Mazda MX-5 RF 6 MT โรดสเตอร์สุดหล่อ..ซิ่งขับสบาย

หากกล่าวถึงแบรนด์มาสด้า จากเมือง ฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น ในเวลานี้ หลายคนอาจจะนึกถึงรถสวยดูหรู มีสมรรนถะดี บ้างใครเป็นคนรุ่นเก่า ก็จะนึกถึงที่สุดเครื่องยนต์สูบหมุนทีเรียกว่า โรตารี่

หากในอีกตำนาน จากแบรนด์รถยนต์รายนี้ ผู้เป็นเจ้าของแนวคิด จินบะ อิตไต ที่ได้ยินมายาวนาน ทุกครั้งที่ยกเรื่องนี้มาคุย มาสด้า จะนำภาพของรถ  Mazda MX-5   เข้ามาแสดงให้ดูเสมอ

Mazda MX-5   กลายเป็นตำนานของมาสด้าอีกบทหนึ่ง นำเสนอรถ0โรดสเตอร์ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับคู่รัก ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน มาสด้าไม่เคยเลย สักครั้งที่จะละเลยนำเสนอโรดสเตอร์รุ่นใหม่ แม้กับในโลกยุคใหม่ ด้วยความเป็นรถยอดนิยมตลอดกาล โดยเฉพาะในตลาดหลักอเมริกาเอง แม้จะไม่ได้แรงหลังติดเบาะ

เรื่องราว มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 แตกต่างจากรถรุ่นอื่นๆ สักหน่อย ในขณะที่รถหลายรุ่น มักจะเกิดจากการสบช่องทางการตลาด เจ้าสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นนี้ เกิดจากนักข่าวสายยานยนต์ในอเมริกา ภายหลังเขาไปร่วมงานกับมาสด้า และทำสิ่งที่เป็นความคิดเขาเป็นจริง

ปี 1976 บ๊อบ ฮอล เป็นนักข่าวยานยนต์ให้กับ Motor Trend เขามีโอกาส พบกับ นาย เคนิชิ ยามาโมโต้ และ ไก อาไร หัวหน้าส่วนงานวิจัยและพัฒนาของมาสด้า

จุดเริ่มต้น ก็เหมือนสิ่งที่นักข่าวหลายคนมักจะใช้เวลาหลังจากลองรถใหม่ พูดถึงแนวคิดของตัวเอง แลกเปลี่ยนทัศนคติกับบริษะทรถยนต์ บ๊อบบอกมาสด้า ซึ่งในเวลานั้นมีแต่รถเก๋งทั่วไป และรถสปอร์ตเครื่องโรตารี่ที่มีราคาแพงหูฉีกว่า

ผมคิดถึงการที่แมลงติดฟันหน้า ผมปลิวสไวไปตามสายลม ระหว่างขับขี่ รถสปอร์ตโรดสเตอร์ ราคาไม่แพงที่เคยมาจากผู้ผลิตอังกฤษ น่าเสียดายตอนนี้ไม่มีขายแล้ว

ใครจะคิดว่า 5 ปี ให้หลัง บ๊อบ เบื่อการเป็นนักข่าว ก็เลยไปสมัครมาสด้า เขาเข้าไปอยู่ในแผนกวางแผนผลิตภัณฑ์

เผื่อใครหลายคน อาจไม่รู้ขั้นตอนในบริษัทรถยนต์ แผนกวางแผนผลิตภัณฑ์ มีหน้าที่ในการมองหาความต้องการของลูกค้า แล้วนำเสนอ สิ่งที่บริษัทมีต่อตลาด หรือ คิดแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ แก่ลูกค้า

บ๊อก กลับมาเจอ ยามาโมโต้อีกครั้ง แต่ตอนนี้เขาเป็นประธานของ มาสด้า มอเตอร์แล้ว  ทั้งคู่ยังจำสิ่งที่คุยกันได้ และยามาโมโต้ บอกว่า ก็ลองศึกษาดู

ฮอลล์ตื่นเต้นที่จะมีโอกาส นำความคิดของเขามาสู่ความจริง คงไม่บ่อยนัก ที่นักข่าวจะมีส่วนร่วมกับการสร้างผลิตภัณฑ์ใดๆ กับบริษัทรถยนต์สักแห่ง แน่ล่ะว่า คงไม่ใช่ในฐานะนักข่าว เขาว่าจ้าง มาร์ค จอร์แดน หยิบตัวมาจาก  General Motor   มาช่วยสร้างให้รถสปอร์ตโรสเตอร์ จากภาพในความคิดมีชีวิตขึ้นมา

รถสปอร์ตน้ำหนักเบา ขับง่ายใช้งานดี เป็นโครงการที่หลายคนในมาสด้าไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นมาก่อน งานออกแบบโครงการนี้ต้องร่วมมือกันทำ ทั้งจากทางฝั่งอเมริกา และจากทางประเทศญี่ปุ่นเอง

ทีมออกแบบทั้งโลกตะวันตก และตะวันออก ต้องแข่งขันกันนำเสนอรถในแบบที่น่าจะออกมาเป็นรถยนต์รุ่นใหม่

ฝั่งอเมริกา นำเสนอรถรูปแบบ เครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้ชื่อว่า  Duo 101  ทางฝั่งญี่ปุ่นมีรถในแบบเดียวกัน และยังเพิ่มอีกแบบ เป็นเครื่องยนต์วางกลาง เนื่องจากสามารถเก็บเสียง และลดการสั่นสะเทือนได้ดีกว่า

การตัดสินรอบแรก รจากกระดานออกแบบออกแบบ ตัวรถเครื่องยนต์วางกลาง เป็นที่สนใจของกรรมการตัดสิน จนกระทั่งการตัดสินรอบ 2 จากการปั้นต้นแบบดินเหนียวขึ้นมาเท่าขนาดคันจริง  รถจากฝั่งอเมริกา ชนะแบบของทางฝั่งญี่ปุ่นไปขาดลอย

แนวความคิด  Mazda MX-5 รุ่นแรก บนตัวถังรหัส  NA   ได้ความคิดมาจาก Lotus Elan  รถเก๋าสมัยรุ่นปู่ยังหนุ่ม ยุค 60 มาสด้าคว้าเอารายละเอียดงานออกแบบหลายอย่างมาใช้ จนในที่สุดโครงการนี้ เปลี่ยนชื่อเป็น P729   ย้ายฐานการพัฒนาไปยัง ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาและวิศวกรรมขั้นสุดท้าย

10 กุมภาพันธ์ 1989  Mazda MX-5   เปิดตัวสู่สายตาชาวโลก ในงาน Chicago Motor Show  รถผลิตและจำหน่ายก่อนในอเมริกา เป็นที่แรกในโลก ก่อนเริ่ม ในญี่ปุ่น วันที่ 1 กันยายน หรือ ราวๆ 7 เดือนหลังจากในอเมริกา ในชื่อแบรนด์  Eunos  ใช้เครื่อง 1.6 ลิตร B6ZES ให้กำลัง 115 แรงม้า ทำแรงบิด 136 นิวตันเมตร  จำหน่ายด้วยเกียร์ธรรมดา ที่จริงมันมีเกียร์ออโต้ด้วยแต่ไม่ได้รับความนิยมนัก

รถทั้งคันทำจากเหล็ก ส่วนฝากระโปรงหน้าทำจากอลูมิเนียม มีความยาว 3,950 มม. กว้าง 1,679 มม. และสูง 1,235 มม. ใช้ช่วงล่างอิสระปีกนก 2 ชั้น ทั้ง 4 ล้อ รวมถึง ดิสก์เบรก 4 ล้อ

มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 กลายเป็นขวัญคนอเมริกันอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากราคาขาย ไม่แพงนัก ราคารถไม่ได้หนีจากรถเก๋งสุดหรูแบรนด์ยุโรปเลย

หลังจากนั้นตามมาด้วยโมเดล NB  โดยเอาสไตล์มาจาก  Mazda RX-7   ออกแบบโดย Tom Matano  เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ยังใช้ในญี่ปุ่นและยุโรป ในขณะอเมริกา ขยับเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตร ให้กำลัง 140 แรงม้า ทำแรงบิด 157 นิวตันเมตร อาจจะฟังดูไม่มาก แต่รถคันนี้โฟกัสที่ความเบา ด้วยน้ำหนักตัวเปล่า  1,065 มม.

รวมๆ ขนาดตัวรถ เรียกว่าไม่แตกต่างจากเดิมนัก จนบางคนว่าเปลี่ยนเครื่องกับดีไซน์ ก็ขายได้ต่อไปอีกในรุ่น แม้จะใช้พื้นฐานเดิม

รุ่นก่อนปัจจุบัน เรียกว่า   NC  เป็นครั้งแรกท่มีการอัพเกรดขนานใหญ่ทั้งงานออกแบบและการวิศวกรรม เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่และตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

งานออกแบบ เป็นหน้าที่ของหัวหน้านักออกแบบ โมเรย์ คาลลัมน์ นำเสนอใน   Mazda Ibuki  Concept ด้านงานวิศวกรรมหลายอย่างหยิบเอาจากรถสปอร์ตผู้พี่ Mazda RX-8  เจ้าสปอร์ตโรตารี่มาใช้ ทั้ง ระบบช่วงล่างทางด้านหน้าแบบปีกนิกอิสระ 2 ชั้น ด้านหลังแบบ มัลติลิงค์ ตลอดจน ระบบควบคุมการทรงตัว และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี

เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรถูกโละทิ้ง กลายเป็นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และ 2.0 ลิตร เนื่องจากรถมีขนาดใหญ่ขึ้น  มันมีความยาวตลอดคัน 4,000 มม. ในรุ่นหลังคาผ้า และ 4,020 มม. ในรุ่นหลังคาแข็ง เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า มีความกว้าง 1,720 มม. มีความสูง 1,240 มม.(รุ่นหลังคาผ้า) 1,255 มม. ในรุ่นหลังคาไฟฟ้า

NC  เป็นโฉมแรกที่แนะนำหลังคาไฟฟ้าเข้าประจำการในรถยนต์ มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5  ก่อนจะสืบทอดมาปัจจุบัน

หลายคนไม่ค่อยทราบว่า มาสด้า ประเทศไทย ไม่เคยพลาดโอกาสสักครั้งจะแนะนำ   Mazda MX-5 เข้าสู่ตลาดบ้านเรา แม้จะไม่ใช่รถที่สร้างยอดขายหวือหวา ทำตัวเลข หรือกำไรงามๆให้บริษัท หากก็มียอดขายเดินเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

โฉมใหม่  ND   เป็นอีกครั้งที่มันกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย รถแนะนำตัวขายในปี พ.ศ. 2558 เริ่มแรกวางจำหน่ายในรุ่นหลังคาผ้าก่อน จะแนะนำตัวเวอร์ชั่นหลังคาไฟฟ้าที่เรียกว่า Retractable Fastback   หรือย่อๆว่า  RF  ในปีต่อมา รถรุ่นนี้เรียกว่าเป็นตัวชูโรง เพราะลูกค้าใหม่ๆ ชอบรถหลังคาแข็งเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า มากกว่า หลังคาผ้าที่ต้องมาเปิด-ปิดด้วยมือ

Mazda MX-5  โฉม  ND กลับสู่รากเหง้าเดิม หลังจากลูกค้าค่อนขอดกันมายาวนานว่า รถรุ่น   NC  รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่สมกับการเป็น Light Weight Roadster  มันทั้งใหญ่ ทั้งหนัก ด้วยน้ำหนักตัวเปล่าทะลุไปเฉียด 1,200 กก. แม้จะได้เครื่องยนต์ใหญ่ขึ้น ก็เหมือนจะอืดกว่าพี่น้องของมัน

ND   จึงเป็นวาระโอกาสดีที่มาสด้าจะแก้มือรถรุ่นใหม่ ให้สาวกศรัทธา ในสปอร์ตโรดสเตอร์เจ้าตำนานคันนี้ อีกครั้ง

เรื่องขำขันของมาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 เกิดขึ้น ตอน  Mazda Design forum ในปี 2012 ที่สตูดิโอแห่งหนึ่ง ในย่าน ถนนเกษตร นวมินทร์ นั่นเป็นเวลาก่อนที่   Mazda CX-5   จะขายในไทย และมาสด้าจะก้าวเข้าสู่โลก  Sky Activ  อย่างวันนี้

ผมยังจำได้ การนั่งฟังหัวหน้านักออกแบบพร่ำเพ้อ ถึงงานออกแบบที่ถอดมาจากท่าทางการเคลื่อนไหล ของเสือชีตาร์ ต้นความคิดของ   Kodo Design มาสด้าจับเอารูปแบบการเคลื่อนไหว มาเป็นฟอร์มงานออกแบบในรถรุ่นใหม่ และทดลองออกแบบสดๆ ให้เราดู

วันนั้นจำได้ว่า มาสด้า ลองออกแบบโรดสเตอร์  Mazda MX-5   วาดกันสดๆ ให้ดูท่ามกลางสายตาสื่อ หลายสิบคู่ที่กำลังเคลิ้มกับวิชา ศิลปะงานออกแบบและการเคลื่อนไหว และอิ่มขนมของว่าง

หลังกวาดเม้าท์ไปๆ มาๆ เราก็ตื่นตา เพราะ หน้าตารถที่อยู่ตรงหน้าช่างดูงดงามมาก แต่ทีมงานมาสด้าประเทศญี่ปุ่น ขำไม่ออก เพราะมันดันเหมือนรถคันจริงเด๊ะ!! จน รีบสั่งให้ทีมงานชาวไทย เดือดร้อนพี่อุทัย บอสใหญ่สายประชาสัมพันธ์ ต้องบอกสื่อช่อยลบภาพที่บันทึกเมื่อสักครู่ออก และไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ

ที่จริงไม่มีใครรู้ว่า มันเหมือนคันจริงแค่ไหน จนกระทั่ง มาสด้า โชว์  Mazda MX-5  โฉมใหม่ (ND) ในอเมริกา วันที่เปิดผ้าคลุม ผมถึงกับอึ้ง!!  แม้จะดูจากระบบออนไลน์ เพราะมันเหมือนกับที่เขาวาดให้ดูไม่ผิดเพี้ยน

ผมเองมาเจอรถตัวเป็นๆ ในไทย ตอนเปิดตัววางขาย รุ่นแรกที่เข้ามาเป็นรุ่นหลังคาผ้า  soft Top   เปิด-ปิดเองด้วยมือ คนไทยไม่อินแบบนี้ เนื่องจากบ้านเรารถยุโรปได้รับความนิยมมาก ชินกับหลังคาไฟฟ้ามากกว่า จนกระทั่งภายหลัง ปี 2017 มาสด้านำรุ่นหลังคาไฟฟ้าทรงท้ายลาด Retractable Fastback หรือ   RF   เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ด้วยทรงที่สวยกว่า มันจึงเริ่มสร้างยอดขาย

จนปี 2018 ทางมาสด้า ประเทศญี่ปุ่น ประกาศการอัพเดท เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ปรับให้มีกำลัง 181 แรงม้า แรงบิดเพิ่มเป็น 205 นิวตันเมตร รอบเครื่องเดินได้ลึกที่สุด ถึง 7,500 รอบต่อนาที สยบคำครหาจากลูกค้าว่า รถชิวกินลม ไม่แรง ไม่น่าสนใจอย่างเด็ดขาด

ผมสนใจ   Mazda MX-5   รุ่นใหม่ ทุกครั้งที่เดินผ่านบูธ มาสด้าในงานแสดงรถยนต์ มันเป็นรถสปอร์ตที่ยั่วยวนน่าหลง สิ่งหนึ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ เจ้านี่เป็นรถยนต์สปอร์ตเกียร์ธรรมดา ที่มีราคาแพงที่สุดในไทยวันนี้ รุ่นปี 2020 ที่เพิ่งออกมา พร้อมระบบความปลอดภัย   Mazda I Active Sense   มีราคาสูงถึง 2,905,000 บาท เป็นค่าตัว ถือว่าไม่เบาเลยกับรถสปอร์ตเกียร์ธรรมสักคัน

….

เจอหน้า  Mazda MX-5   ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยผ่านมือ เมื่อปี 2015 ตอนมันเปิดตัววางจำหน่ายใหม่ๆ  ได้ไปลองขับที่เขาใหญ่ รับลมชมแดด ช่วงหน้าหนาวได้อารมณ์สุนทรีย์สุดๆ

ผ่านมากว่า 4 ปี ทุกครั้งที่มองมัน ยังคงให้ความรู้สึกทันสมัยกว่ารถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ ที่วางจำหน่าย เทียบกับ มาสด้าใหม่ๆ งานออกแบบ รถรุ่นนี้ยังคงดูใหม่สดเสมอ นำเสนอ ภายใต้งานออกแบบ Kodo Design  ที่ยังดูทันสมัยมาจนปัจจุบัน

การอัพเดทในรถรุ่นใหม่โฉม  ND  ทีมงานมาสด้า ตัดสินใจว่า จะย่นขนาดลงไปเท่ากับรถโฉมแรก งวดนี้ขนาดตัวรถ จึงย่นลงไปเหลือความยาวเพียง 3,915 มม. กว้าง 1,735 มม. และ สูงเพียง 1,235 มม. มีระยะฐานล้อ 2,310 มม. เท่านั้น

เฉกเช่นมาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 ทุกรุ่นที่เน้นการขับขี่ออกแบบให้มีความคล่องตัวสูง เมื่อมองรถจากทางด้านข้าง จะเห็นว่ามันมีระยะยื่นจากล้อหน้าสั้น รุ่นใหม่ เพียง 760 มม. ขณะที่ท้ายรถ มีความยาวจากล้อไปยังปลายกันชนหลังเพียง 245 มม. มีความสูงจากพื้น 135 มม. นั่นไม่ต่างจากรถเก๋งทั่วไปเท่าไรนัก

มองทางด้านหน้างานออกแบบ   Kodo Design ใน มาสด้า โรดสเตอร์ ออกแบบมาแตกต่างมันกดหน้าต่ำเตี้ย เพื่อให้มีความเพรียวลมดูสปอร์ต ไฟหน้าจัดวางไว้สูงเล็กน้อยเพื่อให้การส่องสว่างในการขับขี่ยามค่ำคืน ฝากระโปรงหน้า ตลอดจน เส้นสายทางด้านข้าง ให้ความเป็นหนึ่งเดียวไม่มีเส้นไหล่ แนวทางนี้รุ่นนี้ถูกนำมาใช้กับรถเก๋งมาสด้าใหม่ๆ อย่างมาสด้า 3   ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 205/45R17

ถ้ามองดีๆ จะพบว่า เจ้าโรดสเตอร์ คันงาม ถูกออกแบบให้มีช่วงฝากระโปรงหน้าค่อนข้างยาวเป็นพิเศษ เกือบครึ่งนึ่งของตัวรถ ช่วงประตูคนนั่งออกแบบมายาว เพื่อให้ขึ้นลงง่ายต้องระวังสักหน่อย เวลา เปิด-ปิด ในการใช้งาน เลยกลายเป็นประตูมีน้ำหนักมา

มันเปิดได้กว้าง ดีสำหรับสาวๆ นุ่งสั้น สามารถก้าวลงรถได้อย่างมั่นใจ สะดวก ไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะจัดท่าอย่างไร จะได้ขึ้นลง ดูงาม

ช่วงท้ายรถ เป็นที่เก็บหลังคาไฟฟ้า และเป็นห้องสัมภาระด้วยเช่นกัน ความจุห้องสัมภาระไม่ได้กว้างขวางมากมายอะไรนัก พื้นที่พอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ และของส่วนตัวอีกนิดหน่อยเท่านั้น  ถึงเราจะพูดแบบนั้นกระเป๋าเดินทาง 20 นิ้ว ก็มีพื้นที่มากพอ สำหรับเสื้อผ้า 3-5 วัน เลยทีเดียวเชียว

ด้านในห้องโดยสาร เรียบง่ายและชัดเจน  Mazda MX-5 ออกแบบมาสำหรับ 2 ที่นั่ง ไม่เผื่อที่สำหรับคนที่ 3 เว้นจะนั่งเบียดกระแซะกันไปฝั่งคนนั่งก็พอทำได้ ถ้าเป็นคนตัวเล็กไซส์สเมิร์ฟ

รายละเอียดงานออกแบบเน้นความเรียบง่ายดูดี ภายในห้องโดยสารสีดำมาพร้อมเบาะนั่งทรงสปอร์ต เดินด้ายแดง พวงมาลัยยังไม่สามารถปรับยืด-หด เพื่อฟิกตำแหน่งให้ปรับท่านั่งได้ง่าย การหาท่านั่งอาจจะยาก สำหรับคนตัวใหญ่ไซส์หมี เพราะพื้นที่เลื่อนเบาะนั่ง มีจำกัด ต้องอาศัยการปรับเบาะพนักพิงหลังเข้าช่วย เพื่อให้ได้ท่านั่งที่ถูกต้อง

เรือนไมล์แตกต่างจากพี่น้องของมัน ด้วยสไตล์ออกมาในแนวคลาสสิค ตรงกลางเน้นเด่นด้วยรอบเครื่องยนต์ ส่วนข้างขวาเป็นเรือนไมล์ความเร็ว ด้านซ้ายเป็นข้อมูลต่างที่น่าสนใจ รวมถึงระดับความร้อนและระดับน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือ

ตรงกลางเป็นระบบเครื่องเสียงเรียบง่ายด้วยหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ตรงกลางมีปุ่มควบคุมใช้การบิดเลือกข้อมูล ในหน้าจอได้สบาย เครื่องเสียงรองรับการเชื่อมต่อ apple Car Play  ขับผ่านลำโพง Bose คุณภาพสูง 9 ตัวในห้องโดยสาร ซึ่งถือว่า ค่อนข้างมากสำหรับห้องโดยสาร 2 คน เรื่องคุณภาพเสียงไม่ต้องห่วงเรื่องความกระหึ่มมันดังสะใจโสดประสาทในทุกเพลง ที่คุณเลือก

การทดลองขับ

ใต้เรือนร่างเจ้าโรดสเตอร์คันนี้ รุ่นปี 2018 เป็นต้นมา ใช้เครื่องยนต์  Mazda Sky Activ G ขนาด 2.0 ลิตร เพิ่มกำลังให้มากกว่าเดิม จาก 155 แรงม้า มาเป็น 184 แรงม้า สูงสุดที่ 7,000 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด  205 นิวตันเมตรสูงสุดที่ 4,000 รอบต่อนาที

ถ้าคุณรักสบายสามารถเลือกซื้อเกียร์ออโต้ก็ได้ มาสด้าจะให้ Paddle Shift   มาหลังพวงมาลัย กลับกันถ้าชอบขับสนุกอารมณ์ดิบ ก็สามารถเลือกเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ทั้งคู่ราคาเท่ากัน เรียกว่า สุดแท้แล้วแต่ลูกค้าจะสนใจ

รถที่เรานำมาวันนี้ เป็นรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด จะขับรถสปอร์ตทั้งทีให้ได้สุนทรีย์ ต้องเป็น 3 แป้น เร้าใจได้อารมณ์ทุกการสับเกียร์

มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 ออกจะเป็นรถที่ แปลกสักหน่อย ด้วยการให้อัตราทดเกียร์ไม่มีชุดเกียร์  Over Drive  หรือ ต่ำกว่า 1.000 เลย ไม่เหมือรถสปอร์ตหลายรุ่นที่ยังมีอัตราทดต่ำ เพื่อสร้างความประหยัดบ้าง อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง

อัตราทดเกียร์ธรรมดา   Mazda MX-5 6 MT

เกียร์ 1 5.087
เกียร์ 2 2.991
เกียร์ 3 2.035
เกียร์ 4 1.594
เกียร์ 5 1.286
เกียร์ 6 1.000
เกียร์ถอย 4.696
อัตราทดเฟืองท้าย 2.866

 

การสตาร์ทเครื่องยนต์ ต้องเหยียบคลัทช์ลงไปร่วมด้วย เป็นวิธีการในโลกยุคใหม่ ให้สตาร์ทรถเกียร์ธรรมดาปลอดภัย ผมเจอมาแล้วในรถหลายรุ่น เผื่อเผอเจ้าเกียร์รถจะได้ไม่กระตุก แต่ต้องระวังถ้าจอดทางลาดชัน อาจมีเฮได้

แม้หลายคนอาจคิดว่า รถเกียร์ธรรมดา น่าจะขับยาก แต่  Mazda MX-5   ไม่ยากขนาดนั้น ทางมาสด้าเซทน้ำหนักชุดแป้นคลัทช์ให้เบาสบายใช้งานง่าย ระยะเดินทางแป้นคลัทช์จากระยะจากมาระยะจับฟลายวีลไม่สูงนัก

ตัวคันเกียร์เซทมาเน้นขับสบาย ระยะโยนจากตำแหน่งล่างไปบนในแต่ละเกียร์ค่อนข้างยาว ไม่ได้ ออกแนวซิ่งซ่าแบบรถสปอร์ตบางรุ่น ให้ด้ามควิกชิฟท์ จากโรงงาน ระยะโยนกระชับอัตราเร่งไม่ตก การควบคุมคลัทช์และคันเกียร์ ของเจ้าโรดสเตอร์เป็นไปในภาพขับสบายมากกว่า  ใครกังวลว่า รถสปอร์ต จะต้องออกตัวกระชาก ขับไม่สบายวางใจได้เลย

พวงมาลัยไฟฟ้า  Dual  Pinion ให้การบังคับเลี้ยวแม่นยำพอตัว ขับแรกๆ จะรู้สึกว่า วงพวงมาลัยค่อนข้างใหญ่ ดูเทอะทะบ้างในบางที  โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างในรถดูใกล้ตัว น้ำหนักพวงมาลัยกำลังดี ไม่เบาหรือหนักไป มีระยะฟรีน้อยมาก จนอาจต้องระวัง

….

ขับเกียร์ธรรมดา ในเมืองสมัยนี้ หลายคนอาจว่า ลำบาก แต่เจ้าโรดสเตอร์ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น การวางหมากให้ทุกอย่าง นุ่มนวลเบาสบาย ทำให้การขับโรดสเตอร์คันนี้ผ่านในเมืองเป็นไปอย่างง่ายดายสุดๆ

ด้วยเกียร์ 1 ที่ให้อัตราทดมาสูงถึง 5.087 ทำให้รถคันนี้ออกตัวง่ายดายมาก จนแค่ถอนคลัทช์ รถก็จะวิ่ง Walking Speed  ไหลไปข้างหน้าอย่างว่องไว แถมยังช่วยออกตัวง่าย แกมบังคับให้ขับในเมืองส่วนใหญ่จะใช้เกียร์ 2 และ เกียร์ 3 เสียมากกว่า (เกียร์ 1 ใช่แค่ออกตัว หรือคลานตามรถคันหน้าเท่านั้นเอง)

หลายคนอาจไม่เคยคิดมาก่อน รถเกียร์ธรรมดา จากมาสด้า มีระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวมาให้ได้ประหยัดด้วย ระบบนี้เราอาจจะคุ้นเคยในรถเกียร์ออโต้ของมาสด้า เหยียบเบรกมันก็หยุดการทำงานเครื่องยนต์ทันที … แต่ในเกียร์ธรรดมา คุณต้องเหยียบคลัทช์ เข้าเกียร์ว่าง

ยุ่งยาก…จังฟะ… เชื่อว่า หลายท่าน อาจจะคิดแบบนี้ แต่ถ้าเอาตามหลักการทำงานจริง การหยุดการทำงานเครื่องยนต์ จะต้องอาศัยตัวกำหนดการขับเคลื่อน ในเกียร์ออโต้นั่น คือเบรก ในเกียร์ธรรมดา มันคือ คลัทช์ ผมว่ามันก็ถูกแล้วที่จะต้องให้การเข้าเกียร์ว่างเหยียบคลัทช์ กำหนดว่า จะต้องหยุดการทำงานเครื่องยนต์อย่างไร

ย้ายมาขับโรดสเตอร์ช่วงแรก ยอมรับว่า ยังไม่ชินกับการขับรถแบบนี้มากนัก ใครโดดขึ้นมาขับ มีเหวอบ้างในช่วงแรก ด้วยความเป็นรถหน้ายาว เรานั่งตรงกลางของรถ บางครั้งกะวงเลี้ยวไม่ถูก มันไม่เหมือนรถสปอร์ตคูเป้ทั่วไปที่เรารู้จักกันดี

การนั่งตรงกลางรถทำให้ เวลาเราเลี้ยวรถเราอยู่บนจุดหมุนรถ ทำให้เราเข้าถึงเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ตามปรัชญา จินบะ อิตไต ที่มาสด้าพยายามพร่ำบอกเสมอมา ทุกครั้งที่มีโอกาส

และด้วยตัวรถที่มีช่วงยื่นสั้น ทำให้ให้มันค่อนข้างคล่องตัวมาก กับการซอกแซกไปตามถนนในเมือง จะหาที่จอดก็แสนง่ายด้วยความยาวเพียง 4 เมตร จะแปะตรงไหนก็สะดวก ด้วยขนาดไม่ต่างจากอีโค่คาร์

ด้านช่วงลางเซทมาแข็งสักหน่อย โช๊คไม่มีช่วงยืดยุบมากนัก บวกกับยางแก้มบาง 205/45/R17   ทำให้รถค่อนข้างจะแข็งตึงตังสักหน่อย มันไม่ใช่รถนั่งนุ่มสบายเท่าไรนัก

เฉกเช่นเดิม การทดสอบอัตราประหยัด ผมปิดระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวตลอดการเดินทางในเมือง บนหน้าปัดโชว์ 11.3 ก.ม./ลิตร ระยทางขับจริงฝ่าการจราจรรถติด 95.1 กิโลเมตร เติมเข้าถัง 9.748  ลิตร  สรุป อัตราประหยัด 9.7 ก.ม./ลิตร ถือว่าไม่ขี้เหร่เท่าไร เพราะ ถ้าใช้ i- Stop   น่าจะได้มากกว่านี้แน่นอน

มีรถสปอร์ตเปิดประทุน ไม่มีใครไม่นึกถึงทะเล ….

ด้วยความอยากรู้ รถสปอร์ต จะเที่ยวไม่ได้จริงหรือ ก็เลยตัดสินใจเก็บกระเป๋า ไปทะเลใกล้ๆ ปราณบุรี ชาร์จแบตฯ ชีวิตสักขึ้นเก็บแรงสู้กันต่อไป

การเดินทางไกล กับ  Mazda MX-5  มีดีข้อหนึ่ง คือ คนข้างกายคุณยากจะหลับลง ทั้ง ช่วงล่างที่คอนข้างแข็งตามสไตล์รถสปอร์ต แถมช่วงยืดยุบ สั้นทำให้โรดสเตอร์คันนี้ สะเทือนตลอดการเดินทาง แถมเบาะนั่งไม่มีที่เว้นหลังให้คุณมากจะมาปรับเอนนอน หนีไปเฝ้าพระอินทร์ ก็ลำบาก เป็นการพิสูจน์ความรักไปโดยปริยาย

ถึงขับตรงๆ เจอหลุมบ่อถนนปะ จะนั่งไม่สบายมันจะดีขึ้นหน่อย เมื่อขับเร็วๆ และเมื่อเจอทางถนนทางโค้งเยอะ ต่อๆ เนื่อง มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 ก็โชว์ของดีออกมา

ผมเชื่อว่าหลายคนได้ยินคำว่า   Jinba Ittai   มายาวนาน แล้วไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่คุณเลย ผมก็กาหัว ทุกครั้ง ว่ามันคออะไร บ่อยครั้งที่วิศวกรมาสด้า คงเห็นผมทำหน้าเป๋อเหรอ เวลาเขาพูดว่า ทำให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน

เมื่อคุณซิ่งไปตามทางโค้ง ใช้รอบเครื่องยนต์สูง สับเกียร์ หมุนพวงมาลัยเข้าโค้ง นักขับก็อยากจะให้รถไปตามได้ดั่งใจสั่ง มันยากจะทำแบบนั้น เมื่อคุณต้องทำทุกอย่างในเวลา ไม่กี่วินาที การเชื่อมต่อคนกับรถ เข้ามามีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

ผมไม่ได้พูดถึงปรัชญาเข้าใจยากๆ จากมาสด้า ทีจะพาชวนคุณคุณงงงวย แต่แนวคิด จินบะ อิตไต ทำให้เราสามารถควบคุมรถให้เป็นไปตามใจเราคิดได้มากที่สุด โดยเฉพาะการบังคับทิศทางรถตามต้องการ ไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่นการเข้าโค้งด้วยความเร็ว โรดสเตอร์คันนี้จะเลี้ยวตามที่คุณหมุนพวงมาลัยและใช้คันเร่งไปพร้อมกัน

อาการดื้อด้านจากตัวรถ พยศท้ายออกตามสไตล์รถขับหลัง เรียกว่าแทบจะไม่มีเลย ไม่ว่าคุณจะพยายามดึงดันกระชากคลัทช์ กระชากเกียร์ขนาดไหนก็ตาม เว้นแต่ คุณจะพยายามอย่างหนัก กระชาก คลัทช์ พวงมาลัย และปิดระบบควบคุมการทรงตัว ต่อให้ปิดก็นับว่ายังยากอยู่ดีที่จะทำให้รถเสียบ อาการ

ต้องขอบคุณการวิศวกรรมกระจายน้ำหนักของมาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 มันเป็นรถไม่กี่รุ่น ที่กระจายน้ำหนักหน้า-หลัง สร้ามสมดุลในแบบ 50/50 รถจังยากจะเสียอาการท้ายปัดง่าย เหมือนรถสปอร์ตคูเป้ รุ่นอื่นๆ

แป้นเบรกตอบสนองได้ทันใจ ปราบพยศฝูงม้า 184 แรงม้า ด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ อยู่หมัดได้สบาย ทุกครั้งที่กดเบรก ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจ ด้วยน้ำหนักตัวรถเบา ทำให้ การหยุดรถง่ายขึ้น

ในภาพรวม เจ้าโรดสเตอร์คันนี้ค่อนข้างเชื่อง คุมง่าย ความรู้สึกต่างๆ ส่งผ่านคุณจากเบาะคนขับ ติดตั้งต่ำ แถมจุดที่เรานั่ง ยังอยู่กลางรถพอดี เป็นตำแหน่งจุดหมุน รับรู้แรงเหวี่ยงได้ทันที โดยเฉพาะกรณีเสียอาการในระหว่างการขับขี่ ทำให้เรารับรู้ว่า ควรจะตอบสนองกับรถอย่างไร

ทั้งหมดไม่ได้อาศัยความวิเศษของเทคโนโลยีช่วยควบคุมอย่าง   G Vectoring Control   เข้ามาช่วยเหลือ ทั้งหมด เป็นไปได้จากสูตรตั้งต้นวิศวกรรม ไม่ได้ใช้เวทมนต์แห่งเทคโนโลยีมาเล่นของ เหมือนรถรุ่นอื่นของมาสด้า

ด้านเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เวลาเร่งสุดๆ ก็แผดเสียเร่งเร้าพร้อมถวายชีวิต เสียงเครื่องทุ้มเร้าใจ มันแรงกำลังดี ไม่ได้ดึงหลังติดเบาะแบบที่หลายคนฝันอยากได้ เมื่อซื้อรถสปอร์ตสักคัน

การไม่ดึงหลังติดเบาะ ช่วยให้คนนั่งไม่รู้สึกกลัว คุณจะสนุกกับมัน เมื่อผ่านรอบ 5,000 ขึ้นไปจนถึง 7,000 รอบต่อนาที จนกระทั่งมีเสียงเตือนว่าควรสับเกียร์ไปยังตำแหน่งต่อไปได้แล้ว แสดงบนหน้าปัดเรือนไมล์

ระบบนี้จะคอยกำกับและชี้แนะว่า เมื่อไรควรเปลี่ยนเกียร์ มันสังเกตการใช้คันเร่งของเราว่า จะขับชิลๆ หรือ ขับซิ่งได้ด้วย ในบางจังหวะ มันฉลาดมากพอจะบอกให้คุณข้ามเกียร์เช่นจาก 3 ไป 5 หรือ 2 ไป 4 เพื่อความประหยัด

จะทำตามไม่ทำตามก็ได้ เป็นเพียงแนวทางที่ระบบอยากแนะนำคุณ เพื่อให้ ประหยัด หรือ ป้องกันเครื่องยนต์จะพังเสียหาย

ที่แน่ๆ การที่รถมี 6 เกียร์ แต่ไร้เกียร์  Over Drive   ก็กลายเป็นหอกข้างแคร่ความประหยัดน้ำมัน เพราะ แม้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร  ถือว่ามีขนาดใหญ่พอสมควร ก็ยังใช้รอบเครื่องสูง เมื่อใช้ความเร็วเดินทาง

  • ที่ 120 ก.ม./ช.ม. รอบเครื่องยนต์เดินอยู่ที่ 3,000 รอบต่อนาที
  • ที่ 110 ก.ม./ช.ม. รอบเครื่องเดินอยู่ที่ 2,750 รอบต่อนาที

รอบเครื่องขนาดนี้ ถือว่าสูงมากกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดเฟืองท้ายต่ำ และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร  ซึ่งก็ไม่ได้เล็กมากนัก

ผลคือการขับมา ปราณบุรี ของเรา บนหน้าปัด วัดระยะทางได้ 15.7 ก.ม./ลิตร แต่วัดจริงอัตราประหยัด เราวัดได้ 13.29 ก.ม./ลิตร  ถือว่าไม่ได้ประหยัดมากนัก

สรุป  Mazda MX-5  ไม่ได้แรงเร้าใจ เน้นขับสนุกสายชิล

หลังจากใช้ชีวิตกับ  Mazda MX-5 หลายวัน ไม่ว่าจะขับชิล , ขับซิ่ง หรือ ใช้งานทั่วไป ผมได้เรียนรู้ว่า โรดสเตอร์คันนี้ไม่ได้เกิดมาเป็นรถซิ่ง อย่างที่หลายคนคิด

ที่จริง ผมว่ามัน เป็นรถสปอร์ตสายหล่อ เอาใจคนต้องการรถที่ดูดี ขับใช้งานได้ทุกวัน ซิ่งได้บ้างพอหอมปากหอมคอ ไม่ชอบรถแรงแต่โคตรซดน้ำมัน จะขับหล่อก็ได้ ไปไหนก็ดูดี ด้วยตำนานของมันเอง ทำให้คุณดูเป็นนักเลงรถตัวจริง ไม่ใช่วัยรุ่นเห่อความแรงเพียงอย่างเดียว

ผมว่ากลุ่มเป้าหมายของ มาสด้า เอ็มเอ็กซ์ 5 น่าจะเป็นผู้ใหญ่วัน 40 เอาไว้ให้คนเลือกหา ตอน  Mid Life Crisis   คือ มีเงินซื้อรถหรูก็ได้ แต่พี่จะไม่ซื้อ เพราะอยากแตกต่าง ให้อารมณ์การขับขี่ลงตัวเข้าเค้ากับทุกการใช้งานก แต่ไม่มีพื้นที่สัมภาระมาก และเลือกคนที่จะไปด้วยได้เพียงคนเดียว คนมีบ้านเยอะก็ระวัง การตบตีให้ดี

อารมณ์นี้ผมนึกถึงรถบิ๊กไบค์เหมือนกัน เอ็มเอ็กซ์ 5 ให้อารมณ์เดียวกัน มีเธอ มีฉัน ท้องฟ้าสายลม

ไม่แปลกใจที่หลายคนจะหลงเสน่ห์ของมัน คนซื้อเจ้านี่เพราะชอบในตำนาน ความเป็นโรดสเตอร์หนึ่งเดียวจากค่ายญี่ปุ่นที่มีชีวิตวันนี้ มันเป็นรถขับเล่นก็ได้ใช้งานก็ดี แถมไม่ได้ซดเท่าไรนักในความเป็นจริง แม้ว่าจะไม่มีเกียร์  Over Drive   มาให้เลย ก็ยังพอรับได้กับความประหยัดที่มอบให้มา

อย่างไรก็ดี ผมรู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนหรอกจะอินกับรถขนาด 4 เมตร เครื่องสองพันซีซี เกียร์ธรรมดา ราคาเฉียด 3 ล้านบาท

ถึงรุ่นใหม่ จะเพิ่มระบบความปลอดภัย i-Active Sense   มาให้ ก็คงมีคำถามว่า ราคานี้ ไปซื้อรถยุโรปขับดีกว่าไหมพี่

จุดนี้ผมว่า คงแล้วแต่คนชอบ เพราะ  Mazda MX-5   เป็นรถที่มีเสน่ห์ และสไตล์ของตัวเอง แตกต่างไม่เหมือนใคร รถกี่คันที่ซื้อไว้ใช้งาน ก็คงไม่หล่อเท่า   MX-5   ขับเฉิดฉายไปบนถนน การเป็นหนึ่งในหลักร้อยคันในประเทศไทย เหมือนคุณมีบัตรวีซ่า แพลทนินั่มติดตัว ภาพที่คนมองคุณขับรถรุ่นนี้ไม่ใช่ มองว่าคุณเป็นคน แต่เป็นนักเลงรถ ที่มีสไตล์

แน่นอนว่ามันไม่ใช่รถคันแรกในบ้าน ต้องเป็นรถสำหรับคนที่เหลือๆ และไม่อยากไปใช้รถยุโรป ยังเป็นคนรักการขับขี่ ชอบขับรถเดินทางเที่ยว ไปกับคนรัก ผมเคยได้ยินว่า ชาว   MX-5   พากัน เฮโลไปเที่ยวบ่อย ซึ่งน่าจะจริง

ลงจากตำนานโรดสเตอร์ จุดขายของมัน คือเสน่ห์ขับขี่ ยากจะหาตัวจับ เทคโนดลยีตัวช่วยไม่มากนัก แต่ยังขับดีสุดๆ ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร

มันไม่ใช่รถซิ่ง มันเป็นรถเที่ยวมีสไตล์ ถ้ชีวิตคุณไม่ได้มีคนอื่นนอกจากเรา 2 คน นี่แหละ คือรถ ที่คุณอาจจะอยากไปทะเลกับคนรักมากที่สุด

 

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง

ติดตามพูดคุยกับผู้เขียนได้ทาง  Facebook 

 

 



Comments

comments