ตามติดเกมใหม่ มาสด้า ปรับราคา รถสันดาปให้คุ้ม … แผนนี้ลึกว่าที่คิด

แบ่งปันเรื่องนี้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า ค่ายรรถยนต์มาสด้า มีการปรับความคุ้มค่าในรถยนต์ที่พวกเขาขายมาแล้วหลายรุ่น เริ่มตั้งแต่ Mazda CX-3 ,Mazda 2 , มาจนล่าสุด Mazda CX-5 และ Mazda CX-8 ทั้งหมด อาจจะเป็นรถที่อยู่ในตลาดขายมายาวนาน ลูกค้ามองผ่านมันไปหารถรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวทำตลาด

เกมปรับราคาปรับออพชั่นไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการรรถยนต์ แต่มันไม่ใช่จะเกิดขึ้นกันบ่อยๆ กับจากบริษัท ในตลอด 2 ปี เราค้นพบว่า มาสด้า ปรับออพชั่นรถไปแล้วกว่า 4 รุ่น ส่วนรุ่นที่ไม่ได้ปรับออพชั่นและราคา ส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวแนะนำออกมาขายภายใต้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Mazda Vehicle Architecture อย่าง CX-30 และ Mazda 3

มาสด้า หันมาเดินเกมปรับอุปกรณ์ ที่ค่ายอื่นไม่เคยทำมาก่อน

ปัจจัยการปรับราคาและออพชั่น ส่วนหนึ่ง อาจถูกมองมุมการต่ออายุสินค้า ให้ไปต่อได้ ยิ่งในสถานาการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ คนจำนวนมากเริ่มตระหนักการซื้อรถมากขึ้น ยิ่งทำให้ ตลาดรถยนต์ซบเซา คนจะมองรถรุ่นใหม่มากขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีขับเคลือนใหม่ๆ ที่นำออกมาวางจำหน่าย เช่นระบบไฮบริดไปจนถึง รถยนต์ไฟฟ้า ต้องยอมรับว่า มันด้อยค่าเครื่องสันดาปลงไปพอสมควร

การเดินเกมของ มาสด้า ใช้แนวทางสำคัญ คือการปรับออพชั่นของตัวรถให้คุ้มค่ามากขึ้น มีการหยิบอุปกรณ์ ทั้งถอดออกและใส่เข้ามา โดยอ้างอิงความต้องการของลูกค้าที่มีในตลาด และน่าจะพลิกจากผู้ที่ยังลังเลไม่ตัดสินใจ มาสู่คนที่เดินเข้าแบรนด์จับจองเป็นเจ้าของมากขึน

เช่นกรณีของ CX-3 ทางมาสด้า ปรับออพชั่นเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ที่มีความคุ้มค่ามากกว่าเดิม กรณีเดียวกันเกิดขึ้นกับ CX-8 ที่มีรุ่น 6 ที่นั่งเครื่องยนต์เบนซินเข้ามาทำตลาด หลังจากลูกค้าบางคนอยากจะขอเลี่ยงเครื่องยนต์ดีเซล ก็เลยเพิ่มรุ่นใหม่เข้ามา

รถรุ่นแรกที่ในเกมนี้คือ Mazda CX-3 และได้รับความสนใจจากลูกค้า อย่างมาก

ทางด้าน Mazda 2 และ CX-5 มาในทำนองเดียวกัน ในการปรับอุปกรณ์ของตัวรถให้น่าใช้งานมากขึ้น อย่างมาสด้า 2 น้องเล็ก ก็มีการเพิ่ม Paddle Shift เข้ามาในหลายรุ่นย่อย ส่วน CX-5 ตัดรุ่น 2.0 C ทิ้ง แล้วจัดอุปกรณ์แน่นขึ้นใน 2.0 S ทำราคาขายถูกลงนิดหน่อย

ทั้งหมดตรงนี้ จะเห็นว่า มาสด้าต้องการให้รถที่ขายอยู่เดิมคุ้มค่ามากขึ้น และตอบตลาด รวมถึงการตัดสินใจของลูกค้าได้ง่ายขึ้นด้วย

เปิดทางให้รถรุ่นใหม่ และรถยนต์ไฟฟ้า

ความจริงแล้ว ที่มาสด้าต้องจัดการปรับราคาขายรถยนต์รุ่นเดิมในปัจจุบัน ก็มีเหตุผลสำคัญเพียงข้อเดียว คือ รองรับอนาคต

ข้อแรก ตามที่มาสด้า เคยเผยว่า ในอนาคต ทางบริษัท จะมีรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่มากถึง 5-6 รุ่น ตามที่เราเคยนำเสนอไป (สามารถอ่านได้ที่นี่) จากแพลทฟอร์มขับเคลื่อนล้อหลัง ที่กำลังจะเปิดตัวในอีกไม่นานนี้

เกม มาสด้า ปรับราคา อาจไม่ได้ใช้กับ มาสด้า 2 แต่เน้นการให้รถที่คุ้มค่าขึ้น

เราได้รับการยืนยัน จากทาง มาสด้า ประเทศไทย ว่า รถทั้งหมด เป็นการนำเข้ามาเพิ่มเติม จากไลน์อัพในปัจจุบัน ไม่ใช่ การมาทดแทน นั่นทำให้รถจะทำให้ช่วงราคา ต้องขยับให้เหมาะสม กับรถที่จะมาขายในอนาคต

ประการต่อมา มาสด้า ก็ยอมรับอย่างเปิดอกว่าในวันนี้ บริษัทยังไม่แนะนำเทคโนโลยีใหม่ อย่างรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาขาย ดังนั้นการชูความคุ้มค่าในรถสันดาป ที่หลายคนมองว่า อาจจะโบราณถือเป็นเรื่องที่น่าจะชักจูงให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น

นาย ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ในฐานะ แม่ทัพการตลาดของมาสด้า ให้ข้อมูลกับเราว่า ที่จริง การปรับราคานี้เป็นเหมือนการเซทมาตรฐานใหม่ของรถยนต์สันดาปในอนาคตว่า ควตะต้องมีราคาเริ่มต้นที่ต่ำลง และมีความคุ้มค่าที่ยังทำให้ลูกค้าจะเลือกซื้อหามากขึน

นอกจาก การเพิ่มความคุ้มค่าแล้ว อีกประเด็น อยู่ที่การรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งจะมีค่าเทคโนโลยีที่แพง และต้องวางเหนือรถยนต์เครื่องสันดาป ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่

การปรับราคา จึงเป็นแนวทางการเดินเกมสำคัญ รอการมาของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ของทางมาสด้า ด้วย ซึ่งก็มีอยู่แล้ว รอเพียงความพร้อมทางด้านการผลิตในไทย ที่มีความล่าช้าไปจากแผนเดิม ส่วนหนึ่ง จากหลายปัจจัย ที่สำคัญที่สุดเป็นผลกระทบจาก โควิด 19

ดังนั้นเกม มาสด้า ปรับราคา ปรับรุ่นรถทั้งหมด อาจจะมองว่า มาสด้า โดนคู่แข่งตีหัวเข้าบ้านแน่น แต่เชื่อเถอะว่า อย่างมาด้า ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 3 ตลาดรถนั่งในหลายปีที่ผ่านมา พวเขาคิดอะไรไว้ลึกว่าที่เรารู้เสียอีก

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments