MG 5 X สปอร์ตอีโค่ ในราคาโคตรคุ้ม

แบ่งปันเรื่องนี้

เมื่อข่วงเดือนที่ผ่านมา  MG  ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่  All New MG 5   ออกมาวางจำหน่ายในประเทศไทย ด้วยเป้าหมายในการจับตลาดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถคุ้มค่าคุ้มราคา  ที่กำลังเป็นที่ต้องการของใครหลายคน

ภาวะระบาดของโควิด 19 ทำให้คนจำนวนไม่น้อย ต้องการรถยนต์ไว้หลบเลี่ยงการเดินทางด้วยรถสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ด้วยเหตุนี้การแข่งขนรถในกลุ่ม B-Car  จึงระอุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปีทีแล้ว และ ปีนี้การมาผงาด เอ็มจี ก็ทำให้หลายคนสนใจ จนต้องหันหลังมามอง

All New MG 5 X  รีวิว

เจอหน้าค่าตาครั้งนี้ MG 5   ยับสะกดใจผมได้เหมือนเดิม ทีมงานเอ็มจี ส่งงานออกแบบใหม่เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 ที่มีการปรับปรุง (อีกแล้ว) งวดนี้ทีมงานให้ความสนใจในเรื่องการออกแบบที่มีความทันสมัย ให้เอกลักษณ์แห่งความปราดเปรียวน่าใช้งาน 

ด้านหน้าสะท้อนเส้นสายการออกแบบ แนะนำกระจังหน้าใหม่   Digital Burning Grille  รับกับงานออกแบบไฟหน้าโคมโปรเจคเตอร์ ที่มาพร้อมไฟหน้า  LED   

ทรงรถยังสะท้อนความเป็นเอ็มจี ด้วยทรงท้ายที่เรารู้สึกว่า ควรจะเรียกมันว่า  Lift  Back   มากกว่า การลาดเทยาวจาช่วงกลางรถไปด้านท้าย สะท้อนปัจเจกทางด้านงานออกแบบตัวรถให้มีความน่าสนใจมากขึ้น เพียงแต่งวดท้ายรถไม่ได้ยกได้ทั้งบานเหมือนพี่ชายอย่าง  MG 6   

ทรงท้ายสปอร์ตแนะนำ เข้ากับงานออกแบบของไฟท้าย LED   3 ขีด ลักษณะไฟท้ายเหมือน  MG 6   ไม่มีผิดเพี้ยน แถมยังทรงไฟท้ายเดียวกันด้วย  จนผมว่าถ้ามองไกลๆ คงคิดว่า นี่คือ   MG 6 หรือเปล่า

ทรวดทรงที่สะท้อน ภาพของการเป็น  MG 6   ใหม่ย่อส่วนลงมาด รุ่นที่งวดนี้มาสัมผัส เป็นรุ่น  X  รถยังจัดเต็มด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ให้ยาง Maxis   เป็นรองเท้าคุ่ใจติดตัวมาด้วย บนหลังคมาพร้อมซันรูฟ ช่วยเพิ่มความโปร่งของห้องโดยสาร

ยิ่งใครได้เห็นสีสปอร์ตสุดชิค สีเหลือง  New Clear Yellow   ที่มีเฉด ใกล้เคียงกับรถสปอร์ตจากอเมริกา จนแอบอดเรียกไม่ได้ว่า สี  Bumble bee  การออกแบบภายนอก เรียกว่า สะดุดตาโดนใจ เอาไปเลยเต็มสิบ

ก้าวเข้ามาในห้องโดยสาร All New MG 5  ได้แนวคิดในการออกแบบมุ่งเน้นความทันสมัย เมื่อเปิดประตูเข้ามา อย่างแรกที่คุณจะสะดุดตาในรุ่น  X   ก็คือ เบาะนั่งหนัง สีไทรคัลเลอร์ (เฉพาะสีเหลือง) ลวดลายบนเบาะ แอบทำเป็นรายรวงผึ้ง ให้ความน่าใช้งาน สะดุดตา

ขยับตัวลงนั่งบนเบาะนั่งหน้า ตัวเบาะมีความใหญ่พอสมควร ขนาด ผมสูง 182 ซ.ม. หนักเอาว่า ช่วงนี้  Work From Home  ยาวนา เลยอ้วนที่ 100 กก. จัดว่านั่งได้สบายมาก  รุ่น X  เบาะนั่งคนขับ 6 ทิศทาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการหาท่านั่ง ตรงหน้าแนะนำหน้าจอเรือนไมล์ ดิจิตอลเต็มระบบ 7 นิ้ว บอกค่าการใช้งานต่างๆ ได้เยอะกว่าที่คิดมาก

All New MG 5 X  รีวิว

ที่ได้ใช้บ่อยๆ คงเป็นเรื่องของค่าในการเดินทาง แต่ยังมีค่าอื่นๆ อย่างเช่น ค่าประสิทธิภาพการขับขี่, ค่าบอกแรงจี , และ รวมถึงยังสามารถวัดอัตราเร่ง 0-100 บนหน้าปัดได้ด้วย อันนี้ว้าวมาก

การจัดวางตรงกลาง หน้าจอเครื่องเสียงใหม่ขนาด 10 นิ้ว กลายเป็นจออารมณ์  Wide screen ช่วงคอนโซลเกียร์  ไม่เน้นหวือหวา แค่วางตำแหน่งเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Brake Hold   มาด้วย  ที่เด่นสะดุดตา ก็เป็นแนวทางการออกแบบแผงแอร์ทางด้านหน้าใหม่ ที่มาในอารมณ์ทันสมัย เป็นดีไซนซ่อนแผงแอร์ ไม่ให้คุณดูออกว่า ตรงไหนช่องแอร์ ตรงไหนคอนโซล ถึงผมจะไม่ใช่คนบ้าการออกแบบมากมาย ก็ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีที่รถมาในแบบนี้ 

ส่วนด้านหลัง ชุดเบาะ สามารถปรับพับได้ 100%  ถ้าต้องการขนข้าวของ เรื่องการโดยสาร ถือว่าใหญ่เอาเรื่องไม่น้อยตั้งแต่ไปลองนั่งครั้งแรก

ในภาพรวมทั้งภายนอกภายใน  MG 5   ใหม่ เรียกว่าให้ความทันสมัยอมสปอร์ต ที่สำคัญมีของเล่นครบครัน ในคันเดียว

การทดลองขับ

อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่เริ่มต้นว่า All New MG 5 เปิดตัวมาเดือนเต็ม ทว่าด้วยสถานการณ์โควิดที่ยังไม่นิ่ง กิจกรรมทดสอบจากทางเอ็มจี ประเทศไทย จึงยังไม่สามารถจัดได้

ด้วยความอยากรู้ เพราะ ตอนที่เอ็มจีเปิดตัว ได้เชิญ Youtuber   ท่านหนึ่งมาลองในวีดีโอพรีเซนท์เทชั่น แล้วบอกว่า รถมันสปอร์ตแบบนั้นแบบนี้ ผมก็คนไทยคนหนึ่งที่ถือคติว่า “สิบปากกว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” สำหรับรถยนต์ขอเพิ่มไปอีกนิดว่า หลายมือครำไม่เท่าลองขับเอง

All New MG 5 X  รีวิว

ว่าแล้วก็ตระเวร ติดต่อโชว์รูมเอ็มจีที่หนึ่ง 824 ราชพฤกษ์ หรือ อาจจะเรียกว่า   MG ราชพฤกษ์ อยู่ทางย่านตลิ่งชันว่า อยากจะขอรถมาลองขับสักวัน แล้วโชคก็ดูจะเข้าข้าง เมื่อทางเขาก็ยินดีที่จะให้เรานำไปลอง นอกเวลาทำการ แล้วนำมาคืนในวันถัดไป

ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใต้เรือนร่างของรถรุ่นนี้ เห็นร่างใหญไซส์หมีแบบนี้ มันพกเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.5 ลิตร กำลังขับสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที จับคู่พร้อมเกียร์ ออโต้ CVT  8 สปีด

เครื่องและชุดเกียร์นี้ถ้าจะบอกว่า ทำไมคุ้นๆ ก็ไม่แปลกครับ มันมาจาก MG ZS   ยกตรงมาใช้ในรถรุ่นนี้ เช่นเดียวกับระบบพวงมาลัยไฟฟ้า สามารถปรับได้ 3 ค่าตามต้องการเหมือนกัน ได้แก่ เบา , มาตรฐาน และ มั่นคง ค่าเริ่มต้นที่สตารืทรถทุกครั้งจะเป็นมาตรฐาน ถ้าต้องการจะปรับค่าให้เซทเองในเมนู ที่จอกลาง

ส่วนระบบช่วงล่างตามสูตร รถในกลุ่ม B-Car  ช่วงกล่างหน้า แม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลัง ทอร์ชั่นบีม เปHนสูตรสำเร็จ ที่ดูจะเหนือชั้นกว่าคู่แข่งขึ้นมา คือการให้ ดิสก์เบรก 4 ล้อ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เท่ารถ C-Car กลายเป็นจุดขายน่าสนใจทันที

……

ขึ้นรถขับช่วงแรก ผมยอมรับว่า ทัศนวิสัยในการขับขี่ค่อนข้างดีมาก เนื่องจาก ด้านหน้าได้กระจกบังลมหน้าบานค่อนข้างใหญ่ รวมถึงกระจกข้างรถ คู่หน้าด้วย

น่าเสียดาย เอ็มจี ยังวางกระจกไว้ที่กระจกหูช้าง ยังไม่ยอมย้ายมาไว้ข้างคนขับ ทำให้มันมีจุดบอดอยู่บ้างในการใช้งาน ยังดี รุ่น X ให้ระบบเตือนมุมอับสายตา มาป้องปรามเหตุการไม่คาดฝัน ลด ปัญหาเรื่องมุมบอดไปได้พอสมควร

ทัศนวิสัยการขับขี่ เกิดขึ้น เมื่อมองทางด้านหลัง ด้วยการให้หัวหมอน 3 หัว รวมถึงที่นั่งตรงกลาง ทำให้ หัวหมอน บดบัง ทัศนวิสัยการมองเห็นผ่านกระจกมองหลัง แถมการพยายามทำให้รถออกมาในทรงสปอร์ต กระจกหลัง ส่วนตัวผมมองว่าค่อนข้างเล็กไปนิด ทำให้ การมองผ่าน เป็นไปได้ยาก ยังดี การมีกระจกโอเปร่างตรงเบาะหลัง ช่วยเพิ่มมุมมองเวลาเปลี่ยนเลนไปทางซ้ายได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยเท่าไรนักในความเป็นจริง

การใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์  CVT  จาก ZS  ลงมาสถิตในร่าง เก๋ง ระดับ C-Car  ที่มีน้ำหนักตัวเปล่าราวๆ 1,205 กก. ตามสเป็ควางจำหน่ายในประเทศจีน  (ประเทศไทยผมลองหาแล้วไม่เจอ)

ผมอนุมานไว้ตั้งแต่ตอนเห็นรายละเอียดทางเทคนิคแล้วว่าต้องอืดแน่ๆ … แล้ว มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ถ้าคุณออกตัวจากหยุดนิ่ง เช่นจอดติดไฟแดงแล้วไฟเขียว จะพบความอืดอาดชักช้าไม่กระฉับกระเฉง เหมือนรถสมัยใหม่ ที่บ้างพกเครื่องเทอร์โบชาร์จ ออกตัวว่องไว กระฉับกระเฉง ดูทันอกทันใจวัยรุ่น หรือคนขับเท้าหนักมากกว่า

เรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก ถ้าคุณเป็นคนขับรถทั่วไป ออกตัวช้าๆ ไปเรื่อยๆ หรือ เคยผ่านอีกโค่คาร์กลุ่มเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร อาการออกตัวจะคล้ายกัน ถ้าอยากให้ออกตัวเร็วหน่อย ต้องย่ำคันเร่งลงไปลึกๆ การตอบสนองของเครื่องยนต์ก็จะดีขึ้นเล็กน้อย จนพอรับได้ หรือถ้าเร่งรีบจริงๆ ออกตัวด้วยเกียร์  S   การตอบสนองจากเครื่องยนต์จะดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่ง อาจด้วยหน้ายางรุ่น  X   ที่ใหญ่ ถึง 215/50 R17 

เมื่อเทียบกับขนาดและกำลังจากเครื่องยนต์ ตลอดจนน้ำหนักตัวที่ให้มา ก็ต้องยอมรับว่า มันอาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ รถออกตัวไม่ดี จนส่วนตัวผมค่อนข้างมั่นใจว่า รุ่นล่างๆ จะออกตัวดีกว่านี้ เนื่องจาก หน้ายางแคบกว่านี้เล็กน้อย (ถึงจะไม่มากก้ตาม)

พออกตัวมาได้ อาการของรถ ก็เร่งตอบสนองตามปกติไม่มีอาการอืด ให้เห็น ถ้าคุณเป็นคนขับรถเรื่อยๆ เวลาต้องการเร่งแซง เพียงดันคันเร่งเล็กน้อย ชุดเกียร์  CVT   ก็จะปรับอัตราทด พารถพุ่งทะยานวิ่งเร็ว เว้นกรณี คุณไปเจอสถานการณ์อย่างถนนเลนสวน ต้องการเร่งแซง รถบรรทุกรถพ่วง ขอแนะนำให้ใช้เกียร์  S  แล้ว อย่าได้กลัวที่จะลากเครื่องยนต์ยาวๆ ใช้พละกำลังให้เต็มสูบ รถจะตอบสนองในแง่อัตราเร่งดีขึ้น

ผมมีโอกาส จับ  MG 5   รุ่น  X   วัดอัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ดูคร่าวๆ ผลคือ

  • อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม ดีที่สุด อยู่ที่ 14.5 วินาที
  • อัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ดีทีสุด อยู่ที่ 11.4 วินาที

เห็นตัวเลข หลายคนอาจจะสงสัย ทำไมอัตราเร่ง ช่วง 80-120 ก.ม./ช.ม. ถึงค่อนข้าง เยอะ นั่นด้วยเกียร์ CVT  ไม่ได้เป็นแบบ  Stepshift  เปลี่ยนเกียร์ไล่อัตราทด ทำให้การตอบสนองชุดเกียร์ จะย่ำอยู่ที่อัตราทดที่ถูกเซทไว้ จนกว่า เราจะยกเท้าลดการใช้คันเร่ง

ถึงตัวเลขจะไม่ดีมาก แต่การตอบสนองในความเป็นจริง ถือว่าให้ความรู้สึกที่พอเพียงต่อการใช้งาน

ส่วนตัวในฐานะคนชอบขับรถก็เลยอยากจะบอกเอ็มจี ว่ารุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ควรมา และน่าจะทำให้รถคันนี้ตอบสนองดีขึ้นอย่างชัดเจน

ถึงการตอบสนองเครื่องยนต์จะมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่บ้าง หากก็แลกมาด้วยส่วนที่ดี นั่นคือเรื่องของอัตราประหยัดน้ำมันครับ ด้วยระยะเวลาที่น้อยของเราจึงเวลาทดขับลองอัตราประหยัด เพียงรูปแบบการขับขี่เดินทางแบบนอกเมืองเท่านั้น ระยะทางทดสอบ 114.7 เราเติมน้ำมันไป 8.185 ลิตร อัตราประหยัด ตกอยู่ที่ 14.02 ก.ม./ลิตร

และในการทดสอบ เฉลี่ยในเมืองและนอกเมือง หรือ  Bonn Test Mode   เท่าที่มีโอกาสลองดูได้อัตราประหยัด  13.2 ก.ม./ลิตร

All New MG 5 X  รีวิว

โดยรวมๆ รถคันนี้จึงถือว่า มีอัตราประหยัดที่ค่อนข้างดีพอสมควร เมื่อเทียบกับขนาดตัวน้ำหนัก และเครื่องยนต์ที่กำลังวังชาไม่มากมายอะไรนัก

ทางด้านการควบคุมรถหรือ  Handling  กลายเป็นจุดเด่นในรถ All New MG 5   อย่างไม่น่าเชื่อ ปกติแล้ว รถเอ็มจี ก็จะเซทมาในโทนสปอร์ต ภายใต้แนวคิด  Brit Dynamic  ทำให้รถช่วงล่างมีความหนักแน่นกลมกลืนขับมั่นใจ

เอ็มจี 5 ยังคงคอนเซปนี้ แถมกระเดียดไปทางช่วงล่างรถสปอร์ตเสียด้วยซ้ำ อาการช่วงล่างออกไปในทางแน่นหนึบ ความกระด้างที่เคยพบในรถเอ็มจีหลายรุ่น งวดนี้ทอนหายไป มันเป็นช่วงล่างที่คนชอบขับรถเร็วจะชอบและหลงรักทันทีที่ได้สัมผัส

ความสามารถของช่วงล่างเรียกว่าเกินหน้าเกินตา สามารถขับที่ความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. ได้อย่างมั่นใจ สัมผัสผมบอกได้ว่า โช๊คอัพไม่ได้มีระยะยุบเยอะ เซทออกมา ยืดและหดตัวตอบสนองเร็ว มันอาจดีเวลาคุณขับเร็วๆ รู้สึกได้ถึงความมั่นใจ

อาการช่วงล่าสงจะเปลี่ยนไป เมื่อเราขับใช้งานปกติ ในบางอารมณ์ คุณอาจอยากได้สัมผัสสบายในการเดินทาง ช่วงล่างประดุจเอาของรถสปอร์ตมาใส่แบบนี้ จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ เวลาขับรถไกลๆ จนกลายเป็นรำคาญ จากการเก็บอาการทุกอย่างบนถนนมาสู่คุณ

เท่าที่ลองขับในเมืองดูคร่าวๆ ช่วงล่างจะติดแข็งค่อนข้างมาก จนทะเลาะกับหลุมบ่อ ฝาท่อกทม.อยู่บ้าง ในยามความเร็วต่ำ มันก็เป็นปกติของช่วงล่างสไตล์นี้

หลังจากขับมาระยะใหญ่ ผมเริ่มรู้สึกว่าปัญหาอาจไม่อยู่ที่ช่วงล่างแต่อาจจะเป็นที่ชุดล้อ 17 ที่ได้ยางแก้ม 50 ออกแนวมาทางสปอร์ต ในรุ่นล้อ 16 นิ้ว อาจทำให้คุณสบายก้นมากกว่านี้ เวลาเดินทง เนื่องจากมันให้ยางที่มีแก้มสูงกว่า ตรงนี้เป็นการคาดการของผมเอง

ช่วงล่างแข็งแบบนี้จุดเด่นของมัน ไม่เพียงแค่ให้คุณพร้อมสำหรับซิ่งสุดใจ มันยังมีดีตอนเขาโค้ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ  MG 5 คันนี้ เป็นรถที่คุณจะสนุกกับทางโค้งได้มากเท่าที่ต้องการ ช่วงล่างแข็งตอบสนองเร็ว ทำให้ เวลาเข้าโค้งด้วยความเร็ว รถจะเกาะถนนเป็นตุ๊กแก ทั้งที่รถคันนี้ให้ยางจากโรงงานเพียงยี่ห้อ Maxxis   เท่านั้น คุณภาพยางเรียกว่า เป็นรองรถญี่ปุ่นในระดับราคาใกล้เคียงกันหลายแบรนด์ ที่อาจใช้  Yokohama   หรือ Bridgestone 

การให้ล้ออละยางซีรี่ย์ใหญ่ถึง 215 นี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเข้าโค้งดี เสริมทัพความสามารถของระบบกันสะเทือน จนหลายโค้งผมทิ้งโค้งด้วยความเร็วเดียวกับขับรถส่วนตัวโดยไม่ยำเกรง ว่ารถจะพาแหกโค้ง ด้วยช่วงล่างมาดมั่น เอาอยู่ทุกโค้งจริงๆ รวมถึง ขนาดตัวที่ใหญ่แบบ  C- Car   ทำให้ ช่วงล้อ ซ้ายขวา หรือ  Track  มากกว่ารถระดับราคาเดียวกันที่  1,559 มม.  ทางด้านหน้า และ 1,563 มม. ทางด้านหลัง

ไม่เพียงแค่นี้ อาการตอบสนองของช่วงล่างทอร์ชั่นบีมยังเซทมาค่อนข้างดี อาการท้ายกวาดของมันแทบไม่มีให้เห็น เว้นว่าจะเข้าโค้งด้วยความเร็วระดับเหนือปถุชนเข้าจริงๆ (110 ก.ม./ช.ม. ขึ้นไป ในโค้งยาว ) จะเริ่มรู้สึกว่า อาการช่วงล่างด้านหลัง จะเริ่มรู้สึกโหย่งๆ ในขณะที่ยางเริ่มเตือนด้วยการลั่นส่งเสียงเบา เตือนว่าคุณกำลังถึงขีดจำกัดของรถ

เอาตามจริงผมไม่เคยเจอรถซีดาน ช่วงล่างทอร์ชั่นบีมคันไหน ที่เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจในความเร็วสูงขนาดนี้ มาก่อน เจ้านี่ทำให้ผมประหลาดใจไม่น้อย ไม่น่าเชื่อ รถราคาไม่ถึง 7 แสน ก็ทำให้คุณมันส์กับทางโค้งได้ แต่ผมแนะว่า ไม่ควรไปลองสุ่มสี่สุมห้า บวกกับแพงมาไม่คุ้มเลย

นอกจากการเข้าโค้งสุดประเสริฐ จนทางโค้งอาจใช้ความเร็ว ด้วยการให้ล้อ ยาง และเซทช่วงล่างแบบนี้ ทำให้อาการตอบสนองในการเปลี่ยนเร็วในความเร็วสูง หรือพูดตรงๆ ว่าเวลามุดไปมา ยังดีเกินหน้าตา รถในระดับเดียวกัน

สิ่งเดียวที่ขัดขวางความมันส์ในการมุดแทรกแหวกว่ายไปตามการจราจร คงเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่คุณอาจจะต้องย่ำบ่อยหน่อย ถ้าต้องการอัตราเร่ง รีบซิ่งไปรับศรีภรรยาสุดสวยที่กำลังหน้าบูดเป็นตูดลิง จนบางครั้งคุณรู้สึกว่าฉันไม่อยากจะเบรกเลย เพราะกว่าจะปั้นความเร็วมาได้ใช้เวลา

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือโยกซ้ายโยกขวาไปตามช่องว่างที่พวกช้า แช่ขวา พวกฮ้อเลนกลางเหลือไว้ให้คุณจะขับผ่านไป

เวลามุดๆ แทรกๆ ผมสังเกตว่า อาการโคลงตัวของรถ ค่อนข้างยุบน้อย โยนตัวน้อยกว่ารถในระดับราคาเดียวกัน เอ็ม จี ดูจะเดินทางมาสายสปอร์ตตัวจริง ให้ความมั่นใจในยามมุดยามแทรก ไหลไปตามการจราจร

ส่วนที่เสริมในเรื่องนี้คือ พวงมาลัยไฟฟ้า  EPS   ที่สามารถปรับได้ 3 ระดับ ได้แก่ เบา ,มาตรฐาน และมั่นคง ในการทดสอบอันสั้นครั้งนี้ ผมลองเพียงในค่า มาตรฐาน มันน่าอัศจรรย์ที่รถคันนี้มีระยะฟรีเพียงเล็กน้อย และมีอัตราทดพวงมาลัยตอบสนองดีกว่า พี่ชายสาย  SUV   ของมัน  จนบิดพวงมาลัยนิดเดียวก็เปลี่ยนเลน ให้อาการพวงมาลัยไว ในแบบรถสปอร์ตตัวจริง

สิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละโหมดพวงมาลัย มีเพียงน้ำหนักของพวงมาลัยเท่านั้น จากที่ทดลองดู โหมดเบา จะเหมาะกับคุณผู้หญิงทุกคน และสำหรับใครที่ไม่อยากเล่นกล้ามแขนเวลาขับในเมือง ฝั่งทางด้านมั่นคงน้ำหนักพวงมาลัยมากเหมากับการซิ่ง

ค่าพวงมาลัย จะกลับมาในโหมด มาตรฐานเมื่อดับเครื่องยนต์ การเซทน้ำหนักพวงมาลัยผมแนะนำว่า ควรทำตั้งแต่ก่อนเริ่มเดินทาง เนื่องจากเมนูเข้าถึงการเซทค่า ค่อนข้างมีความซับซ้อนพอสมควร

ท้ายที่สุดระบบเบรก ดิสก์ 4 ล้อ ที่ถูกชูมาในรถรุ่นนี้ ก็เป็นของดีอีกอย่างที่ทำให้คุณมั่นใจในการขับขี่  All New MG 5   จากที่ลองใช้งาน ความรู้สึกต่อเนื่องของการเบรก ดีกว่ารถในระดับราคาเดียวกัน พอสมควร ในยามฉุกเฉินสามารถกระแทกเบรกลงไปได้อย่างมั่นใจ ระบบจะตอบสนองเร็ว รถความเร็วได้ทันใจ แม้จะขับด้วยความเร็วสูง

จากที่ลองทดสอบ 100-0 ก.ม./ช.ม. ระยะดีที่สุด อยู่ที่ 48.37 เมตร เท่านั้น  ถือว่า ค่อนข้างเร็วกว่าอยู่ เปรียบเทียบจากที่ผมทดสอบกับ  Honda City hatchback  มันมีความสามารถในการเบรก อยู่ที่ 49.66 เมตรเท่านั้น  นั่นหมายความว่ามันต่างกันอยู่ราวๆ 1 เมตรเศษเลยทีเดียว

ถึงจะฟังดูน้อยไม่มากนัก แต่เวลาในสถานการณ์ฉุกเฉินจริง แค่เมตรเดียวก็มีผล กับการเปลี่ยนสถานการณ์ จากเสี่ยงเป็นปลอดภัย ครับ

สรุป  MG 5 X   ขับเบื้องต้น Perfect Handling   ถ้าคุณเป็นสายซิ่งตัวจริง

ผมกำลังจะนำรถขับกลับไปคน  MG 824   ราชพฤกษ์ พร้อมนั่งสรุปกันกับเดือนว่ารถคันนี้น่าจะเหมาะกับใครบ้าง

ผมว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทย จะมองหารถราคา 6-7 แสนบาท สำหรับใช้งาน ด้วยค่าตัวไม่แรงมาก ค่าผ่อนก็ไม่เกินงาม จนต้องกระเบียดกระเสียนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน

รถคันนี้ทำให้หลายคนมอง เนื่องจาก เป็นขนาดที่เหมาะสมในราคาที่ไม่แพงมาก ผมมั่นใจมากว่า คนส่วนใหญ่ที่แค่อยากมีรถสักคันไว้บังแดดบังฝน ไม่ได้อยากได้เครื่องแรงสมรรถนะสูงเท่าไร เพียงต้องการรถที่ประหยัดน้ำมันในระดับที่น่าพอใจ ,ขับมั่นใจเบรกดี ช่วงล่างไม่ห่วยจนเกินไป และมีออพชั่นเยอะๆ เท่าที่เงินจะพอตอบได้

นั่นตรงกับความเป็นจริงของ MG5  รถสวยออพชั่นเยอะ เครื่องไม่แรงแต่ประหยัด ช่วงล่างอารมณ์สปอร์ต ขับสนุกพอประมาณ ยามเบื่อๆ จากที่สัมผัส ผมว่า นี่คือรถที่คนไทยหลายคนคงกำลังมองหา อยู่แน่ จนไม่แปลกใจ ตอนถามเอ็มจี ถึงกับบอกว่าขอส่งให้ลูกค้าก่อน

ขนาดช่วงโควิด โชว์รูมมีลูกค้ามาแวะเวียนลองขับบ่อยมาก หัวบันไดไม่แห้ง ลองคิดว่า ถ้ารถคันนี้เปิดตัวในสถานการณ์ปกติ มันจะขนาดไหน

ข้อดีของรถคันนี้ ผมยกให้ การเซทระบบกันสะเทือน, พวงมาลัย  ออกมาค่อนข้างสมบูรณ์แบบ จนเป็นหนึ่งในรถที่ผมยกให้ เป็นสุดยอดรถที่มีการควบคุมรถ หรือ   Handling ที่ดีที่สุด ในกลุ่มรถราคาไม่เกิน 7 แสน

เพียงแต่ความสุดยอดนี้แลกมากกับความแข็งของช่วงล่างอยู่พอสมควร จนอาจนั่งไม่สบายเวลาเดินทางไกล มันไม่ใช่ปัญหา หากคุณเป็นคนหนุ่มสาววัยทำงาน ซื้อรถคันแรก ชอบความสปอร์ต ชอบความเร็ว กลับกัน ถ้าคุณเป็นวัยเริ่มสร้างครอบครัวอย่างผมจะปาไป 40 แล้ว อาจรู้สึกว่าต้องการช่วงล่างนวลกว่านี เผื่อทำงานเหนื่อยๆ ขับรถชิลๆ กลับบ้าน ต้องการความสบายบ้าง

ข้อนี้เข้าใจว่ารถที่เป็นรุ่นล้อ 16 จะมีช่วงล่างนุ่มนวลกว่ารุ่น X   แต่ใช่ คุณอาจจะขาดออพชั่นหลายๆ อย่างที่อยากได้

ส่วนเครืองยนต์ ถึงจะออกตัวอืด ไม่ได้ให้อารมณ์ขับสนุก ใครมาแหยม ก็ชิดซ้ายให้เขาไปก่อนจะดีกว่า ก็ได้เรื่องความประหยัดน้ำมันมาแทน มันเป็นเอ็มจีที่ประหยัดน้ำมันสุดเท่าที่ขับมา อาจจะต้องยอมรับว่า ไม่สามารถสู้แก๊ง พันเทอร์โบยุคใหม่จากค่ายญี่ปุ่นได้ แต่ถ้าเทียบกับ 1.5 ลิตร ด้วยกัน ประหยัดน้ำมันไม่ต่างกัน ครับ  

ถามผม ส่วนที่น่าซื้อ คือ รถที่สวยรวยออพชั่นในราคาที่คุณเห็นแล้วก็ต้องคิดไม่ตกเหมือนกัน ยากจะห้ามใจกับความงามภายนอก ออพชั่นภายในครบเครื่อง

เรื่องการขับขี่ไม่ใช่ประเด็นใหญ่นัก ถ้าคุณไม่ใช่คนขับรถเร็ว ตีนผี หรือเป็นขาซิ่งประจำซอย อัตราเร่งจะไม่ใช่ปัญหา มิหนำซ้ำ คุณอาจจะยังรู้สึกว่า รถมันขับมั่นใจดีกว่ารถขนาดเล็กที่ใช้อยู่เดิม กรณีเขยิบมาจากอีโค่คาร์

ถ้าโจทย์ของคณแค่ต้องการเพิ่มขนาดตัวรถ ใช้งานทั่วไป ต้องการรถออพชั่นครบ ขับรถแบบปกติชน ด้วยราคาค่าตัวไม่ถึง 7 แสน ได้รถที่มีของครบมือขนาดนี้

เป็นผมก็คงซื้อแล้วล่ะครับ … ไม่ต้องคิดอะไรมากเลย

ขอบคุณ

เอ็มจี 824 ราชพฤกษ์ สำหรับการเอื้อเฟือรถทดสอบ MG 5   มาให้ทีมงาน  Ridebuster ได้ทดลองขับนะครับ

บทความนี้เป็นทัศนคติ และ การทดสอบจากผู้เขียน มิได้มีการ ซื้อ สนับสนุน หรือส่วนหนึ่งใด ที่มิได้ทำให้ บทความนี้ไม่เป็นไปตามมาตรฐานการทดสอบ ของ Ridebuster.com 

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments