Mazda CX-30, Nissan Kick และ MG ZS เอสยูวีที่พร้อมลุยไทยมีนาคมนี้

ใครกำลังจะซื้อเอสยูวีคันใหม่ในช่วงงาน Motor Show 2020 ขอให้อ่านบทความนี้ที่จะพูดถึงจุดเด่นของเอสยูวี 3 คัน ได้แก่ Mazda CX-30, Nissan Kick และ MG ZS ไมเนอร์เชนจ์

 

ในงาน Motor Show 2020 จะกลายเป็นสมรภูมิใหญ่ของเหล่าเอสยูวีราคาต่ำล้าน ตลาดที่กำลังหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาจากผู้บริโภคแบบไม่ขาดสาย ซึ่งเดือนมีนาคมนี้จะมีรถกลุ่มดังกล่าวเปิดตัวถึง 3 คัน ได้แก่ Mazda CX-30, Nissan Kick และ MG ZS ไมเนอร์เชนจ์ เรียกว่าใครกำตังรออยู่ตอนนี้คงมือสั่นเลือกไม่ถูกกันไปตาม ๆ กัน

เพื่อเป็นการชิมลางก่อนจะได้รู้ถึงสเป็คกับราคาอย่างเป็นทางการของเอสยูวี 3 คันนั้น วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักถึงจุดเด่นเบื้องต้น ที่อาจทำให้การตัดสินใจซื้อรถเมื่อถึงเวลาจริงง่ายไม่ต้องปวดหัว

 

 

Mazda CX-30 เครื่องดีเซลเทอร์โบ 1.8 ลิตร + การขับขี่ 

 

Mazda CX-30 เอสยูวีที่มาทำตลาดต่อ (แทน) CX-3 ที่มีคนบ่นตลอดว่ามันช่างคับแคบกว่า Honda HR-V กับ Toyota C-HR คู่แข่งตัวฉกาจที่คอยแย่งยอดขายไปอยู่เนือง ๆ แน่นอนว่าในการครั้งนี้ CX-30 ที่พัฒนามาจากพื้นฐานของ Mazda 3 มีห้องโดยสารใหญ่ขึ้นกว่า CX-3 ที่ใช้พื้นฐานของ Mazda 2 แน่นอน ทว่าจากการลองนั่งจริงที่ญี่ปุ่น เราพูดได้เลยว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจากรถยนต์นั่งของมาสด้ารหัส 3 เลย

หากดูมิติตัวถังจะพบว่า CX-30 มีความยาว 4,395 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,795 มิลลิเมตร ความสูง 1,540 มิลลิเมตร ด้านระยะฐานล้ออยูที่ 2,655 มิลลิเมตร ส่วนระยะต่ำสุดจากพื้น ground clearance อยู่ที่ 175 มิลลิเมตร และที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 430 ลิตร ขนาดตัวจัดว่าใกล้เคียงกับคู่แข่งในระดับราคา 1 ล้าน +- พอกัน

 

จุดเด่นที่ทำให้รถเอสยูวีจากเมืองฮิโรชิม่าคันนี้น่าสนใจ หนีไม่พ้นการมาถึงของเครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-D ขนาด 1.8 ลิตร พ่วงเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งคาดว่าเน้นความประหยัดน้ำมันเป็นหลัก เพราะหากเทียบกับเครื่องดีเซล 1.5 ลิตร เดิมที่อยู่ใน CX-3 บล็อกนั้นมีพลังแค่ 105 แรงม้า ให้อัตราเร่งไม่ได้แรงไปกว่าขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร

 

 

ต่อมาเป็นเรื่องการขับขี่อันแสนขึ้นชื่อของรถในเครือมาสด้าทุกคัน โดยคาดว่าพวงมาลัย ช่วงล่าง และไดนามิกของการขับขี่คงมีการปรับให้เหมาะสมกับสไตล์รถ คือลดทอนความสปอร์ตลงมาหาความเป็นรถอเนกประสงค์เพื่อครอบครัวยิ่งขึ้น ใครที่คิดว่าต้องการรถทรงสวย ขับขี่มั่นใจ และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี CX-30 เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรถคันนี้อยู่ในวันที่ 6 มีนาคม

 

 

Nissan Kick e-Power เด่นเรื่องความแรงความประหยัด และห้องโดยสาร

 

ร้อนแรงไม่แพ้ค่ายรถร่วมสัญชาติกันเลยทีเดียวสำหรับน้องใหม่คันล่าสุด Nissan Kick ที่มาคราวนี้หวังกวาดยอดขาย ด้วยการเปิดตัวในโฉมไมเนอร์เชนจ์ที่ใส่ขุมพลังไฮบริด e-Power เป็นครั้งแรกของโลก ทำเอาแฟนรถยนต์น้อยใหญ่ต่างตั้งคำถามมากมายว่า เจ้าเทคโนโลยีที่นิสสันเข็นออกมาให้ชาวไทยได้ใช้กันนี้มันเจ๋งขนาดไหน?

 

 

ก่อนจะไปรู้จักกับจุดเด่นก็ต้องดูเรื่องขนาดมิติตัวถังของ Kick ใหม่ก่อน โดยอ้างอิงจากโมเดลปัจจุบันที่ขายอยู่ในอินเดีย มีความยาว 4,384 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,813 มิลลิเมตร ความสูง 1,656 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,673 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น ground clearance อยู่ที่ 210 มิลลิเมตร และที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ขนาด 400 ลิตร

ซึ่งเมื่อนำ Kick ไปเทียบกับ CX-30 จะพบว่ากว้างกว่า สูงกว่า ฐานล้อมากกว่า ระยะจากพื้นถึงตัวรถสูงกว่า แต่ประเด็นความยาวกับขนาดความจุห้องเก็บสัมภาระท้ายรถนั้น นิสสันเป็นฝ่ายแพ้ไปในจุดนี้

 

 

Nissan-Note-E-power002 Nissan-Note-E-power001

 

แน่นอนว่าจุดขายอันดับหนึ่งของ Kick ก็คือการที่มาพร้อมขุมพลัง e-Power อันประกอบไปด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร รหัส HR12DE ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ทำหน้าที่ปั่นไฟไปเก็บยังแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดประมาณ 1.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)

จากนั้นจึงนำกระแสไฟฟ้าที่ถูกกักเก็บไว้ส่งต่อไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ EM57 High Power ให้กำลังสูงสุด129 แรงม้า ที่ 3,008 – 10,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 254 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,008 รอบ/นาที แรงกว่าที่ติดตั้งอยู่บน Note e-Power โฉมญี่ปุ่น

 

 

หากนำข้อมูลการทดสอบจริงของทีมงาน Ridebuster ที่เคยได้ขับใช้งาน Note e-Power ที่ญี่ปุ่น มาใช้อ้างอิงอัตราเร่งกับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน อาจตั้งสมมติฐานได้ว่า Kick ใหม่ เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในตัวเลข 9-10 วินาที เป็นอย่างน้อย ส่วนความประหยัดนั้นใช้จริงวิ่งในเมือง นอกเมือง เฉลี่ยอยู่ราว 16 กม./ลิตร ขึ้นไป และถ้ามีโอกาสได้ทดสอบอย่างเป็นทางการน่าจะระบุข้อมูลที่ถูกต้อง

อีกสิ่งที่ลูกค้าจะได้จากรถคันนี้ คงเป็นประเด็นห้องโดยสารภายในที่มีความกว้างขวางนั่งสบายตามสไตล์รถนิสสัน เพราะถ้าสังเกตุจะพบว่ารถยี่ห้อนี้ทุกรุ่นโดดเด่นเรื่องพื้นที่ภายในมาโดยตลอด และรายการอุปกรณ์มาตรฐานรวมถึงความปลอดภัย คาดว่านิสสันต้องเดินหน้าจัดเต็มเพื่อดึงลูกค้าให้เกิดความสนใจสูงสุด

 

 

สำหรับวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Kick e-Power อยู่วันที่ 19 มีนาคานี้ ด้านราคายังไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ แต่หากถามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คาดว่าอยู่ในช่วง 800,000-900,000 บาท และมีการใส่อุปกรณ์คุ้มค่าตามแนวทางนิสสันยุคใหม่

 

 

MG ZS ไมเนอร์เชนจ์ สานต่อความสำเร็จของ B-SUV รุ่นคุ้มค่าที่สุด

 

คันท้ายสุดแต่ไม่ได้หมายความว่าจะน่าสนใจน้อยกว่าเหมือนเทียบกับรถสองคันแรก อย่าง MG ZS ไมเนอร์เชนจ์ที่ปรับโฉมภายนอกภายในตามตลาดจีน สานต่อความสำเร็จของ ZS โฉมปัจจุบัน ที่นับตั้งแต่การออกขายครั้งแรกในปี 2017 ก็มียอดผลิตรวมกันมากเกิน 30,000 คัน ไปเมื่อเดือนมกราคมปี 2020 ที่ผ่านมา

เดิมทีจุดเด่นที่ทำให้ผู้บริโภคเปิดใจให้การยอมรับ ZS ก็คือรูปทรงสวยงามสะดุดตาจากภายนอก บวกกับห้องโดยสารภายในที่มีความกว้างขวางนั่งสบายในระดับ B-SUV อีกทั้งยังจัดเต็มอุปกรณ์มาตรฐานมาครบถ้วน บางชิ้นก็มากเกินกว่ารถในราคาพอกันหรือแพงกว่า อาทิ หลังคาพาโนรามิกซันรูฟ กับระบบสาระบันเทิงที่สั่งการด้วยเสียงได้

 

 

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์นั้น ZS ทำการยกระดับการตกแต่งภายในขึ้นไปอีกขั้น สวยงามใช้วัสดุเกรดดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า MG HS ที่ขายดิบขายดีอยู่ในขณะนี้ ทว่าสิ่งที่ผู้คนตั้งข้อสงสัยกันเป็นจำนวนมากไม่แพ้ความมีระดับ ความสวยงาม และอุปกรณ์ต่าง ๆ หนีไม่พ้นประเด็นขุมพลัง?

ปัจจุบันเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 114 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด จะมีการเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร บล็อกใหม่ในชื่อ NetBlue ที่แรงม้าปรับจูนมาเป็น 120 ตัว กับแรงบิด 150 นิวตันเมตร แล้วส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT

 

 

หรือจะใจปล้ำยอมยกเครื่องเบนซินเทอร์โบ 3 สูบ ขนาด 1.3 ลิตร NetBlue ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แต่แบบหลังนี้ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้น้อยกว่าตัวเลือกแรก

สิ่งที่หลายคนอยากให้มาไม่แพ้ขุมพลัวตัวแรง นี่เลยเหล่าบรรดาระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่หยิบยกจากพี่ ๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนรถในมุมอับ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ กล้องมองภาพ 360 องศา และอื่น ๆ นี่อาจเป็นตัวชี้ชะตาว่า ZS จะได้ตำแหน่งรถราคาต่ำกว่า 9 แสนบาท แต่ระบบความปลอดภัยจัดเต็มเหมือนตลาดเมืองนอกได้ไหม

เรื่องราคาจำหน่ายนั้นคาดการณ์ว่าน่าจะใกล้เคียงรุ่นปัจจุบัน อาจมีราคาแพงขึ้นไม่เกิน 20,000-30,000 บาท เพราะถ้าแพงกว่านี้ลูกค้าจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ZS ยังเป็น B-SUV ที่คุ้มค่าอยู่หรือไม่?

Comments

comments