Mazda CX-5 … ขวัญใจนักขับฉบับรถครอบครัว

แบ่งปันเรื่องนี้

สังขารของคนจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยบิดเบือนจากเดิมก็คือ ‘ตัวเรา’ แม้อาจมีบ้างที่เราเปลี่ยนตัวเองไปตามสิ่งเร้าภายนอก หากท้ายสุดแล้ว เราก็มัก จะกลับมาเป็นตัวของตัวเอง…

“การขับรถ” นับเป็นหนึ่งในหลายสิ่งที่บอกความเป็นเราได้มาก ถึงสังขารเราหลายคนอาจจะหนังหน้าเปลี่ยนไปตามวันเวลา รวมถึงการมีรถสักคันก็สมควรจะตรงโจทย์ความรับผิดชอบ ดูแลคนในครอบครัวได้ครบถ้วน มันจะมีรถรุ่นไหนที่ตอนนี้จะตอบโจทย์ที่ผมกล่าวนี้ดีกว่า Mazda CX-5 อเนกประสงค์มาสด้า ที่ทำให้หลายคนต้องสนใจค่ายรถยนต์ Zoom Zoom

 

 

หล่อกลมกล่อมปราดเปรียวกว่าเดิม

 

ด้วยปรัชญาการออกแบบ Kodo Design  ตั้งแต่รุ่นที่แล้ว ถูกอัพรายละเอียดมากกว่าเดิม ส่งให้ Mazda CX-5 รุ่นล่าสุดนี้มีความสวยงามปราดเปรียวกว่าที่เคย ตั้งแต่ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ ส่องสว่างด้วยไฟหน้า LED  ในโคมมาพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Signature บ่งบอกตัวตนความเป็นมาสด้า กลมกลืนากขึ้นด้วยกระจังหน้าใหม่สามมิติดูมีรายละเอียด ช่วยให้ด้านหน้ารถดูโดดเด่นเต็มอารมณ์สปอร์ต

 

 

แม้ว่าจากข้อมูลทางเทคนิคจะระบุว่ามันเตี้ยลงกว่ารุ่นก่อน แต่เมื่อดูจริงๆ แล้วก็ไม่รู้สึกว่าจะต่างกันเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะล้อ 19 นิ้ว สีทูโทนได้รัดด้วยยาง TOYO Proxes R46 ขนาด 225/55 R19 ที่มีแก้มยางสูง และเป็นยางเฉพาะ CX-5 เท่านั้น ทำเอาคิดเหมือนกันว่าจะหาซื้อได้จากที่ไหนบ้าง หากต้องถึงคราวเปลี่ยนยางในอนาคต

ด้านข้างดูเด่นสปอร์ตเต็มอารมณ์โฉบเฉี่ยวขึ้นกว่ารุ่นเดิมชัดเจน ส่วนทางด้านหลัง จะเห็นว่าไฟท้ายเป็นแบบ LED Signature สอดรับกับไฟส่องสว่างด้านหน้า ประกบด้วยประตูท้ายไฟฟ้า ใช้งานง่าย จะกดที่ รีโมทหรือกดที่บานประตู จากนั้นก็เพียงรอให้มันเปิดปิดเอง

 

 

ภายในหรูใส่ใจผู้โดยสารมากขึ้น

 

ในยุคที่ผู้คนมีรสนิยมต่อสิ่งรอบข้างสูงขึ้น มาสด้าจึงเล็งเห็นว่าการออกแบบภายในด้วยนิยาม “ความแข็งแกร่งอันปราณีต” เป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกค้าทุกชื่นชอบ เราสัมผัสถึงการใช้วัสดุคุณภาพสูงภายในห้องโดยสารมากขึ้น โดยเฉพาะเจ้าวัสดุหนังเนื้อนิ่มเกรดพรีเมี่ยมมีให้ทั้งบนคอนโซลหน้า ไปยันแผงประตูข้าง ทั้งหมดถูกวางให้อยู่ในจุดที่ผู้ใช้ต้องสัมผัสหรือเห็นได้ด้วยสายตา

นอกเหนือจากความหรูแล้วความเรียบง่ายก็เป็นอีกสิ่งที่เราสัมผัสได้ เพราะคุณจะเห็นว่าบนแผงคอนโซลไม่มีปุ่มใดเลยจัดวางอยู่ มีเพียงจอกลาง ปุ่มไฟฉุกเฉิน และปุ่มเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ซึ่งเราควบคุมทุกสิ่งได้ง่ายเพียงครั้งแรกที่ขึ้นมาบนรถ และมันก็ช่วยให้ภาพรวมห้องโดยสารเรียบหรูไปกว่าเดิม

 

 

การขึ้นลงรถ คือ โจทย์ยากที่เอสยูวีทุกคันต้องผ่านไปให้ได้  Mazda CX-5 ใหม่อำนวยความสะดวกในการเข้าออกตำแหน่งผู้ขับขี่ได้สะดวกไม่มีปัญหา เมื่อนั่งบนเบาะคนขับก็สามารถปรับด้วยไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง รวมถึงปรับตัวดันหลังให้เข้ากับสรีระจากนั้นจะบันทึกตำแหน่งที่นั่งไว้ก็ทำได้ 2 การตั้งค่า ส่วนเบาะคนนั่งจะปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง แต่ภาพรวมทั้งหมดเรียกได้ว่าสบาย มีความนุ่ม และให้ตำแหน่งการบังคับควบคุมเหมาะสมตามแนวคิด Jinba ittai อย่างครบถ้วน

ในกรณีของผู้โดยสารด้านหลังนั้นถือว่าได้รับการปรับปรุงจากรุ่นก่อนพอสมควร เพราะจากเดิมที่เคยนั่งแล้วอึดอัด คับแคบ นั่งไม่สบาย Mazda CX-5 ใหม่มอบพื้นที่ด้านหลังกว้างขวางกว่าเดิม ทั้งในแง่ของพื้นที่วางขา ที่ว่างเหนือศีรษะ และทัศนวิสัยการมองเห็น

 

 

ยิ่งไปกว่านั้นเบาะหลังยังปรับเอนได้ 2 ระดับ ที่แม้จะปรับต่างองศาเพียงเล็กน้อยแต่ถือว่านั่งสบายพอควร เหนือสิ่งอื่นใดคือโมเดลใหม่มีช่องแอร์ด้านหลังมาให้แล้ว ส่วนใครที่รู้ตัวว่าติดการเล่นมือถือจนแบตฯ หมดเป็นประจำ เจ้านี่ยังให้ช่องเสียบชาร์จไฟพอร์ต USB จำนวน 2 ช่อง ตรงพนักวางแขนตรงกลาง

ส่วนเรื่องการเก็บสัมภาระตอนหลังมีพื้นที่กว้าง ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีรูปทรงกว้างและยาวเหมาะสม อีกทั้งการยกของที่มีน้ำหนักมากขึ้นใส่ก็ทำได้สะดวก เนื่องจากความสูงจากพื้นถนนกับพื้นห้องสัมภาระอยู่ในระดับกำลังพอดี ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนรถสู่โหมดขนเต็มพิกัด ก็ทำง่ายเพียง ดึงคันโยกบริเวณห้องสัมภาระ ไม่ต้องเดินไปเอื้อมอะไรให้วุ่นวาย

 

 

ด้านระบบสาระบันเทิง Mazda MZD Connect ลงตัวด้วยจอสัมผัส 7 นิ้ว แถมเพิ่มความกระหึ่มเต็มพิกัด ด้วยระบบเครื่องเสียงจาก BOSE ลำโพง 10 ตำแหน่ง แถมยังพกซัพวูฟเฟอร์ เพิ่มเสียงเบสเต็มอารมณ์มากขึ้น จัดเก็บซ่อนไว้ในช่องเก็บยางอะไหล่

เรื่องคุณภาพเสียงที่ได้ฟังจัดว่าไพเราะมาก มิติเสียงสูง กลาง ต่ำ ทำได้อิ่มและชัดเจนไม่สั่นเครือ แต่ต้องทำภายใต้เงื่อนไขการปรับเสียงสูงกับเสียงเบสให้มากที่สุด มิฉะนั้นแล้วเสียงเดิมจากระบบจะค่อนข้างแบนไม่มีมิติเท่าไรนัก

 

 

ผู้ชายดีเซล ผู้หญิงเบนซิน

Mazda CX5 ใหม่ ยังคงมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล เหมือนเคย พูดถึงเรื่องกำลัง หลายคนคงจะนั่งเถียงกันแล้วว่า จะเลือกเครื่องเบนซิน หรือดีเซลดี…

 

ระหว่างที่เราขับเจ้าหล่อ CX-5 แล่นไปบนถนนพร้อมกับสื่อมวลท่านอื่นที่เป็นผู้ชาย เราก็มีความคิดเห็นคล้ายกันผุดออกมาอย่างหนึ่งว่า “ถ้าซื้อใช้เองคงเอาตัวดีเซล” แต่เมื่อเดินไปถามคุณสุภาพสตรี กลับได้คำตอบ “ดีเซลแรงดีนะ แต่เอารุ่นเบนซินก็พอแล้ว” พลันทำเอานึกว่า แบบนี้ถ้าเป็นลูกค้า คงมีเถียงกันในบ้านแน่นอน

ใต้เรือนร่างหล่อสุดสมาร์ท  Mazda CX-5 ยังคงแนะนำ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ แบบ DOHC Direct Injection Dual S-VT ขนาด 2.0 ลิตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.0 : 1 กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาทีนาที รองรับน้ำมันสูงสุด E85 ประจำการอยู่ในรุ่น 2.0 C, 2.0 S, และ 2.0 SP

 

 

ขุมพลังบล็อกนี้ช่วงออกตัวมีความกระฉับกระเฉงดีไปจนถึงความเร็วราว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราเร่งแซ่งรถยนต์ที่ขับช้าในเมืองได้ทันใจ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดจะตบลงเกียร์ต่ำทันทีเพื่อเร่งรอบรีดแรงบิด ทำเอาเครื่องดังครางตลอดการละเมียคันเร่ง ขณะเดียวกันเมื่อเร่งจนถึงช่วง 120 กม./ชม.ก็ทำได้ดีไม่แพ้เครื่องดีเซล ทว่าความแตกต่างจะเริ่มชัดเจนเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง จากที่ลองกดตามรุ่นเครื่องดีเซล ผลปรากฏว่ามันเร่งได้ช้าหลังความเร็ว 140 กม./ชม. แต่เมื่อมองว่านี่เป็นเครื่องบล็อกเดียวกับ Mazda 3 และ CX-3 กับพิกัดน้ำหนักตัว  1.5 ตัน ถือว่าทำได้ดีทีเดียว

เกือบลืมพูดถึงโหมด Sport ของรุ่นเครื่องเบนซิน เมื่อกดใช้งานเกียร์จะพยายามคงรอบเกียร์ ลากรอบเครื่องให้สูงพูดง่ายๆ ว่าจากเดิมในโหมดปกติวิ่งที่ความเร็ว 110 กม./ชม. รอบเครื่องอยู่ที่ราว 2,600 รอบ/นาที เมื่อกดโหมดสปอร์ตรอบจะฟาดไปที่ 3,000-4,000 รอบ/นาที แน่นอนว่าคุณมีกำลังในการเร่งมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงเครื่องทำงานดังกับความสั่นสะเทือนจะรู้สึกมากขึ้น

สำหรับคอดีเซลสายแรงต้องรู้จักกับเครื่องดีเซลกำลังอัดต่ำที่สุดในโลก 14.0 : 1 แบบ DOHC Commonrail Direct Injection ขนาด 2.2 ลิตร 175 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที และมีทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 กับขับเคลื่อนแบบ AWD

 

 

ก่อนจะขับรถเราได้สตาร์ทเครื่องจึงรู้ได้ทันทีว่า เครื่องดีเซลของ CX-5 รุ่นใหม่มีความเงียบแถมสั่นสะเทือนน้อยลงมาก มีจังหวะหนึ่งเราไปจอดรถข้าง CX-5 เครื่องดีเซลรุ่นเก่า ผลคือตัวใหม่ถูกเสียงเครื่องตัวเก่ากลบเสียหมด ยิ่งเมื่อเข้ามาในห้องโดยสารก็นับว่าเงียบไม่แพ้เครื่องเบนซิน

ถึงจะมีคนขับพร้อมผู้โดยสาร 3 คนไซส์แต่ละคนน้ำหนักเกิน 80 กิโลกรัมพร้อมข้าวของเต็มท้ายรถ แต่ทันทีที่กดคันเร่งจมมิดบน CX-5 เครื่องดีเซล ตัวรถก็พุ่งพรวดเป็นจรวดทางเรียบไปข้างหน้าแบบไม่มีหยุดจนกว่าเราจะถอนคันเร่ง ยิ่งไปกว่านั้นเสียงการทำงานของเครื่องขณะเร่งหนักก็ดังเพียงเล็กน้อย กลายเป็นอเนกประสงค์ที่ค่อนข้างสมบุรณ์แบบ ช่วยให้คนขับสนุก ผู้โดยสารสบายได้พร้อมกัน

ที่สำคัญเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดที่อยู่ใน CX-5 ทั้งรุ่นเบนซินและดีเซล ค่อนข้างฉลาดมันเรียนรู้ว่า หากขับรถลงเขาเกียร์ควรอยู่ตำแหน่งใด ยกตัวอย่าง ถ้าเราขับลงเขาในเกียร์ D ปกติ รถจะทำการดึงเกียร์ลงต่ำช่วยหน่วงความเร็วให้เอง ไม่ต้องไปเปลี่ยนเกียร์เอง

ประเด็นสุดท้ายคือความประหยัดน้ำมันเริ่มจากรุ่นเครื่องเบนซิน โดยเส้นทางทดสอบของเราเป็นทางราบเกือบ เกือบ 90% ทว่าส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงขณะเดินทาง ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ราว 9-10 กม./ลิตร ส่วนรุ่นเครื่องดีเซลทำได้ประหยัดกว่าที่ 12-13 กม./ลิตร บนเงื่อนไขเดียวกัน

 

 

ขับดีขึ้น มั่นใจ และสบายมากกว่าเดิม

 

ช่วงล่างของ CX-5 รุ่นใหม่ทำให้เรารู้สึกชอบใจมันมาก เพราะระหว่างการขับไปบนเส้นทางตรงด้วยความเร็วเราสัมผัสได้ว่าตัวรถแทบไม่มีอาการโยนตัว แม้จะเจอกระแสลมแรงหรือแล่นผ่านเนินคอสะพาน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อแล่นเข้าโค้งแบบความเร็วสูงเราสามารถควบคุมตัวรถได้ง่ายและมีการโคลงเคลงน้อยมาก อาจเป็นเพราะผลจากระบบ G-Vectoring Control (GVC) ที่เข้ามาจัดการกำลังเครื่องที่ส่งไปยังแต่ละล้อ อย่างไรก็ตามหากใช้งานระบบนี้จะต้องคงมุมการหักพวงมาลัยเอาไว้ เพราะถ้าหักเลี้ยว 2 สเต็ประหว่างขับในโค้ง ระบบจะไม่สามารถทำงานได้หรือทำได้ไม่ดีเท่าการหักเลี้ยวสเต็ปเดียว แต่โดยรวมถือว่าทำให้เราควบคุมรถได้ดั่งใจ และคนนั่งยังรู้สึกว่าไม่โยนตัวจนเกิดอาการมึนหัว นี่แหละถึงเป็นคำตอบว่าทำไมเราจึงนิยามว่า “สปอร์ตก็ได้ สบายก็ดี”

การตอบสนองพวงมาลัยเอาใจคุณสุภาพสตรีมากขึ้น จากคำบอกเล่าของทีมงานมาสด้าได้ระบุว่าพวกเขาต้องการจับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงมากขึ้น ผลที่ออกมาจึงทำให้พวงมาลัยเบาคล่องมือมากที่ความเร็วต่ำ ขณะเดียวกันเมื่อวิ่งด้วยความเร็วเดินทางมันก็ให้ความเฉียบคมเหมือนกับรถเก๋งมากกว่าจะเป็นเอสยูวี ส่วนตัวแล้วเราคิดว่าการตอบสนองโดยรวมอยู่เกณฑ์ดี แต่บางจังหวะเช่นวิ่งในโค้งหรือขับด้วยความเร็ว ความหนืดของพวงมาลัยควรมากกว่านี้ แม้ว่ารถจะวิ่งตั้งตรงไม่มีอาการเบี่ยงเบนแต่ถ้าเพิ่มความหนืดขึ้นจะถือว่าสมบูรณ์มาก

การตอบสนองของเบรกนั้นเรารู้สึกว่าต้านเท้าน้อยลง เวลากดแล้วเบรกจะไม่จับตัวทันทีทันใด หรือเรียกง่ายๆ ว่า เบรกแล้วไม่หัวทิ่ม นอกจากนี้การชะลอความเร็วในทุกสไตล์การขับขี่ ไม่ว่าจะขับลงเขาหรือเบรกแรงบ่อยๆ เบรกของ

ท้ายสุดเรื่องเสียงลมกับเสียงยางบดถนนมีความเงียบขึ้นกว่ารุ่นก่อนแบบชัดเจน กล่าวคือโมเดลก่อนหน้านี้มีเสียงลมดังมาจากกระจกมองข้าง ส่วนเสียงถนนจะดังชัดจากบริเวณห้องโดยสารด้านหลัง ขนาดคนขับยังได้ยินดังคนนั่งไม่ต้องพูดถึง ทว่ากับโมเดลใหม่นี้มาสด้าได้แก้ไขข้อด้อยของรถรุ่นที่แล้วให้หายไปจนหมด

 

 

ขวัญใจนักขับฉบับครอบครัวสไตล์มาสด้า

 

ทุกสิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดคงทำให้ผู้อ่านหลายท่านตัดสินใจนำ Mazda CX-5 เข้าสู่โรงรถประจำบ้านได้ไม่ยาก เพราะถ้าคุณเป็นบุคคลที่ชื่นชอบการขับรถไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เราเชื่อว่าคำตอบในใจของคุณคงผุดขึ้นตั้งแต่คิดจะซื้อเอสยูวีเพื่อมาใช้ในบ้านสักคัน

อย่างไรก็ตามคำถามที่ว่าจะเลือกรุ่นเบนซินหรือดีเซลดี คิดง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเป็นหลัก หรือขับรถออกต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว เราคิดว่า CX-5 เครื่องเบนซินเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้าหากรู้ตัวว่าชอบรถอัตราเร่งดีๆ กดทีพุ่งแซงแบบไม่ต้องรอ หรือเป็นประเภทที่ขับรถทางไกลเป็นประจำ และต้องการความประหยัดน้ำมัน เราแนะนำว่าหันไปคบเจ้าเครื่องดีเซลจะเหมาะมาก เพราะมันสามารถมอบให้คุณได้ทุกอย่างที่ต้องการ

 

ปล. ถ้าใจรักเครื่องดีเซลแต่ไม่อยากซื้อรุ่นสูงสุดก็เอารุ่นเริ่มต้นเครื่องดีเซลที่มีราคา 1,560,000 บาท ดูจะเหมาะสมกว่า

 

 

ช่วยเป็นกำลังใจให้เรา

 

Ridebuster

 

 

แบ่งปันเรื่องนี้

Comments

comments