรือ Asset   ของ  Rover   เนื่องจากแพ้การประมูล จากบริษัท นานจิง ออโต้โมบิล คู่แข่งายสำคัญจากจีนเช่นกัน จนกระทั่งภายหลัง SAIC   เข้าซื้อกิจการของ นานจิง  ขณะที่การผลิตรถ มีบริษัทที่ปรึกษา เป็นวิสวกรในอังกฤษ ชื่อ รีคาร์โด รวบรวมอดีตทีมวิศวกร มาพัฒนารถ จนในที่สุด  SAIC   ก็ซื้อกิจการที่นี่ จนเกิดเป็น  SAIC UK Technical Center   นั่นเอง

แล้ว  Roewe มาเกี่ยวกับ   MG  ได้อย่างไร ??? อย่างที่ได้เล่าไปแล้วว่า ที่จริง มันคือแบรนด์เดียวกันในอดีต ตอนเป็น   MG Rover   ก่อนแตกดับล่มสลายไปตามยุคสมัย  SAIC   ที่ภายหลังมาได้สิทธิแบรนด์  Morris Garage  หรือ   MG   มองว่า รถแบบเดียวกันถ้าไปทำตลาดในต่างประเทศ ก็ควรจะใช้ชื่อใหม่ ให้ต่างจากจีน แบรนด์  MG  ก็พอจะเริ่มเป็นที่รู้จักในหลายประเทศบ้างแล้ว ดังนั้นน่าจะเป็นการดี ถ้าขยายไลน์อัพ Roewe  ไปยัง  MG  เมื่อต้องการส่งออก

มหกรรมการเปลี่ยนตราสลับร่าง จึงเริ่มขึ้นจากตรงนั้น และรถรุ่นแรกที่มาทดลองความคิดนี้ก็คือ เจ้านี่แหละครับ   MG EP   ชื่อเดิมของมันคือ  Roewe Ei5   

รถทรงพ่อบ้าน ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มันเผยโฉมครั้งแรงในงาน กวางโจว มอเตอร์โชว์เมื่อปี 2017 และทันทีที่มีข่าวว่าจะออกทำตลาดนอกประเทศจีน ก็แน่นอนว่าจะต้องแต่งตัวมาในนาม  MG   เป็นข่าวมาตั้งแต่ครั้นเมื่อโชว์ในงาน  Singapore Motor Show  ในปี 2020 ก่อนโควิดระบาดระลอกแรก ทำเอาหลายคนสนใจไม่น้อย

ก่อนที่ทางเอ็มจี จะประกาศความพร้อมจำหน่ายในประเทศอังกฤษ ในนาม  MG 5 EV   สร้างความน่าสนใจด้วยแบตเตอร์รี่ขนาดใหญ่ 52.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ ไกล 344 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ ตามการทดสอบในแบบ  WLTP

ประเทศไทยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน  Motor  Expo 2020  ในชื่อ  MG EP   แตกต่างจากเวอร์ชั่นอังกฟษในเรื่องศักยภาพ มอเตอร์ขับแรงกว่า 163 แรงม้า ให้แรงบิด 260 นิวตันเมตร อาจจะเศร้าใจตรงขนาดประจุแบตเตอร์รี่เราเล็กกว่า  เพียง 50.3 kwh  หากก็สามารถวิ่งได้ไกล 380 ก.ม. ต่อการชาร์จ ในโหมด  NEDC  

สาธยายขุดประวัติมาให้ฟังกัน พอจะทราบที่มาที่ไปของเจ้า  MG EP   แล้ว ที่ต้องขุดเหง้าศักราชขนาดนี้ เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไป ก่อนว่า รถรุ่นนี้มาได้อย่างไร ทำไมมาเร็วเคลมเร็วไวเป็นจรวด

พบกันหนนี้ ด้วยความเป็นครชอบรถทรงเอสเตท หรือ แวกอน ก็สุดแท้แล้วแต่จะเรียก อยู่เป็นทุนเดิม ตอนเปิดตัวทำให้ผมก็ขอยอมรับตรงนี้เลยว่า ก้สนใจ MG EP   อยู่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อทาง  MG   ประกาศราคาเพียง 988,000 บาท เคาะราคาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาถูกที่สุดในตลาด ยิ่งทวีความน่าสนใจขึ้นไปอีก จนมีคนถามมามาก และวันนี้เราจะไปสัมผัสพร้อมกันเลย

เห็นหน้าค่าตา   MG EP  แนวคิดเรืองการออกแบบตัวรถแน่ล่ะว่า กระเดียดไปในทางหรูหรามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตัวรถออกแบบมาด้วยออพชั่นครบครันในตัว เริ่มจากไฟหน้าโปรเจคเตอร์ มาพร้อมไฟ  Day Time Running Light กระจังหน้าปิดทึบสีดำ ที่มีช่องชาร์จเปิด-ปิดแบบบานพับอยู่ในตัว  มองรวมๆ ด้านหน้า ไม่ได้ถึงกับเตะตา เอาเป็นว่า สำหรับผมสอบผ่านแล้วกัน

ทางด้านข้าง แนะนำล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วสีซิลเวอร์ บางคนอาจไม่ชอบใจนักมันให้ ยาง  Bridge Stone Ecopia ขนาด 205/60/R16   ติดตัวมาด้วย 

ทรงเอสเตท พ่อบ้าน รถรุ่นนี้มีความยาวลำตัว 4,544 มม. กว้าง 1,814 มม. และสูง 1,521 มม. ฐานล้อมีความยาว 2,665 มม. ดูทรงรถไม่น่าแปลกใจ ถึงความรู้สึกเตี้ยแบน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์รถทรงนี้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก รายละเอียด้านข้างก็ไม่ได้มีอะไรหวือหวามาจานเป้นจุดขาย

พอตบเท้ามาด้านหลัง ให้ไฟท้าย   LED  ฝาท้ายเปิดด้วยมือน้ำหนักไม่มากนัก กำลังดีในการใช้งาน ไม่ใช่ฝาท้ายไฟฟ้า ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร กับรถที่ราคาแสนถูกขนาดนี้

เมื่อมองเข้ามาห้องโดยสารภายใน พื้นที่เก็บสัมภาระมีขนาดใหญ่มากพอสมควร  เรียกว่าจุกระเป๋าเดินทาง รถเข็นเด็กไรได้สบายมาก

เปิดประตูมาในห้องโดยสาร ไม่น่าแปลกที่หลายอย่างจะดูเป็นการตบแต่งคุ้นตา นั่นอาจเพราะรวมๆ มันออกมาคล้ายกับ   MG ZS  EV   แทบทุกอย่าง เรียกว่า แทบจะแปลงงานออกแบบมาใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเรือนไมล์  พวงมาลัย และโดยเฉพาะช่วงคอนโซลกลาง ทั้งหมดเหมือนกัน รวมถึงตำแหน่งจัดวางอุปกรณ์การขับขี่ ก็ไม่แตกต่างกันมากมายนัก ไม่ว่าจะหัวเกียร์แบบหมุนเลือก สวิทช์ระบบขับขี่ต่างๆ

จุดแตกต่าง ส่วนตัวมองว่า คือระบบความบันเทิงภายในรถ มันไม่ได้มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ นั่นบ่งบอกถึงรถคันนี้ไม่มีระบบการเชื่อมต่อ  I Smart   พ่อบ้าน ฟังแล้วอาจใจชื้นเมียไม่รู้และตามไม่ได้

แต่การขาดระบบ  I Smart   ก็ทำให้คุณขาดลูกเล่นหลายอย่างไปอย่างน่าเสียดายเช่นกัน โดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นในรถยนต์ไฟฟ้า คือ เรื่องของข้อมูลที่จำเป็น อาทิ ข้อมูลในการชาร์จไฟฟ้า ว่า  แบตเตอร์รี่มีเท่าไร ชาร์จอีกนานไหม , ระยะทางที่รถสามารถขับขี่ได้ในเวลานี้ ถ้าจำเป็นต้องออกไปธุระ นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการใช้งาน

แม้ลูกเล่นระบบการเชื่อมต่อจะขาดหายไปบ้าง ระบบความบันเทิงใน   MG EP   ก็ยังรองรับการเชื่อมต่อมือถือ ด้วยระบบ  Apple car Play ทำงานผ่านชุดจอขนาด 8 นิ้ว  

ผมประทับขึ้นบนเบาะนั่ง ความรู้สึกแรก ทำไม ทุกอย่างมันสูงแปลกๆ เช่น แป้นเบรก, ที่วางเท้า รวมถึงคันเร่ง ขณะที่ตัวเบาะ เหมือนจะไม่ได้สูงนัก ผมปรับที่นั่งท่าทางก็ยังพบว่า มันมีความสูงพอสมควรอยู่ดี แถมพวงมาลัยยังค่อนข้างยื่นออกมาไกล ผมจับหมับที่ปรับพวงมาลัย จะหดมันลง …ทำไม่ได้ แกนพวงมาลัยทำได้เพียง เลื่อนขึ้นลง เท่านั้น จนต้องกลับมาปรับเบาะอีกขนานใหญ่ จนเล่นเอาเหนื่อยกว่าจะได้ท่านั่งที่เหมาะสม

ส่วนหนึ่งอาจจะด้วยว่าเราเป็นคนตัวใหญ่ไซส์หมี ก็น่าจะเป็นหนึ่งปัจจุบัน แต่พอมานั่งหวนคิดๆ ว่า รถรุ่นนี้ อาจจะเน้นที่การขายในจีน และคนจีนก็ไม่ใช่คนตัวสูงนัก ก็เริ่มจะถึงบางอ้อว่า เบาะและท่านั่ง ถูกออกแบบมาเน้นคนจีนมากวก่า ผมลองให้เพื่อนที่ไปด้วยกัน เป็นคนทายเชื้อสายจีน ลองนั่ง มันปรับท่านั่งใช้เวลาครึ่งเดียวจากที่ผมใช้ และดูท่านั่งจะลงตัวกว่า

ทางด้านหลัง ลูกเล่นเบาะนั่งไม่มีอะไรที่ดูหวือหวานัก เบาะนั่งสามารถปรับพับได้ในอัตรา 60/40 เป็นลูกเล่นปกติ ถ้าให้ชี้ส่วนที่ดีที่สุดคงเป็นพื้นที่การโดยสารที่มีมากพอจะนั่งสบายทุกที่นั่งในรถคันนี้ ถึงผมจะดันเบาะในตำแหน่งท่านั่งที่เซทเอาว็ ก็ยังสามารถตะกายไปนั่งตอนหลังได้อย่างสบายมาก พื้นที่วางขามี พื้นที่เหนือหัวเยอะ จนเรียกว่า ถ้าให้นั่งกับขับรถคันนี้ ผมอาจจะขอเลือกนั่งมากกว่านะ

การทดลองขับ

จุดประสงค์การมาที่บางนาในวันนี้ เพื่อลองขับ  MG EP  บนถนนครั้งแรก ด้วยความอยากรู้สมรรถนะในเบื้องต้นรถคันนี เนื่องจากมีคถามไถ่กันมามาก แถมตอนหลัง ผมแอบงง เอ็มจีจับรถรุ่นนี้ไปเน้นตลาดแท็กซี่ ทันที่ตอนนี้สภาวะแบบนี้ น่าจะไม่มีใครเช่าหรือซื้อแท็กซี่ใหม่กันนักหรอก

ใต้เรือนร่าง  MG EP   อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่ารถรุ่นนี้มาพร้อม มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 163 แรงม้า ทำแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร  มันมาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่   Normal, Eco   และ  Sport   รวมถึงยังปรับการหน่วงของมอเตอร์ได้ 3 ระดับ อีกต่างหาก นั่นก็เหมือนๆกับ ZS EV  นั่นแหละ

ตอนขึ้นรถมา แบตเตอร์รี่มีประจุอยู่ 90%  ระยะทางบนหน้าจอเรือนไมล์แจ้งว่าสามารถขับได้ไกลถึง 330 กิโลเมตร ก็เรียกว่า น่าจะพอขับไปกลับ ชลบุรีได้สบายมาก หรือสายเที่ยววันหยุด ไปหัวหิน ชาร์จครั้งเดียวไปได้ไกลถึงหัวหินสบายๆ แทบไม่ต้องเติมไฟฟ้า และค่าพลังงาน ถ้าตีที่หน่วยละ 4 บาท ชาร์จเต็ม ก็แค่ 200 บาทเท่านั้นเองครับ

ออกตัวจากจุดเริ่มต้นพกวาดพวงมาลัย สู่ถนนจริง พวงมาลัย MG EP   ผมว่ามีน้ำหนักสักหน่อย แต่ใช้งานได้คล่องตัวอยู่ พอขับทางตรงยาวๆ ผมสังเกตว่าพวงมาลัยชุดนี้มีระยะฟรีเล็กน้อย เพื่อให้การคิดตัดสินใจบังคับเลี้ยวนั้น ไม่หุนหันพลันแล่นจนเมียตบเอา พาลทะเลาะกันเปล่าๆ

การตอบสนองมอเตอร์ไฟฟ้าในช่วงแรก ผมพูดตามตรงว่า ไม่ได้ออกตัวปรื้ดปร้าด แม้ว่าจะมี แรงบิด 260 นิวตันเมตร แต่เรากำลังพูดถึงรถที่มีน้ำหนักตัวเปล่า 1,574 กก. ยังไม่รวมผู้โดยสาร ถ้าตีเสียว่า วันนี้ผู้โดยสาร 2 คน ก็ซัดไปเกือบ 1,700 กก. กำลังแค่นี้ถือว่าน้อยกว่ารถกระบะในตลาด จะมาให้ปรู๊ดปร๊าดก็คงไม่ได้

ขับมาเรื่อยๆ ทางโล่งได้เวลาลองเหยียบย่ำคันเร่งดู มอเตอร์ไฟฟ้ามีข้อดี ตรงแรงบิดตอบสนองทันที คุณรู้สึกถึงอาการเร่งในแบบแรงบิดคล้ายในรถกระบะ รถไปข้างหน้าเร็วขึ้น เข็มความเร็วไต่เร็วขึ้น จนกระทั่ง มาช่วง 7000 รอบขึ้นไป ถึง 10,000 รอบ แรงม้า 163 แรงม้า จะออกมาชูธงให้ความรู้สึกพุ่งทะยานราวๆ รถเครื่อง 2,000 ซีซี

แอบให้ความรู้สึกสปอร์ตอยู่บ้าง แม้ว่าในเวลานี้จะขับใน Normal   โหมดก็ตามที การตอบสนองของรถคันนี้ถือว่าดีในระดับที่น่าพอใจทีเดียว

ส่วนที่ขัดควางความรู้สึกว่า อยากจะซิ่งรถคันนี้มุดไปตามการจราจร แบบ เจสัน แสตทแฮม เหมือนในภาพยนตร์   Transporter  เห็นทีจะเป็นระบบกันสะเทือนที่ดันเซทออกมาขัดกับความรู้สึกมอเตอร์พุ่งดี ช่วงล่างกลับกันมาเน้นความนุ่มนวล ราวกับคุณให้สาวห้าวมาแต่งชุดฟรุ้งฟริ้งเป็นสาวหวาน

MG EP

ช่วงล่าง  MFG EP   พูดตามตรงว่าเป็นช่วงล่างที่เน้นความนุ่มนวลในการขับขี่มาก จนอาการยวบ แอบมีให้เห็นในหลายจังหวะ อาทิคุณผ่านถนนที่มีการทำผิวหน้าถนนไม่ดีมาก หรือขาดการบำรุงรักษา รถจะมีอาการยวบยุบต่อเนื่อง อาการนี้จะเด่นขึ้นในจังหวะขึ้น-ลง สะพานคอหัก

การตอบสนองช่วงล่างจะยืดยุบ จนถ้าคุณนั่งหลังพวงมาลัยอาจจะรำคาญใจ ส่วนหนึ่งผมว่าด้วยยางที่มีแก้มสูงด้วยเป็นปัจจัยสำคัญ รวมถึงตัวรถเองก็มีน้ำหนักตัวมาก แต่ผมว่าที่เอ็มจี เลือกเซทให้นุ่มแบบนี้เพรากลัวนั่งไม่สบาย ในความเร็วต่ำ เนื่องจากช่วงล่างหลัง เป็นระบบทอร์ชั่นบีม เพื่อให้พื้นที่สัมภาระมีขนาดใหญ่

เมื่อใช้ความเร็วขึ้นมาเล็กน้อยในช่วง 100-120 ก.ม./ช.ม. อาการช่วงล่างยวบยาบเลือนลางจางหายไปบ้าง อาจจะยังมาทักทายเตือนคุณว่า ช่วงล่างไม่ได้เหมาะกับการทำความเร็วมากนักในช่วง รอยต่อสะพาน และสะพานคอหัก รวมถึง ช่วงถนนที่ไม่เรียบ ถ้าถนนเรียบๆ ลาดยางมะตอยขับไปเถอะครับ โคตรขับสบาย ในความเร็วที่คนปกติทั่วไปใช้

ถ้าจะถามว่าอาการนี้แก้ได้ไหม ผมว่าแก้ได้ ด้วยการใช้ล้อและยาง ที่มีขนาดใหญ่แก้มเตี้ยขอบหนา เติมลมแข็งขึ้น น่าจะพอลดอาการนี้ได้ โดยไม่ต้องปรับช่วงล่าง ถ้าคิดว่ากะซื้อรถมาแล้วต้องทำความเร็วบ่อยครั้งผมว่าอาจจะไม่เหมาะ หรือไม่งั้นต้องลองดูว่าจะมีโช๊คหรือสปริงชุดใหม่ หามาเซทได้ไหม

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นครับว่า วันนี้มาลองเพียงสั้นๆ เรียกว่า เป็นน้ำจิ้มเรียกน้ำย่อย เท่านั้น หลังจากได้สัมผัส   MG EP  ในวันนี้ ผมค้นพบว่า มันเป็นรถที่น่าสนใจนะ ถ้าคุณมองหารถสำหรับไปรับส่งลูก ขับเที่ยวกับครอบครัว ชอบรถที่มีความนุ่มนวลเน้นสบาย ไม่ได้เฟ้อออพชั่นมากจนเกินงาม

การลองสั้นๆวันนี้ ผมอาจจะยังไม่มีข้อมูลบางอย่าง เช่นอัตราประหยัด หรือ ระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้าจนเต็ม แต่เอาเป็นว่า ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยู่ เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีเหมือนกัน ถ้ารับได้กับออพชั่นที่มาน้อยไปหน่อย

บางทีผมคิดว่า เอ็มจี น่าจะลองทำรุ่นท๊อป จัดทรง เซทช่วงล่างเพิ่ม  i-Smart   รถรุ่นนี้ดูนะ เพิ่มราคาอีกนิดหน่อย ให้รถขับดีน่าสนใจมากขึ้น ไปอีก

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments